ชาวมะริดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินผลิตส่งไทย สื่อมวลชนไทยลงพื้นที่ชาวบ้านแห่ให้ข้อมูล เผยทั้งเมืองขาดแคลนไฟฟ้า แต่รัฐบาลกลับส่งก๊าซขายไทย ตั้งคำถามหากเป็นแหล่งพลังงานสะอาดจริง ทำไมไม่ตั้งที่จ.ประจวบฯ

0
ชาวบ้านร่วมกันแสดงสัญลักษณ์คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ชาวบ้านร่วมกันแสดงสัญลักษณ์คัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหิน

ระหว่างวันที่ 26-28 สิงหาคม 2558 คณะสื่อมวลชนไทยทั้งนักข่าว-ช่างภาพจากหนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ สื่อออนไลน์ รวมถึงนักเขียน ได้เดินทางลงพื้นที่เมืองมะริด ภาคตะนาวศรี ประเทศพม่า เพื่อเก็บข้อมูลโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินมะริด ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทราชบุรีโฮลดิ้ง (RATCH) ลงนาม MOU กับกระทรวงพลังงานไฟฟ้าพม่า พัฒนาโครงการถ่านหิน ขนาด 2,640 เมกกะวัตต์ ร่วมกับอีก 3 บริษัท มูลค่าโครงการ 170,000 ล้านบาท แต่ชาวมะริดในหลายหมู่บ้านไม่เห็นด้วยและทำหนังสือคัดค้านส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวของหลายแห่งเพราะเชื่อว่าโรงงานไฟฟ้าถ่านหินจะทำลายธรรมชาติและวิถีชีวิตของพวกเขา

สื่อมวลชนไทยสนทนากับภาคประชาสังคมมะริด

สื่อมวลชนไทยสนทนากับภาคประชาสังคมมะริด

คณะสื่อมวลชนไทยได้ลงพื้นที่หมู่บ้านมาว ชอว์ง ซึ่งอยู่ติดกับบริเวณที่จะสร้างโรงไฟฟ้าโดยชาวบ้านกว่า 50 คนจากหลายหมู่บ้านได้เดินทางมาแสดงความคิดเห็น ทั้งนี้นายจอง พู แกนนำชาวบ้านกล่าวว่า ชาวบ้านในพื้นที่ซึ่งอาศัยอยู่ในรัศมี 6,000 ไร่ รอบๆเทือกเขาและแม่น้ำตะนาวศรี รับทราบข้อมูลกรณีการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเมื่อปี 2557 โดยตัวแทนบริษัทที่จะก่อสร้างได้จัดเวทีชี้แจงข้อมูลด้านต่างๆ ถึงความจำเป็นของการสร้างโรงไฟฟ้า และแผนการพัฒนาพื้นที่โดยรอบ โดยจัดเวทีลักษณะเดียวกัน 2 ครั้ง ครั้งแรกเป็นการชี้แจงข้อมูลด้านเดียวมีเพียงชาวบ้านกลุ่มเล็กๆ เข้าไปฟัง ส่วนครั้งที่สอง ชาวบ้านไปร่วมกันมากเพราะได้ช่วยกันหาข้อมูลและได้ข้อสรุปตรงกันว่าไม่ยอมรับโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะกลัวว่า น้ำเสียจากโรงไฟฟ้าจะไหลลงสู่ไร่ นา และแม่น้ำของชาวบ้าน รวมทั้งผลกระทบอื่นๆ อย่างไรก็ตามจากการพบปะของสมาชิกชุมชนหลายครั้งทั้งตนและชาวบ้านส่วนมากยืนยันว่าจะต่อสู้จนลมหายใจสุดท้าย

จุดก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่บริเวณหลังเนินเขา-ติดกับแม่น้ำตะนาวศรี

จุดก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่บริเวณหลังเนินเขา-ติดกับแม่น้ำตะนาวศรี

ด้านนาย ทุนจี ตัวแทนชาวนาในหมู่บ้าน มาว ชอว์ง กล่าวว่า หมู่บ้านของตนและหมู่บ้านโดยรอบนั้น มีอายุมากกว่า 100 ปี วิถีทางเกษตรกรรม คือ จุดยืนสำคัญที่จะช่วยให้ชาวบ้านได้สร้างเศรษฐกิจชุมชน แม้ว่าทางบริษัทฯ จะมีความพยายามในการสำรวจพื้นที่ พร้อมเจรจาไกล่เกลี่ยให้ชาวบ้านยอมรับโครงการ แต่ส่วนมากไม่ยอมรับเงื่อนไง แต่ที่แน่ๆ รู้ว่า ไฟฟ้าไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ชาวบ้านต้องการ ทั้งนี้อยากให้รัฐบาลพม่าใจกว้างขึ้น เพราะยุคนี้เป็นยุคประชาธิปไตยจะก่อสร้างหรือพัฒนาอะไรควรมีข้อมูลมาบอกชาวบ้านให้ละเอียด ส่วนบริษัทไทยที่ลงทุนเองก็ควรจะมีการลงมาตั้งเวทีหารือให้ชัดเจน และเปิดเผยข้อมูลให้แก้ผู้ได้รับผลกระทบ

