ภาคประชาชนพม่าร้องกสม. ตรวจสอบโครงการเขื่อนกั้นสาละวิน ชี้เดือดร้อนหนักจากทุนพลังงานไทย+ )

0

received_818748441501776

 

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2557 คณะอนุกรรมการด้านสิทธิชุมชน ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) ได้ลงพื้นที่บ้านสบเมย อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เพื่อรับฟังข้อร้องเรียนจากชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการสร้างเขื่อนฮัตจีและท่าซางกั้นแม่น้ำสาละวิน โดยได้พบกับตัวแทนชาวบ้านทั้งจากฝั่งไทยและฝั่งพม่า

ทั้งนี้องค์กรภาคประชาชนในพม่าได้ยื่นจดหมายร้องเรียนผ่านอนุกรรมการฯไปยังดร.อมรา พงศาพิชญ์ ประธานกสม.และนพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการกสม. เรื่อง การละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับโครงการเขื่อนในแม่น้ำสาละวิน โดยมีเนื้อหาสรุปว่า กรณีที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ร่วมลงทุนในเขื่อนฮัตจี ในรัฐกะเหรี่ยง ประเทศพม่า  โดยประเทศไทยได้ให้คำมั่นที่จะซื้อกระแสไฟฟ้าที่ผลิตจาก เขื่อนฮัตจี 90 เปอร์เซ็นต์  นอกจากนี้ กฟผ.ยังได้ร่วมลงทุนในโครงการเขื่อน ท่าซาง ในรัฐฉาน โดยมีหุ้นส่วนในโครงการอย่างน้อย 30 เปอร์เซ็นต์ จากโครงการลงทุน 10,000 – 12,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (325,000 – 390,000 ล้านบาท) ซึ่งจะเป็นเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยแผนกำลังการผลิต 7,100  เมกะวัตต์โดยกระแสไฟฟ้าส่วนใหญ่จะส่งเข้ามายังประเทศไทยเช่นเดียวกัน

ในจดหมายระบุว่า พวกตนกังวลกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากโครงการเขื่อนฮัตจี และเขื่อนท่าซาง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตพื้นที่สงครามกลางเมืองระหว่างรัฐบาลพม่าและกลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์  บริเวณเขตพื้นที่ก่อสร้างเขื่อนทั้ง 2 แห่งเป็นพื้นที่ที่ชาวบ้านจำนวนมากถูกอพยพเนื่องจากภัยสงครามกลางเมืองที่มีรายงานว่าได้มีการอพยพ ชาวบ้านกว่า 60,000 คน ในพื้นที่เขื่อนท่าซาง และกว่า 50,000 คนในพื้นที่เขื่อนฮัตจี  น้ำที่จะท่วมในพื้นที่อ่างเก็บน้ำพร้อมกับการยึดครองที่ดินที่เกี่ยวข้องกับเขื่อน ยิ่งทำให้การส่งกลับผู้อพยพในค่ายผู้ลี้ภัยและการฟื้นคืนวิถี ชีวิตและทรัพย์สินของผู้อพยพแทบจะเป็นไปไม่ได้

“การส่งทหารจำนวนมากเข้าไปในพื้นที่เพื่อทำสงคราม ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง และการสู้รบเพิ่งได้เกิดขึ้นในทั้งพื้นที่เขื่อนฮัตจี และเขื่อนท่าซาง ซึ่งส่งผลให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนในวงกว้าง มีหลักฐานชี้ให้เห็นว่าการสู้รบทางทหารซึ่งปฏิบัติการและ สนับสนุนโดยกองทัพพม่าต้องการที่จะควบคุมพื้นที่จากกลุ่มที่ต่อต้านโครงการ”ในจดหมายระบุ

ในจดหมายระบุว่า โครงการเขื่อนฮัตจีและเขื่อนท่าซางจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรง ต่อชุมชนเกษตรและชุมชนประมงที่อาศัยอยู่ตามลุ่มแม่น้ำ ซึ่งลิดรอนสิทธิด้านการประกอบอาชีพและทำลายความมั่นคงทางอาหารของ ชาวบ้าน เขื่อนต่าง ๆ ในลุ่มน้ำสาละวิน และเป็นโครงการที่ปรับเปลี่ยนแผนการเรื่อยมา ขาดความโปร่งใสมาโดยตลอด มีการให้ข้อมูลที่ผิด และชุมชนไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลได้  ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นปัจจัยที่ทำให้ยากต่อการติดตาม ตรวจสอบโครงการ และชุมชนท้องถิ่นไม่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นจากโครงการ

“ชาวบ้านพลเรือนในท้องถิ่นได้รับความเดือดร้อนตลอดมา อันเป็นผลมาจากภัยสงครามทั้งในรัฐกะเหรี่ยงและรัฐฉาน  พวกเราเดือนร้อนอย่างมาก จากการลงทุนจากประเทศไทยในด้านพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยผลักดันให้เกิดความขัดแย้งและการสู้รบและยังคงสร้างความเดือนร้อนให้กับชาวบ้านมาโดยตลอด เราขอเรียกร้องให้กสม.ตรวจสอบบทบาทของประเทศไทยที่มีต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนอันเนื่องมาจากโครงการก่อ สร้างเขื่อนฮัตจีและเขื่อนท่าซาง และกดดันกฟผ. รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอื่น ๆ ในโครงการเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเขื่อนดังกล่าวสู่สาธารณะ” ในจดหมายระบุ

Share.

Comments are closed.