คนสงขลารุดหน้าฟ้องศาลปกครอง หวังระงับโครงการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ยันงบ 17 ล้านไม่ช่วยแก้ไขปัญหา – เผยมีวิธีเติมทรายแบบยั่งยืน เน้นอนุรักษ์ธรรมชาติ วอนรัฐบาลรอผลวิจัย

0
ภาพจากเฟสบุ๊ค samila South

ภาพจากเฟสบุ๊ค samila South

เมื่อวันที่23 สิงหาคม 2558 นางพรรณิภา โสตถิพันธุ์ ตัวแทนเครือข่ายสงขลาฟอรั่ม และชมรม บีช ฟอร์ ไลฟ์ กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้ (24 สิงหาคม) ตัวแทนภาคประชาสังคมประมาณ 15 คนจะเดินทางไปยื่นฟ้องศาลปกครองสงขลาให้ยกเลิก ‘โครงการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งหาดสมิหลา–ชลาทัศน์ เทศบาลนครสงขลา’ หลังจากที่ผ่านมาทางเครือข่ายภาคประชาสังคมเคยเสนอทางออกกับจังหวัดหลายครั้ง เพื่อการจัดการปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่เหมาะสมและยั่งยืนมานาน แต่ไม่มีการตอบรับจากหน่วยงานรัฐ

ทั้งนี้สำหรับโครงการดังกล่าวนั้น หน่วยงานของรัฐโดยส่วนจังหวัดและสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดสงขลา มีแผนขออนุมัติงบประมาณราว 17 ล้านบาทเพื่อก่อสร้างพนังกั้นการกัดเซาะ โดยงบประมาณดังกล่าวได้รับการอนุมัติลงมายังจังหวัดสงขลาตั้งแต่ปี 2545 แต่ถูกคัดค้านจากภาคประชาชน เพราะไม่มีการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ซึ่งต่อมากรมเจ้าท่าได้มีการมอบหมายให้ทีมศึกษาจากจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ทำการศึกษาทางเลือกในการแก้ปัญหาการกัดเซาะ โดยทีมวิชาการเสนอให้มีการนำหลักการเติมทรายเข้ามาในพื้นที่หาด แทนการก่อสร้างด้วยวัสดุแข็ง แต่เรื่องกลับเงียบหายไปเมื่อมีการเปลี่ยนตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหัด ประชาชนจึงได้ตัดสินใจปรึกษาฝ่ายกฎหมายและนำมาสู่กระบวนการฟ้องศาลปกครองในวันพรุ่งนี้

นางพรรณิภา กล่าวด้วยว่า การแก้ปัญหาโดยการก่อสร้างและใช้วัสดุแข็ง ไม่สามารถจะรักษาสภาพทรัพยากรที่ยั่งยืนได้ และเป็นการแก้ปัญหาชั่วคราวเท่านั้น ที่ผ่านมาทางเครือข่ายพบว่า หลายพื้นที่ที่แก้ปัญหาคล้ายกัน สุดท้ายเจอคลื่นซัดพนังกั้น หรือหินกั้นการกัดเซาะก็พังทลายได้ง่ายๆ งบประมาณที่นำมาใช้จึงเปล่าประโยชน์ ดังนั้น ทางเครือข่ายสงขลาฯ จึงอยากจะมีเวทีที่เสถียรภาพในการเจรจาการจัดการทรัพยากรชายฝั่งที่เน้นอนุรักษ์ธรรมชาติ มากกว่าการก่อสร้างแบบสมัยใหม่ ซึ่งคงต้องใช้เวลา และรอผลการวิจัย ศึกษาจากทีมผู้เชี่ยวชาญ แต่เมื่อจังหวัดได้เร่งรัด โดยเมื่อประมาณเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ทางจังหวัดประกาศนโยบายชัดเจนว่าจะดำเนินการโครงการดังกล่าวต่อไป ทำให้เครือข่ายประชาสังคมกังวลอย่างมากว่า หาดสมิหลาจะได้รับผลกระทบด้านการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศ และอาจส่งผลต่อการท่องเที่ยวด้วย จึงได้ยื่นเรื่องให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ แต่เรื่องเงียบหายไป ทางภาคประชาสังคมจึงตัดสินใจรวบรวมเอกสาร การจัดเวทีรับฟังความเห็น และการดำเนินการต่างๆ ของระดับจังหวัดอันไม่ชอบธรรม ยื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดสงขลา โดยคาดหวังว่าศาลจะมีคำสั่งระงับและยกเลิกโครงการดังกล่าว โดยเร็วที่สุด

