ทางเลือกตีบทางรอดตัน ชีวิตข้างกองขยะของเด็กมอแกนเกาะเหลา

0

เหลา3
เสาร์ที่สองของเดือนมกราคมมาเยือนแม้บรรยากาศในกรุงเทพฯคึกคักไปด้วยกิจกรรมวันเด็กมากมาย มีโฆษณาทางสถานีโทรทัศน์เชิญชวนเด็กร่วมประกวดทักษะ ความสามารถเพื่อชิงรางวัล แต่ก็อดคิดถึงชีวิตเล็กๆ ของเด็กชาวเลมอแกน เกาะเหลา จังหวัดระนองไม่ได้

ภายหลังคลื่นยักษ์ถล่มอันดามัน เด็กๆในชุมชนเกาะเหลาได้ปรากฏตัวขึ้นอย่างน่าเห็นใจไม่น้อย แม้จะมีความน่ารัก ไร้เดียงสาเหมือนเด็กทั่วไป แต่ลึกๆ พวกเขาต้องเผชิญกับชีวิตที่ด้อยโอกาสหลายด้าน และต้องฟันฝ่ามรสุมอีกมากเพื่อการอยู่รอด ทั้งด้านการต่อสู้ให้ได้มาซึ่งบัตรประชาชนในฐานะคนไทย ทั้งการศึกษาเพื่อความรู้ในอนาคต การต่อสู้กับโรคภัยและการทำงานช่วยผู้ปกครองเพื่อการดำรงชีวิต ฯลฯ

เมื่อครั้งทีมสื่อมวลชนได้ไปสัมผัสเกาะเหลา ช่วงครบรอบ 10 ปีสึนามิ เมื่อปีที่ผ่านมา ที่แรกที่ทีมงานได้พบ คือ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่ดำเนินการโดยศูนย์ Mercy องค์กรพัฒนาเอกชนที่ดูแลเด็กด้อยโอกาส ในประเทศไทย บรรยากาศภายใยอาคารเล็ก มีเด็กอายุระหว่าง 4-7 –ขวบอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่ ส่วนบริเวณรอบๆ คือ ที่ตั้งชุมชนเกาะเหลาใน ประกอบด้วยสมาชิกกว่า 200 ชีวิต

เดิมศูนย์ฯ เคยสร้างบนฝั่งหลังเหตุการณ์สึนามิผ่านไป แต่ต้องรื้อถอนออก เพราะมีเอกชนอ้างกรรมสิทธิ์ครอบครองที่ดินออกใบสั่งห้าม และย้ายมาตั้งใหม่อยู่ระหว่างพื้นน้ำและพื้นดิน ทำหน้าที่ดูแลเด็กเตรียมอนุบาลและเด็กอนุบาล ส่วนเด็กโตบางส่วนก็ส่งไปเรียนในตัวเมืองจังหวัดระนอง บ้างต้องนั่งเรือไปกลับทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ หรืออาจจะกลับบ้านแค่สัปดาห์ละครั้ง

สภาพชุมชนเกาะเหลาไม่ต่างจากสลัมของอันดามัน บ้านเรือนหลายหลังที่สร้างยังไม่เสร็จถูกล้อมไปด้วยเศษขยะที่ลมทะเลพัดมา หน้าหาดเกลื่อนด้วยเศษซากวัสดุหลายอย่าง ระหว่างเด็กเล็กหลับใหลในอาคาร ภายนอกอาคารยังมีเด็กโตบางกลุ่มที่วิ่งเล่นกาบมะพร้าวและเดินเล่นริมทะเล ท่ามกลางลมหนาวยะเยือก ขณะที่เด็กบางคนนั่งผิงไฟกับคนแก่ที่วางมือจากการเป็นนักล่าสัตว์น้ำเค็ม บางคนเล่นอยู่บนเรือประมงเก่า

ชีวิตเด็กๆ มอแกนเกาะเหลาดำเนินไปตามยถากรรมโดยไม่ได้แยแสกับการมาเยือนของคนภายนอก แต่เหตุการณ์ที่ทำให้เราต้องชะงักทันที คือ กองขยะริมทะเลกลายเป็นแหล่งหาเศษเงินที่คลื่นซัดมาอยู่ฝั่ง

น้องบิว (นามสมมติ) นั่งขัดเหรียญเก่าๆ และพยายามวิ่งหนีเมื่อมีคนเข้ามาทัก เธอนั่งขัดเหรียญบาทด้วยความตั้งใจจนสะอาดแล้วก็กลับไปเดินวนรอบฝั่งทะเลใหม่ เป็นภาพที่เกิดขึ้นประจำตั้งแต่สึนามิผ่านไป โดยบิวคือตัวอย่างเด็กป่วยเป็นโรคผิวหนังและต้องรักษาตัวต่อเนื่อง

จากการสอบถามคนบนเกาะเหลาได้ความว่าบิวถูกเพื่อนๆล้อบ่อยเมื่อไปเรียน เขาจึงอับอายและมักจะติดเรือตามพ่อแม่ไปดำปลิง พอได้หยุดเรียนก็จะเก็บเศษเงินไปซื้อขนม

