เสียงจากแกนนำ “ชาติพันธุ์” พวกเราต้องการ “สหพันธรัฐพม่า”

0

สายตาที่มองพม่าจากภายนอก ส่วนใหญ่จะเห็นภาพพม่ากำลังดีวันดีคืน มีความเป็นประชาธิปไตย เลือกตั้งซ่อมเมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมาก็ดำเนินไปอย่างโปร่งใส ไร้ข้อตำหนิ หนำซ้ำยังเดินหน้ากระบวนการปรองดองสมานฉันท์กับกลุ่มชาติพันธุ์หลายๆ กลุ่ม

ล่าสุดสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปพร้อมใจกันผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ทำให้หลายฝ่ายประเมินว่านับจากนี้พม่าจะเป็นดั่งพยัคฆ์ติดปีก เป็นเสือตัวใหม่ของอาเซียน โดยเฉพาะจากทรัพยากรธรรมชาติอันมากมายมหาศาล และศักยภาพด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม

ซ้าย:ขุนทุนอู กลาง:ทาห์ บาน ขวา:ออ วิน


ทว่าหากมองพม่าจากสายตา “คนใน” โดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ นับสิบกลุ่มที่ทำสงครามสู้รบกับรัฐบาลทหารพม่ามานานปี และถูกกดขี่ ละเมิดสิทธิ ทั้งสิทธิมนุษยชนและสิทธิในทรัพยากรมาโดยตลอด แน่นอนว่าภาพของ “พม่า” ณ วันนี้ย่อมแตกต่างกับภาพที่ถูกมองจากภายนอกอย่างสิ้นเชิง

“เนชั่นสุดสัปดาห์” ได้มีโอกาสสนทนาแบบยาวๆ กับผู้นำพรรคการเมืองกลุ่มชาติพันธุ์ในพม่าซึ่งมีบทบาททางการเมืองไม่น้อยเหมือนกัน ได้แก่ ขุนทุนอู ประธานพรรคสันนิบาตรัฐฉานเพื่อประชาธิปไตย ทาห์ บาน ผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติอาระกันเพื่อประชาธิปไตย และ ออ วิน ประธานพรรคแนวร่วมมอญแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย

ทั้งสามพรรคไม่ได้ร่วมลงสมัครรับเลือกตั้งหนนี้ เนื่องจากแกนนำพรรคหลายรายอยู่ในสถานะ “นักโทษการเมือง” และเพิ่งได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระเมื่อต้นปีนี้เอง โดยเฉพาะ “ขุนทุนอู”

วงสนทนามีขึ้นที่กรุงย่างกุ้ง ซึ่งเป็นการ “ถามตรง-ตอบตรง” ครบทุกประเด็นการเมือง เศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งสงคราม!

 

O มองการเลือกตั้งซ่อมครั้งล่าสุดนี้อย่างไร?

ขุนทุนอู – การเลือกตั้งที่ผ่านมาไม่ได้มีความน่าสนใจเป็นพิเศษ เพราะแม้พรรคเอ็นแอลดี (พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย ที่มี อองซาน ซูจี เป็นผู้นำ) จะชนะเลือกตั้งทั้งหมด เอ็นแอลดีก็ยังคงเป็นเสียงข้างน้อยอยู่ดี และมีสัดส่วนเสียงในสภาเพียง 14%

 

O เมื่อการเลือกตั้งไม่น่าสนใจ แล้วทางกลุ่มชาติพันธุ์มองว่าอะไรที่น่าสนใจในการเมืองพม่านับจากนี้?

ทาห์ บาน – สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องแก้ไขเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันไม่มีความเหมาะสม โดยเฉพาะสำหรับกลุ่มชาติพันธุ์ ยังไม่มีสิทธิเท่าเทียมกัน กลุ่มชาติพันธุ์ต้องการให้แก้รัฐธรรมนูญเป็นสหพันธรัฐ เน้นความเท่าเทียม การยอมรับทางชาติพันธุ์ และโอกาสในการพัฒนาที่เท่ากัน