อนึ่ง ข้อมูลจากเครือข่ายสงขลาฟอรั่ม ระบุเนื้อหาข้อเสนอเพื่อการอนุรักษ์ชายหาดสมิหลา โดย ดร.สมปรารถนา ฤทธิ์พริ้ง คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ว่า ชายฝั่งทะเลจังหวัดสงขลายาวทั้งหมดประมาณ 160 กิโลเมตร อยู่ในเขตอำเภอระโนด สทิงพระ สิงหนคร จะนะ เทพา และอำเภอเมือง ลักษณะภูมิประเทศโดยทั่วไปเป็นที่ราบชายฝั่งทะเล ที่เกิดจากการทับถมของตะกอน ทั้งตะกอนจากทะเลและกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางธรณีวิทยา ที่เกิดการการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลในสมัยโบราณ ประกอบกับวิวัฒนาการของชายฝั่งทะเลจนเกิดสันดอนทรายปิดล้อมทะเลสาบสงขลาในปัจจุบัน

โดย “หาดสงขลา” คนสงขลามักหมายความถึงหาดทรายยาวตั้งแต่หัวนายแรง หาดเก้าเส้ง ชลาทัศน์ สมิหลา เรื่อยขึ้นไปทางเหนือจรดปลายแหลมสนอ่อน โดยมีระยะทางตามแนวชายฝั่งประมาณ 7.8 กิโลเมตร ชายหาดสงขลาได้รับอิทธิพลของลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงระหว่าง พฤศจิกายนถึงมกราคม โดยที่อาจมีพายุจร พายุช่วงเปลี่ยนฤดูกาลในปลายเดือนตุลาคมและกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม ซึ่งจะทำให้ทะเลมีคลื่นลมรุนแรงและน้ำทะเลขุ่น ชายหาดลงเล่นน้ำไม่ได้ในช่วงเวลาดังกล่าว ดังนั้นการกัดเซาะจึงเกิดขึ้นบ้างตามธรรมชาติ แต่ภาครัฐกลับมีการก่อสร้างซ่อมแซมโครงสร้างป้องกันตลิ่งแบบกระสอบทรายของกรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อการป้องกันชายหาดสมิหลาที่ไม่เหมาะสม เช่น การนำกระสอบมาวางกั้น เมื่อทรายในกระสอบถูกน้ำซัดจะจับตัวกันแน่นในกระสอบ เปรียบได้เสมือนเป็นโครงสร้างแข็งนั่นอง โดยอิทธิพลของโครงสร้างลักษณะนี้ไม่ต่างอะไรจากโครงสร้างกำแพงหินทิ้ง ดังปรากฏให้เห็นการกัดเซาะทางทิศเหนือของจุดสิ้นสุดโครงสร้าง นอกจากนี้ด้วยวิธีการวางกระสอบแบบขั้นบันได ยังก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชนผู้ใช้ประโยชน์จากชายหาดอีกด้วย หรือการรื้อเอากระสอบชุดเดิมออก แสดงให้เห็นแล้วว่าของเดิมนั้นใช้ประโยชน์ไม่ได้แล้ว เป็นการพิสูจน์แล้วว่ากระสอบที่ลงไปที่ชลาทัศน์นั้นไม่สามารถปกป้องชายฝั่งได้ ทั้งที่เพิ่งสร้างได้ไม่นาน

