ชี้กั้นแม่น้ำสาละวินส่งผลกระทบสิ่งแวดล้อมโลก ศาสตราจารย์พม่าวอนรัฐบาลหม่องยุติ 7 โครงการเขื่อน ประชุมนานาชาติวันแรกคึกคัก-หลายฝ่ายร่วมแบ่งปันความรู้

0

salween

ระหว่างวันที่ 14-17 พฤศจิกายน 2557 ที่สำนักบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.) มีงานประชุมนานาชาติสาละวินศึกษาครั้งที่ 1   (First International Conference on Salween-Thanlwin-Nu Studies “State of Knowledge: Environmental Change, Livelihoods and Development”)ภายใต้ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานราชการ และองค์กรพัฒนาเอกชนหลายแห่ง อาทิ  ศูนย์ภูมิภาคเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนมช. องค์กรแม่น้ำนานาชาติ (IR) มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ (TERRA)  มูลนิธิเสมสักขาลัย ฯลฯ   โดยมีผู้เข้าร่วมจากภาควิชาการ ภาคประชาชน ตลอดจนสื่อมวลชนไทย พม่าและชาติต่างๆเข้าร่วมประมาณ 150  คน  เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และนำเสนอองค์ความรู้เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้่นในแม่น้ำสาละวินและชุมชนโดยรอบ ตลอดจนระดมความคิดเห็นเพื่อหาทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งเสนอวิธีการปกป้องแม่น้ำสาละวิน ทรัพยากรสำคัญของประเทศจีน ไทย และพม่า 

 

ทั้งนี้ภายในงานมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับแม่น้ำสาละวิน และนำเสนองานวิจัยหลายด้านจากผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา อาทิ ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่อาจเกิดขึ้นหากมีการรสร้างเขื่อน 7 แห่งในประเทศพม่า  งานวิจัยไทบ้านเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของระบบนิเวศแม่น้ำสาละวิน และความมั่นคงทางทรัพยากรที่เกิดขึ้นในชุมชนโดยรอบ การวิเคราะห์ผลกระทบทางคุณภาพชีวิตและการล่มสลายของชนพื้นเมือง ปัญหาสังคมที่อาจเกิดขึ้นหลังการพัฒนาโครงการใหญ่ โดยรัฐบาลพม่าและทุนข้ามชาติ   ฯลฯ โดยมีนายชยันต์  วรรธนะภูติ   ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาอย่างยั่งยืน และอาจารย์ประจำคณะสังคมศาสตร์ มช. เป็นประธานในการเปิดการประชุม

 

ดร.ชยันต์ กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมานั้นแม่น้ำสาละวินถูกกล่าวถึงอย่างมากโดยเฉพาะในประเด็น การพัฒนาโครงการเขื่อน 7 แห่ง ซึ่งส่งผลกระทบอย่างกว้างขวาง โดยกลุ่มที่ได้อาจได้รับผลกระทบจากแผนการพัฒนาประเทศมากที่สุด คือ กลุ่มชาติพันธุ์ที่อาศัยอยู่รอบๆ ซึ่งพึ่งพาแม่น้ำละวินมานานนับร้อยๆปี อีกทั้งยังประวัติศาสตร์และร่องรอยของวัฒนธรรมไว้มากมาย หลายพื้นที่เป็นครัวของภูมิภาค อย่าง เช่น เมืองมะละแหม่งก็มีความสมบูรณ์เรื่องประมงน้ำจืด บางหมู่บ้านมีระบบเกษตรกรรมดั้งเดิม เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ทันทีที่พม่าเปิดประเทศ นักลงทุนข้ามชาติจ้องจะครอบครองพื้นที่พัฒนาด้านเศรษฐกิจ ทำให้วันนี้การประชุมเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือปกป้องสิ่งแวดล้อมในแม่น้ำสาละวินต้องเริ่มขึ้นอย่างจริงจังเพื่อพัฒนาความร่วมมือต่อไป

 

นายออง มิน ตัวแทนจากสมาคมพลังงานทดแทน ประเทศพม่า  ( Renewable Energy Association Myanmar:REAM) กล่าวว่า โครงการพัฒนาพลังงานน้ำเป็นโครงการที่อาจทำลายระบบนเวศทั้งหมดของแม่น้ำและทะเลในประเทศพม่า  โดยโครงการเขื่อนนั้นถือว่ามีแรงสั่นสะเทือนในสังคมพม่าอย่างมาก เพราะนอกจากจะสร้างความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐบาลแล้ว ยังสร้างความตื่นตระหนกแก่กลุ่มชาติพันธุ์ต่อข้อกังวลเรื่องการอพยพย้ายถิ่นอีกด้วย    ดังนั้นสถานการณ์ปัจจุบันที่ภาคประชาชนและภาควิชาการกังวลและเห็นควรเร่งรัดดำเนินการคือ การสร้างความตระหนักรู้ด้านผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม เพื่อให้คนมองเห็นคุณค่าของแม่น้ำสาละวิน ซึ่งเป็นสมบัติอันล้ำค่าและถือเป็นเป็นแม่น้่ำแห่งชาติพันธุ์ มีความสำคัญทั้งทางภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์และนิเวศวิทยา  ซึ่งปัจจุบันมีนักวิชการให้ความสำคัญในการศึกษาแต่ไม่มีการเผยแพร่ แต่เมื่อรัฐบาลมีแผนพัฒสร้างเขื่อนหลายแห่ง ภาควิชาการจึงต้องเร่งรัดในการนำเสนอข้อมูล