ที่ผ่านมาแม้พม่าแยกเป็นรัฐ+ภาค  รวม 14 รัฐและภาค แต่ก็เป็นแค่ชื่อ เราต้องการความเป็นรัฐแท้ๆ ทั้งไทใหญ่ คะยา กะเหรี่ยง มอญ คะฉิ่น อาระกัน เพราะที่ผ่านมาผู้ปกครองถูกส่งจากรัฐบาลกลาง เราไม่ได้เลือกผู้ปกครองของเราเอง กลุ่มชาติพันธุ์ต้องการการพัฒนา ถนน ไฟฟ้า สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน แต่ทำไม่ได้ เราต้องการการบริหารจัดการในฐานะที่เป็นรัฐจริงๆ ไม่ใช่แค่ชื่อ

 

O แต่ปัญหาก็คือ เมื่อเป็นเสียงข้างน้อยแล้วจะแก้รัฐธรรมนูญได้อย่างไร?

ออ วิน – รัฐบาลทหารยังเป็นเสียงข้างมาก รัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องมีเสียงสนับสนุนเกิน 75% จึงจะแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ฉะนั้นจึงเกิดคำถามว่าจะแก้รัฐธรรมนูญได้อย่างไร อองซาน ซูจี ก็แถลงบ่อยๆ ว่าจะแก้รัฐธรรมนูญ แต่เป็นไปไม่ได้ เพราะเสียงไม่ถึงแน่นอน แต่กลุ่มชาติพันธุ์ก็ต้องร่วมมือกับ อองซาน ซูจี และรอโอกาสที่จะมีเสียงมากขึ้น ถึงจะแก้ไขได้

ถ้าแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้ ก็จะนำความมั่งคั่งผาสุกกลับมาไม่ได้เสียที สันติภาพที่พึงเกิดขึ้นก็ยังไปไม่ถึง ทุกเรื่อง ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สาธารณสุข ปัญหาของประชาชนทั้งหลายยังไม่ได้แก่ กลุ่มชาติพันธุ์ต้องรอโอกาสให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่เหมาะกับประเทศที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ถ้าไม่แก้ประเทศก็จะยังอยู่ในปัญหาใหญ่หลวงต่อไป

เมื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ประธานาธิบดีต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เคารพรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันรัฐธรรมนูญเขียนแต่เพียงว่าประชาชนต้องปกป้องคุ้มครองรัฐธรรมนูญ แต่จริงๆ แล้วทุกคนต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างเท่าเทียมกัน แต่วันนี้ถ้า ส.ส.ต้องการแก้รัฐธรรมนูญก็ยังแก้ไม่ได้ เพราะเสียงไม่มากพอ (ต้องใช้เสียงทั้งสภาบนและสภาล่างเกิน 75% แต่ทั้งสองสภามีที่นั่งจากกองทัพรวมแล้ว 25%) ประชาธิปไตยจึงยังไม่เกิดขึ้นจริง

 

O แนวทางการเจรจาจะเป็นทางออกหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาก็มีการเจรจากับหลายกลุ่ม?

ขุนทุนอู – หากรัฐบาลเลือกเจรจากับเฉพาะกลุ่มกองกำลัง สันติภาพก็ยังไม่เกิด ฉะนั้นต้องคุยกับกลุ่มการเมือง นักศึกษา หรือกลุ่มอื่นๆ ด้วย ผมมองว่าช่วงนี้อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่น่าสนใจ

ยกตัวอย่างเช่น กองกำลังคะฉิ่น หยุดยิงมาหลายปี แต่ปฏิเสธการเจรจามาหลายรอบ สุดท้ายก็เสนอเงื่อนไขว่าทำข้อตกลงกันก็ได้ แต่ต้องมีพยานด้วย ข้อเสนอนี้ทำให้รัฐบาลดูแย่

หลายกลุ่มเรียนรู้จากสนธิสัญญาปางโหลง (สนธิสัญญาปางหลวง ซึ่งพม่า ทำความตกลงกับชิน คะฉิ่น และไทใหญ่ เพื่อจัดตั้งรัฐหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และได้รับเอกราชจากอังกฤษ) ตอนนั้นคุยกับนายพลออง ซานแต่ภายหลังนายพลออง ซานถูกลอบสังหาร พอครบเวลาพม่าก็ฉีกสัญญาทิ้ง ไม่เกิดอะไรขึ้น