ดังนั้นการใช้มาตรการป้องกันชายฝั่งโดยใช้โครงสร้างแข็งนั้น เป็นการทำลายทัศนียภาพอันสวยงามของชายหาด และก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้มาเยือน เมื่อปลายปี 2555 เทศบาลนครสงขลาได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้ปรับใช้มาตราเติมทรายชายหาด ซึ่งถือเป็นวิธีการที่สอดคล้องกับธรรมชาติมากที่สุด และนิยมใช้กันมากสำหรับหาดท่องเที่ยวในหลายประเทศ เช่น หาดไมอามี่ สหรัฐอเมริกา

ทั้งนี้ข้อเสนอทางวิชาการ คือ เมื่อพิจารณาบริบทของหาดสมิหลา ทั้งเชิงกายภาพ การใช้ประโยชน์พื้นที่ การดำเนินการของภาครัฐทั้งท้องถิ่นเจ้าของพื้นที่ ส่วนกลาง และเสียงสะท้อนส่วนหนึ่งจากภาคประชาชนแล้ว มาตรการที่เหมาะสมสำหรับสถานการณ์ในเวลานี้คือการเติมทรายชายหาด หากว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการเติมทรายทับลงไปบนโครงสร้างที่เป็นกระสอบทรายเดิม ทรายที่เติมก็จะถูกคลื่นซัดออกไปอย่างรวดเร็วตามเหตุผลที่ได้นำเสนอไปแล้วในข้างต้น เพื่อประสิทธิภาพที่ดีกว่าจึงเห็นสมควรให้ดำเนินการดังนี้

1) ขุดกระสอบทรายเดิมออกตามแผนที่ทางกรมโยธาธิการและผังเมืองได้วางไว้
2) นำทรายในกระสอบคืนสู่ชายหาด หรืออาจนำทรายมาจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม ทั้งนี้ควรมีขนาดคละ D50 ไม่น้อยไปกว่า 0.3 มิลลิเมตร ซึ่งเป็นขนาดคละเฉลี่ยของทรายธรรมชาติบนหาดสมิหลา มิฉะนั้นทรายจะถูกพัดพาออกไปได้ง่ายอย่างรวดเร็ว
3) ทรายที่ทางกรมโยธาฯเตรียมไว้สำหรับปิดทับหน้ากระสอบตามแผนนั้น ให้นำมาบดอัดทับลงไปบนทรายที่นำออกมาจากกระสอบเดิม และควรบดอัดให้ได้ตามที่มาตรฐานที่ปรากฏอยู่ในคู่มือการออกแบบของกรมฯ โดยมีสีไม่ต่างไปจากทรายบนหาดเดิม และมีขนาดคละ D50 ไม่น้อยไปกว่า 0.3 มิลลิเมตรเช่นเดียวกัน
4) ความกว้างอย่างน้อยที่สุดของชายหาดส่วนที่พ้นน้ำนับจากแนวชายฝั่งเดิม ควรมากกว่าระยะกัดเซาะต่อปีสำหรับชายหาดบริเวณนี้

ทั้งนี้ทรายที่เติมอาจสูญหายไปในช่วงฤดูมรสุมบางส่วน ซึ่งถือเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หากเลือกใช้มาตรการเติมทรายดังที่กล่าวมานี้ จำเป็นจะต้องทำความเข้าใจในจุดที่ให้ชัดทั้งหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ และภาคประชาชน อย่าได้ตื่นตระหนกกับชายหาดที่มีโอกาสจะถูกกัดเซาะมากกว่าป้องกันโดยใช้โครงสร้างทางวิศวกรรม ทั้งนี้ในประเทศที่มีการใช้มาตรการเติมทรายก็เผชิญกับปัญหาในลักษณะเดียวกันนี้ โดยจำเป็นต้องเสริมทรายบ่อยครั้งเช่นเดียวกัน

/////////////////////////

Share.

Comments are closed.