 

นายออง กล่าวต่อว่า  สถานการณ์ปัจจุบันนี้ รัฐบาลพม่ามีโครงการพัฒนาด้านพลังงานไฟฟ้าเพื่อการขายและส่งออกต่างประเทศเพระพมุ่งหวังผลกำไรจากการเปิดประเทศให้นักลงทุน มีการลงทุน 3 ประเทศด้วยกัน คือ  จีนร้อยละ   53  พม่าร้อยละ   42  และไทยร้อยละ 5  ซึ่งหากการลงทุนก่อสร้างสำเร็จจะสร้างผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งการเกิดอุทกภัยและดินถล่ม พร้อมทั้งการเกิดการกัดเซาะชายฝั่งอย่างมหาศาล  ขณะที่ประชากรพม่า ไทย และจีนที่ไม่เห็นด้วยการกับการแผนพัมนาพลังงานน้ำเข้าถึงข้อมูลการลงทุนอย่งจำกัดและไม่มีส่วนร่วมในการทำประชาพิจารณ์ โดยเฉพาะชาติพันธุ์ต่างๆที่อาศัยธรรมชาติของป่าและลุ่มน้ำใน 3 ประเทศ

 

ศาสตราจารย์ มอง มอง เอ ( Proffesor  Maung Maung Aye)  กล่าวว่า จีน พม่าและไทย พึ่งพาแม่น้ำสาละวินมานานร้อยปี จากประสบการณ์การศึกษาแม่น้ำและภูมิศาสตร์โดยรอบ พบว่าแม่น้ำอิระวดีและแม่น้ำสาละวิน คือ แม่น้ำสายสุดท้ายของจีน พม่า และไทย ที่มีความจำเป็นต่อการประคองสภาพสมดุลทางสิ่งแวดล้อม  อาจกล่าวได้ว่า หากระบบนิเวศของแม่น้ำสองสายนี้ถูกรบกวนเท่ากับสิ่งแวดล้อมโลกต้องเปลี่ยนอย่างยิ่งใหญ่ เพราะจากผลการศึกษาล่าสุดพบว่า หากมีการสร้างเขื่อนในแม่น้ำสองสายนี้จะทำให้ชายฝั่งถูกกัดเซาะมากถึง 13.4 กิโลเมตรต่อปี

 

“ปี 2011 ผมได้เสนอผลศึกษานี้ให้ประธานาธิบดีเต็งเส่ง รับทราบและออกคำสั่งชะลอการสร้างเขื่อนในแม่น้ำสาละวินออกไป ผมได้แต่หวังว่าในอนาคตหากระบบการศึกษาเรื่องสิ่งแวดล้อมเข้มแข็งขึ้น จะเสนอแผนพัฒนาประเทศที่เป็นไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมให้กับรัฐบาลอีกครั้ง ปัญหาคือ ที่ปรึกษาของรัฐบาลพม่ามีการเชิญผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจประเทศ และผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองเข้ามาคิดและออกแบบนโยบาย แต่พม่าลืมไปว่า ทรัพมหาศาลของประเทศ คือ ระบบภูมิศาสตร์ที่สวยงามและระบบเกษตกรรมทั้งทางทะเล แม่น้ำ ป่าไม้ที่สมูบรณ์ กล้าพูดได้ว่า หากพม่าสร้างเขื่อนลุ่มน้ำสาละวิน ร่องรอยทางประวัติศาสตร์แห่งชาติพันธุ์และสภาพภูมิศาสตร์ประเทศจะล่มสบายทันที ” ศาสตราจารย์ มอง กล่าว

 

ศาสตราจารย์ มอง กล่าวด้วยว่า แม่น้ำสาละวินเป็นแม่น้ำสายสำคัญในภูมิภาคนี้มีประชากรกว่า 10 ล้านคนอาศัยอยู่โดยรอบ มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์มากถึง  13 ชาติพันธุ์ การที่คนพม่าขาดแคลนไฟฟ้าเพื่ออำนวยความสะดวกและขาดแคลนระบบอุตสาหกรรม ไม่อันตรายเท่าขาดแคลนน้ำและขาดที่ดินทำกิน ประชากรจะต้องหาแหล่งที่อยู่ใหม่หากระบบนิเวศถูกทำลาย รัฐบาลไม่จำเป็นต้องอพยพพวกเขา แต่คนเหล่านี้จะย้ายถิ่นฐานเพื่อความอยู่รอดเอง โดยส่วนตัวอยากให้รัฐบาลล้มเลิกโครงการเขื่อนทั้ง 7 แห่งทันที และควรหันมาให้ความสำคัญกับการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (EIA) ก่อนการดำเนินโครงการขนาดใหญ่

 

Share.

Comments are closed.