เราคิดว่าทุกชนชาติจำเป็นต้องมีสิทธิ มีความเป็นตัวของตัวเอง ฉะนั้นระบบสหพันธรัฐน่าจะเหมาะสมที่สุด เราอยากให้ลูกหลานของเราได้เรียนรู้ภาษาของเราเอง มีหลักสูตรการศึกษาของเราเอง ทุกวันนี้คนจีนในย่างกุ้งยังเปิดหลักสูตรสอนภาษาจีนได้ แต่เราเป็นคนในชาตินี้ อยู่ในประเทศนี้แท้ๆ แต่กลับทำไม่ได้

 

O ตอนนี้โลกตะวันตกและกลุ่มทุนจากต่างประเทศมองว่าพม่าเป็นประชาธิปไตยแล้ว และทยอยยกเลิกการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ทางพรรคชาติพันธุ์ในฐานะคนในมองประเด็นนี้อย่างไร?

ทาห์ บาน – ถึงต่างประเทศจะยกเลิกการคว่ำบาตร แต่ธุรกิจทั้งหมดยังอยู่ในมือทหารและกองทัพ ประเทศเรามีทรัพยากรเยอะ อย่างรัฐอาระกันมีก๊าซมากมาย แต่รัฐบาลทหารพม่ากลับนำไปขายให้จีน มีโครงการฉ่วยแก๊ส (โครงการขุดก๊าซและวางท่อส่งก๊าซจากรัฐอาระกันตรงเข้าจีน) ก็ขายให้จีนอีก เราเป็นเจ้าของพื้นที่แต่ไม่ได้ใช้เลย ได้เป็นแค่แรงงานชั้นต่ำ

ที่ผ่านมามีการประชาสัมพันธ์จากรัฐบาลพม่าว่าเป็นการพัฒนาประเทศ แต่เราขมขื่นมากกับการลงทุนแบบนี้ ทรัพยากรของเรานั้น แค่ 10% ก็พอใช้ทั้งรัฐแล้ว แต่ประชาชนของเราทุกวันนี้ยังต้องอยู่ใต้แสงเทียน แต่กลับขายก๊าซให้คนอื่น รัฐบาลพม่าให้สัมปทานต่างชาติ แต่ชาวบ้านเจ้าของทรัพยากรเองกลับทำไม่ได้

ขุนทุนอู การลงทุนจากต่างประเทศน่าจะเกิดขึ้นหลังเลือกตั้ง หลังจากมีภาพของความโปร่งใส ยุติธรรม แต่ต้องเข้าใจว่าธุรกิจส่วนใหญ่ของประเทศยังอยู่ในมือทหารพม่าหรือถูกควบคุมโดยรัฐบาลของกองทัพ หากมีการลงทุนเยอะ ประโยชน์ก็จะเข้าไปสู่คนพวกนี้ ขณะที่ประชาชนยังไม่มีองค์ความรู้เพียงพอที่จะรับมือ ฉะนั้นเงินก็จะเข้าผิดกระเป๋าเหมือนเดิม เหมือนที่เคยเป็นมา

ผมขอยกตัวอย่างเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ตอนนี้ 9 กระทรวงในพม่าถูกขึ้นแบล็คลิสต์โดยสภา เป็นแบล็คลิสต์เรื่องการใช้เงิน แต่มีเพียงกระทรวงเดียวที่ไปฟ้องศาลให้ถอนแบล็คลิสต์ ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นเงินจากงบประมาณ หรือเงินจากการลงทุนก็จะไปเข้ากระเป๋าคนที่รวยอยุ่แล้ว มีบ้านเป็นสิบๆ หลัง รถยนต์เป็นสิบๆ คัน ซึ่งก็ไม่ใช่ใคร คือทหารที่กุมอำนาจอยู่ การควบคุมตรวจสอบไม่เคยมี ไม่ใช่แค่ตอนนี้ แต่เป็นมา 40 ปีแล้ว

นอกจากนั้นยังมีตัวอย่างปัญหาเรื่องธรรมาภิบาลในการบริหาร เมื่อไม่นานมานี้รัฐสภาได้ออกมายืนยันว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติซึ่งแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีนั้น เป็นการแต่งตั้งที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย คือประธานาธิบดีไม่มีสิทธิ์แต่งตั้งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แต่หลังจากรัฐสภาทักท้วงได้ 3 วัน ประธานาธิบดีได้ออกพระราชกำหนดแต่งตั้งคณะกรรมการสิทธิโดยประธานาธิบดี