เหลา4
นางเนาวนิตย์ แจ่มพิศ ชาวบ้านเกาะเหลา เล่าว่า เด็กบนเกาะเหลาบางคนมีพ่อแม่เคยเป็นอดีตชาวประมง แต่ปัจจุบันบางคนต้องไปเป็นขอทานในเมือง เพราะความยากจน ส่วนหนึ่งเกิดจากความล้มเหลวของการช่วยเหลือจากภาครัฐและเอกชน พ่วงกับข้อห้ามการใช้พื้นที่อันดามันและป่าชายเลน กลายเป็นชนวนไฟทำลายวิถีดั้งเดิมของเด็กมอแกน จากที่เคยพอเพียงกับชีวิตริมทะเล หาหอย ปู ปลา มากินและเล่นน้ำ ดำน้ำ เพื่อฝึกทักษะชีวิตในการอยู่รอดก็กลายเป็นมุ่งหาเงิน ในริมทะเล บางส่วนก็กลายเป็นเสพติดชีวิตคนเมือง ที่รู้สึกอยากได้ขนม ของเล่น แต่ไม่เคยมีโอกาสนั้น หากแต่สถานการณ์ยังไม่เลวร้ายถึงขั้นลักขโมยเท่านั้น บางคนถูกระบบการศึกษาในเมืองพรากไปสู่สังคมอีกรูปแบบที่หลงลืมรากเหง้าของตนเอง ทำให้พ่อแม่ ผู้ปกครองต้องลำบากใจ ต่อต้านระบบการศึกษา แต่ผู้ปกครองก็ยังอยากให้เด็กได้เรียนขึ้นพื้นฐานเพราะเชื่อว่า ในไม่ช้าเด็กจะได้มีความรู้เพื่อต่อรองกับการได้มาซึ่งบัตรประชาชนและสามารถ เดินทางได้ในนามคนไทย และไม่ถูกจับเหมือนที่รุ่นพ่อ แม่ เผชิญ

“หลายคนเขาก็รักลูกหลานนะ พยายามใช้เวลาในการเตรียมเอกสารเพื่อขอทำบัตรให้ลูก และส่งลูกเรียนอ่าน เขียนภาษาไทย แต่พอกลับบ้านลูกก็ลืมภาษาบ้านเกิดหมด ทำให้หลายรายเริ่มโจมตีสถานศึกษา เกิดเป็นความแตกต่างระหว่างความคิดของคนในชุมชนและองค์กรที่ต้องการช่วย เหลือ วันนี้สิ่งที่เด็กมอแกนเกาะเหลาต้องการ ก็คือ การศึกษาที่ไม่สร้างความสั่นคลอนให้กับชุมชน การศึกษาวิชาการที่ควบคู่ไปกับการฝึกทักษะชีวิต ที่สร้างความผูกพันระหว่างชุมชนและคนภายนอก ” เนาวนิตย์ เสนอความคิดเห็น

นอกจากค่านิยมที่เปลี่ยนไปแล้ว เด็กๆ เกาะเหลาที่อยู่ในชุมชนซึ่งโอบล้อมไปด้วยขยะและมลภาวะ อื่นก็ส่งผลต่อสุขภาพไม่น้อย เพราะขณะนี้มีเด็กป่วยโรคผิวหนังและโรคท้องเสียมากขึ้น บางเดือนล้มป่วยหลายสิบราย พ่อแม่ต้องรับภาระพานั่งเรือไปตรวจร่างกาย โชคดีก็รอด โชคร้ายก็ตาย ที่น่าเห็นใจคือพ่อแม่ไม่มีเงิน ประกอบกับปัญหาความไม่มั่นใจในตัวเองเกรงกลัวว่าจะถูกจับเพราะสื่อสารภาษาไทยไม่ชัด ก็ไม่ยอมพาลูกไปพบแพทย์ หรือพาไปพบเพื่อรักษาฟรีแต่ก็ขาดความรู้ในการดูแลนำมาสู่ปัญหาวิกฤติด้านสุขภาพที่ยากจะเข้าถึงระบบสาธารณสุขของรัฐ แม่จะมีบริการฟรีแต่การเดินทางเข้าเมืองก็ต้องใช้เวลา

นายวัก ประมงกิจ ในวัย 45 ปี พ่อที่สูญเสียลูกไปถึง 2 คนเพราะโรคท้องเสียยอมรับว่าเสียใจที่ไม่สามารถรักษาชีวิตลูกไว้ได้ เพราะเรื่องรายได้เป็นอุปสรรคที่ทำให้มอแกต้องตายทั้งเป็น มีชีวิตอยู่เหมือนไม่มี แม้แต่เงินหลักร้อยหลักพันเพื่อพาลูกไปหาหมอก็แทบจะต้องเอาชีวิตแลก ตนจึงมองว่าการศึกษาน่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุดให้ลูกได้โตมาอยู่รอดในสังคม โดยขณะนี้ตนส่งลูกที่ชีวิตอยู่เพียง 3 คน เข้าเรียนในเมือง แม้ต่อมาลูกจะไม่อยากกลับบ้าน และมีทัศนคติเหยียดหยามชุมชน ลืมรากเหง้าของตนเอง ก็ยอมเพราะดีกว่าให้ลูกมาเผชิญกับโรคร้าย