“มีสมาชิกชุมชนของเราหลายคนไปเจอโรงไฟฟ้าที่เกาะสอง เจอเหมืองแร่ที่ทวาย เห็นชาวบ้านหลายคนมีบ้านหลังโตอาศัยอยู่ มีไฟฟ้าใช้ มีทีวีดู แต่เมื่อมองไปที่แหล่งน้ำกลับพบว่า น้ำสกปรกปนเปื้อน จับปูจับปลามากินไม่ได้ เกี่ยวข้าว เก็บผักกินก็ไม่ปลอดภัย บางคนลูกป่วยหนัก ไม่รู้ว่าอากาศไม่ดีหรือเปล่า เมื่อป่วย ที่หาเงินได้เยอะเท่าไหร่ก็ไม่พอค่าหมอ ค่ายา ทุกอย่างมันสกปรกไปหมด โรงไฟฟ้ามาแล้วมีแต่มลพิษ เราขออยู่แบบธรรมชาติไม่มีไฟฟ้า ดีกว่ามีชุมชนที่เจริญขึ้น แต่อากาศ แม่น้ำสกปรก” นายทุนจี กล่าว

ทั้งนี้ชาวบ้านได้พาคณะสื่อมวลชนไปชี้จุดก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งอยู่บนฝั่งแม่น้ำตะนาวศรี และแวดล้อมไปด้วยไร่นาของชาวบ้าน โดยบริเวณดังกล่าวมีความอุดมสมบูรณ์มากเพราะมีน้ำตลอดปี และอยู่ไม่ห่างจากทะเลมากนัก
หลังจากลงพื้นที่แล้วคณะสื่อมวลชนยังได้มีโอกาสสนทนากับภาคประชาชาสังคมของเมืองมะริดซึ่งมีทั้งอดีตนักศึกษาปี 88 นักข่าวท้องถิ่นและหนังสือพิมพ์ส่วนกลางของพม่า โดยนายอองนายอู อดีตนักศึกษากลุ่ม 88 ภาคตะนาวศรี กล่าวว่า ในการก่อสร้างโรงไฟฟ้ามะริดชาวบ้านในพื้นที่รับรู้กันน้อยมาก ทั้งๆ ที่ผลกระทบอย่างน้อย 25หมู่บ้าน โดยมีหมู่บ้านที่ต้องย้ายออกแน่ๆ 5 แห่งรอบแม่น้ำตะนาวศรี และเขตเทือกเขาที่เป็นศูนย์กลางการสร้างโรงไฟฟ้า ได้แก่ 1 บ้านมาวช 2 บ้านทู 3 ซานเซิท 4 แวริท 5 ดบี โกน ซึ่งชาวบ้านในหมู่บ้านเหล่านี้ได้ต่อสู้ เคลื่อนไหวรณรงค์คัดค้านโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งได้มีการเดินขบวนและการกระจายข้อมูลสู่ชุมชนอื่นเพื่อให้รับรู้ถึงพิษภัยของโรงฟ้าถ่านหิน นอกจากนี้กลุ่มนักศึกษา 88 พยายามจะเสนอให้สถานทูตไทยในพม่า สื่อสารไปยังรัฐบาลไทยให้ยกเลิกโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินมาแล้ว แต่เรื่องเงียบหายไปโดยที่ชาวบ้านไม่รู้ว่าอนาคต แผนการดำเนินการของบริษัทจะเป็นอย่างไร ที่รู้ คือกระบวนการแรกบริษัทฯ พยายามจะไกล่เกลี่ยให้ชาวบ้านยอมรับโครงการและมีการส่งคนเข้ามาสำรวจหลายครั้ง ชาวบ้านจึงต้องเฝ้าระวังคนแปลกหน้าเสมอ