เมื่อเป็นเช่นนั้น ทางรัฐสภาก็ไม่อนุญาตให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติใช้งบประมาณของสภา แต่ประธานาธิบดีก็ให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติใช้งบจากสำนักประธานาธิบดีได้ นี่คือตัวอย่างที่อิหลักอิเหลื่อของการเมืองพม่า จึงอยากถามว่า แบบนี้ต่างชาติมองว่าถูกต้องแล้วหรือยัง

ออ วิน – พอเงินเข้ามาก็ไหลออกนอกประเทศต่อ เพราะพม่าไม่ได้ใช้ทรัพยากรเพื่อประชาชน ที่ผ่านมามีเงินเข้ามาจากการลงทุนเรื่องทรัพยากรมากมาย แต่ก็ไหลออกไป อย่างเช่นที่รัฐคะฉิ่น มีการขุดหาแร่ ทองคำ หยก ส่งไปจีน เป็นปัญหากับคนคะฉิ่นเอง การต่อสู้ที่ผ่านมาก็เกี่ยวข้องกับการลงทุนแบบนี้ รัฐบาลทหารพม่าให้สัมปทานทั้งป่า แก๊ส ถือเป็นการใช้ทรัพยากรในทางที่ผิด กลายเป็นกำไรให้ต่างประเทศ การลงทุนแบบนี้คนพม่าก็ทำเองได้ เพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับคนพม่า

O เมื่อเป็นอย่างนี้ อยากจะบอกกับชาวโลกอย่างไร?

ขุนทุนอู – วิกฤติในปัจจุบันคือความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลพม่ากับกลุ่มชนชาติต่างๆ ซึ่งเป็นมา 65 ปีแล้ว เราเป็นตัวแทนของชนชาติ ต้องการบอกให้โลกรู้ว่านี่คือปัญหาที่แท้จริงของพม่า ที่ผ่านมามีทูตจากต่างประเทศมาเยือน แม้แต่ นายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ ก็ได้ไปพบรัฐบาลพม่าที่เนปีดอว์ และมาพบกับพวกเรา

บัน คี มูน บอกว่าพวกคุณต้องการ Third Party (คนกลาง) เพื่อยุติปัญหา เราอยากบอกนายบัน คีมูน ว่า โปรดบอกเรื่องนี้กับรัฐบาลพม่าด้วย เพราะเราต้องการคนกลางเข้ามาช่วยแก้ปัญหาตั้งนานแล้ว อย่างในฟิลิปปินส์ ในอาเจะห์ หรือกลุ่มพยัคฆ์ทมิฬอีแลมในศรีลังกา ฉะนั้นโปรดบอกเขาว่าเราต้องการ บอกรัฐบาลพม่าว่าต้องการคนกลางมาตลอด 65 ปี แต่ไม่เคยมีคนกลางมาช่วย ไม่มีใครเข้ามา ฉะนั้นถ้าไม่เกิดตรงนี้ก็จะนำไปสู่ 65 ปีที่เหมือนเดิม

ทาห์ บาน – ปี ค.ศ.1988 คือจุดเริ่มต้นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในพม่า พวกเราร่วมมือกัน ทั้ง คะฉิ่น ชิน คะเรนนี กะเหรี่ยง ไทใหญ่ อาระกัน มอญ เมื่อกฎหมายอนุญาตให้ตั้งพรรคการเมือง พม่าก็ตั้งพรรคเอ็นแอลดี กลุ่มชนชาติต่างๆ ก็ตั้งพรรคเอง รวมถึงนากา อินเล ก็มีพรรคของตัวเอง รวมแล้ว 28 พรรค ทำงานด้วยกันมาตลอด

เราต้องการความเท่าเทียมและการยอมรับในชนชาติ ได้ประสานกับ เอ็นแอลดีของนางอองซาน ซูจีนางก็ยอมรับ เรามีข้อตกลง 3 ประการ คือ ประชาธิปไตย ความเท่าเทียม และการยอมรับในชนชาติ