“ต่อให้มอแกนตายไปจากสมองของเขา ผมก็เลือกรักษาชีวิตลูก ถ้าเขาไม่เป็นคนไทย เขาเป็นมอแกน เขาก็ไม่มีสิทธิอะไรเลย ตอนนี้ผมกับเมียก็ออกเรือไปไกลไม่ได้ ผมจึงต้องยอมให้ลูกก้าวหน้าต่อไป อย่างน้อยเขาก็มีชีวิตอยู่ต่อ หากจะให้เขามาอยู่ในชุมชน ดำน้ำไม่เป็น และหาปลาไม่เป็นเขาก็ตายอยู่ดี ผมยอมแลกนะ ถ้าเขาไปดี” วักถ่ายทอดความรู้สึกด้วยความคิดถึงลูก

ด้านครูสุมนา ศิริมังคลา ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนเกาะเหลา กล่าวว่า หลังจากสึนามิผ่านไป โรงเรียนได้สร้างอาคารเรียนใหม่ เพื่อรองรับเด็กในชุมชน แต่ปัจจุบันมีนักเรียนไม่ถึง 100 คน มีครูดูแล 4 คน เปิดสอนระดับประถมศึกษา ที่มีเด็กอายุ 7-15 ปีเรียนทั้งระบบสอนตรงและระบบทางไกลดาวเทียม โดยประสิทธิภาพการเรียนการสอนมี 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ เหมือนโรงเรียนทั่วไปแต่กลับไม่ได้รับความนิยม เพราะระยะ 4-5 ปีที่ผ่านมาเด็กๆ ย้ายโรงเรียนเข้าเมืองกันแทบหมดหมู่บ้าน เป็นปรากฏการณ์ที่น่าห่วงมาก

“อาจเพราะว่าเด็กและผู้ปกครองเห็นว่าจะโรงเรียนในเมือง หรือโรงเรียนที่ได้รับทุนสนับสนุนจากองค์กรต่างชาติมีขนมและของเล่นมากมาย แต่โรงเรียนในชุมชนไม่มี หลังสึนามิผ่านไป มีหลายคนเอาของมาแจก เด็กอยากมีอยากได้ เมื่อโรงเรียนเกาะเหลาไม่มีแจกให้ ก็ปฏิเสธการมาเรียน เด็กๆประสบฐานะยากจนต้องการช่วยพ่อแม่ทำงานจึงทำให้ระบบการศึกษาในชุมชนต้องชะงัก ผู้ปกครองที่ส่งลูกเข้าเมืองมองว่า หากอยู่ในเมืองเจ็บป่วยขึ้นมาก็เข้าหาหมอได้ง่าย ไม่ต้องเดินทางไกล ” ครูสุมนา อธิบาย

ทางออกของเรื่องนี้ ครูสุมนาเสนอว่าต้องการให้องค์การพัฒนาเอกชนต่างๆ ร่วมมือกับภาครัฐ พัฒนาและสนับสนุนอุปกรณ์การเรียนที่เหมาะสมและไม่ดึงนักเรียนไกลจากชุมชน มีการพัฒนาหลักสูตรวิถีชีวิตควบคู่กันไป เด็กจะได้มีทางเลือกและไม่กลายเป็นคนที่ถูกสังคมลืม อย่างน้อยก็มีความรู้ติดตัว พ่อแม่ที่มีข้อจำกัดเรื่องของสิทธิทำกินและอยู่อาศัยก็จะได้พึ่งพา ส่วนเด็กๆ ก็มีสิทธิเผยแพร่คุณค่าแห่งชีวิตมอแกนสู่สังคมภายนอก ดังนั้นหากจะรักษาคุณค่าของมอแกน ที่ได้ชื่อว่า ยิปซีทะเลที่อยู่รอดจากคลื่นยักษ์ และสร้างคุณค่าให้เด็กในฐานะอนาคตของชาติ ก็ต้องมาปรับปรุงการศึกษาบนเกาะควบคู่กับการสร้างสถานพยาบาลเล็กๆให้คนได้ ใช้บริการ เพราะปัจจุบันนี้เด็กป่วยแต่ละครั้ง ครูต้องเอาเงินส่วนตัวดูแลเด็ก

ตัวอย่าง ชีวิตเด็กๆ บนเกาะเหลา ฉายภาพความล้มเหลวของระบบการศึกษาไทย รวมทั้งองค์กรอุปถัมป์ค้ำชูที่ทำงานกันแบบสุกเอาเผากิน ผลสุดท้ายความเลวร้ายจึงตกอยู่กับเด็กๆตาดำๆ
/////////////////////////////
จารยา บุญมาก
ทีมข่าวชายขอบ

Share.

Comments are closed.