“จุดอ่อนของการเกิดโครงการโรงไฟฟ้าในพม่า คือ กฎหมายสิ่งแวดล้อมของพม่า ยังไม่มีการประกาศใช้อย่างเป็นทางการ ทั้งๆที่ทั่วโลกนั้น กังวลกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และห่วงเรื่องมลพิษทางสิ่งแวดล้อมมาก แต่คณะกรรมการกิจการลงทุนของพม่ายังคงทำงานโดยอำนาจเบ็ดเสร็จ นอกจากนี้ยังพบว่า ช่องกฎหมายหลายอย่างด้านทรัพยากรธรรมชาติ สวนทางกันอย่างสิ้นเชิง เช่น กฎหมายเหมืองแร่ กฎหมายป่าไม้ ขัดแย้งกัน ทั้งๆ ที่ทุกอย่างล้วนเกี่ยวกับทรัพยากรของประเทศทั้งสิ้น”นายอองนายอูกล่าว

อดีตนักศึกษากลุ่ม 88 รายนี้กล่าวด้วยว่า อีกอย่างหนึ่งคือขณะนี้ภาคตะนาวศรีมีค่าไฟฟ้าแพงมากที่สุดในประเทศ อยู่ระหว่างหน่วยละ300-1,000 จ๊าด ขณะที่ราคาไฟฟ้าในเมืองแค่หน่วยละ25-40 จ๊าดเท่านั้น แต่กลับจะผลิตไฟฟ้าเพื่อส่งออกไปขายประเทศไทย ซึ่งมันไม่ยุติธรรม แม้บริษัทฯจะพยายามชี้นำว่า ถ้ามีโรงไฟฟ้าแล้วคนมะริดจะใช้ไฟถูก ก็ไม่มีใครเชื่อง่ายๆ เพราะตามข้อมูลทางวิชาการที่ได้รวบรวมมาพบว่ามะริดใช้ไฟฟ้าอย่างมากก็แค่ 50 เมกะวัตต์เท่านั้น ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้ามากถึง 2,000 เมกะวัตต์ ดังนั้นไฟฟ้าที่ได้มาส่งขายไทยแทบทั้งหมด อีกทั้งต้องแลกกับหลายชีวิตในมะริดที่จะต้องได้รับผลกระทบ ดูแล้วยังไงก็ไม่คุ้มค่า ที่สำคัญคือสิบปีที่ผ่านมามีการขุดก๊าซจากทะเลมะริดส่งไปขายประเทศไทยอยู่แล้ว ขณะที่ชาวบ้านแทบไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย แล้วยังจะมาก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินอีก ถ้าหากเป็นของดีจริง ทำไมถึงไม่เอาไปตั้งไว้ที่จังหวัดประจวบฯ

นายอองนายอู กล่าวว่า หากการลงพื้นที่ของสื่อไทยครั้งนี้จะส่งเสียงถึงรัฐบาลไทยบ้าง อยากให้รัฐบาลไทยและบริษัทเอกชนของไทยทบทวนว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินไม่ใช่ทางเลือกที่ดีแล้ว ตนต้องการให้รัฐบาลไทยเห็นใจเกษตรกรพม่าบ้าง และควรเจรจากับรัฐบาลพม่าด้วยว่า ยังมีแก๊สธรรมชาติและพลังงานทางเลือกอีกมากมายเพื่อนำมาใช้ โรงไฟฟ้าถ่านหินเป็นเทคโนโลยีที่เก่าไปแล้ว ส่วนตัวต้องการให้รัฐบาลทั้งสองประเทศ คำนึงถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนที่พึ่งพาธรรมชาติบ้าง โดยที่ผ่านมาตนเคยลงพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เห็นผลชัดเจนว่าสภาพแวดล้อมในเมืองมาบตามุดนั้นไม่ได้น่าอยู่ จึงอยากให้รัฐบาลถอดบทเรียนจากการพัฒนาอุตสาหกรรม แล้วเอามาเปรียบเทียบดูว่าคุ้มค่าหรือไม่ เพราะหากโรงไฟฟ้าถ่านหินเกิดขึ้น หมายถึงการตายของแม่น้ำ และแหล่งเกษตรกรรม

“เราเชื่อว่าโครงการนี้เกิดขึ้นเพราะมีการจับมือกันระหว่างรัฐบาลต่อรัฐบาล เห็นได้จากเมื่อเร็วๆนี้ท่านทูตของไทยได้เดินทางไปลงพื้นที่มะริด แต่เขาไม่เคยถามความเห็นของชาวบ้านในพื้นที่เลย”นายอองนายอู กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การลงพื้นที่ของคณะสื่อมวลชนไทยในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนพม่าเป็นอย่างมาก โดยหนังสือพิมพ์อีเลฟเว่นซึ่งมียอดขายอันดับต้นของพม่าฉบับวันที่ 28 สิงหาคม ได้เสนอเป็นข่าวพาดหัวใหญ่ในทำนองสื่อไทยลงพื้นที่และชาวบ้านร่วมน้ำเสนอข้อมูลคัดค้านโครงการ

//////////////

Share.

Comments are closed.