การเลือกตั้งเมื่อปี ค.ศ.1990 ฉาน (เอสเอ็นแอดี) ได้ 23 ที่นั่ง อาระกัน 11 ที่นั่ง มอญ 5 ที่นั่ง ชิน 9 ที่นั่ง คะยา 2 ที่นั่ง ปะหล่อง 2 ที่นั่ง รวมเป็น 60 กว่าที่นั่ง เอ็นแอลดีได้ 392 ที่นั่ง เราตั้งกลุ่มประสานงานและทำงานมาตลอด อองซานซูจีพูดว่าจะทำสนธิสัญญาปางโหลง 2 ในศตวรรษที่ 21 โดยใช้สัญญาเดิมเป็นพื้นฐาน เราก็ถือตามนั้น

ปี ค.ศ.2008 รัฐบาลทหารพม่าประกาศให้มีการเลือกตั้ง พรรคของชนชาติไม่ได้ลงทะเบียนเพื่อลงรับเลือกตั้ง เพราะขุนทุนอูและนักการเมืองพรรคต่างๆ ยังไม่ได้รับการปล่อยตัว ปัจจุบันนักโทษการเมืองได้รับการปล่อยตัวแล้ว พรรคการเมืองจึงลงทะเบียนอีกครั้ง แต่ไม่ได้ลงเลือกตั้งซ่อมในครั้งที่ผ่านมา แต่ก็ยังทำงานร่วมกันต่อเนื่อง

เราต้องการเห็นพัฒนาการด้านการศึกษาและอื่นๆ จึงตั้งสหพันธ์พรรคการเมืองชนชาติทำงานร่วมกับเอ็นแอลดี และในครั้งหน้า ปี ค.ศ. 2015 จะมีการเลือกตั้งใหม่ ถ้าบรรยากาศเป็นประชาธิปไตย พวกเราก็จะลงสมัคร

 

O ท่าทีของรัฐบาลพม่าที่เปิดการเจรจากับกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มติดอาวุธ ถือเป็นสัญญาณที่ดีหรือไม่?

ขุนทุนอู – เราคือนักการเมือง มีหน้าที่พูด หากกองทัพพม่ากับกองทัพกลุ่มชาติพันธุ์ยังจับอาวุธก็คงแก้ปัญหาไม่ได้ แม้จะมีการเจรจาก็คงไม่นำไปสู่ทางออก ฉะนั้นต้องวางอาวุธแล้วเจรจาจึงจะแก้ปัญหาได้

ทาห์ บาน – ตอนพวกเราถูกจับ ทหารพม่าถามว่าทำไมถึงต้องต่อสู้ พวกเราบอกว่าท่านกดขี่พวกเราตลอด เราจะทำให้ท่านปลดปล่อย แต่ไม่ใช่แบ่งแยก เราจะอยู่ร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างเท่าเทียม

O อยากให้ประเมินทิศทางการเมืองพม่าในระยะต่อไป?  

ทาห์ บาน – เรามองเห็นความมั่งคั่ง ผาสุก หากไม่มีการจับอาวุธขึ้นมาต่อสู้กัน เรามองเห็นความเท่าเทียม การยอมรับ เรามีทรัพยากรมากมาย ทั้งแก๊สและแร่ธาตุ ซึ่งจะเป็นฐานสร้างเศรษฐกิจให้ทุกคนในประเทศได้

พวกเรามาจากคนละพรรค คนละทิศ พูดคนละภาษา แต่มองอนาคตร่วมกัน และเมื่อโอกาสมาถึงคงจะได้ร่วมมือกัน

ขุนทุนอู – ถ้าทหารพม่าทำตามกฎหมาย เลิกทำเหมือนที่ผ่านๆ มา แก้ปัญหาคอร์รัปชัน แก้นิสัยพูดแล้วไม่ทำ ถ้าแก้ได้ พวกเราก็พร้อมสนับสนุน

ออ วิน –  ถ้ารัฐบาลพม่าบริสุทธิ์ใจ เชิญไปร่วมพูดคุยเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาบ้านเมือง คิดว่าทุกพรรคก็พร้อมให้ความร่วมมือ

 

 

(ปกร พึ่งเพตร เนชั่นสุดสัปดาห์ 13 เมษายน 2555)

 

 

 

 

Share.

Leave A Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.