เปิดสถานบันการเรียนรู้แม่น้ำโขง หลายฝ่ายร่วมหนุนหลักสูตรท้องถิ่น

received_1014970531879565
เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2558 ได้มีการเปิดสถาบันการเรียนรู้ “โฮงเฮียนแม่น้ำโขง” ขึ้นที่ริมแม่น้ำโขง อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย โดยนางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เป็นประธาน ซึ่งมีประชาชนทั่วไป นักเรียน-นักศึกษา เครือข่ายชุมชน นักวิชาการ ฯลฯ เข้าร่วมกว่า 400 คน

received_1014970535212898

นางเตือนใจ กล่าวในพิธีเปิดโฮงเฮียนว่า ปัจจุบันนี้การศึกษาทางเลือกนั้นมีหลากหลายในประเทศไทย และผู้เรียนก็สามารถเลือกเรียนได้ตามใจชอบ โดยไม่มีกรอบ กฎเกณฑ์ เวลา และสถานที่มากำหนดเงื่อนไขการเรียน ซึ่งโฮงเฮียนน้ำของเกิดขึ้นมาตอบโจทย์สังคมที่ต้องการสอนแบบใหม่ ทั้งการเปิดโลกทัศน์ให้นักเรียนรุ่นใหม่ได้รู้ทั้งบทเรียนจากสังคมภายนอก และเรียนรู้รากเหง้า ประวัติศาสตร์ของตนเอง เพื่อส่งเสริมทักษะการใช้ชีวิตแบบหลากหลาย โดยไม่ผูกติดกับความรู้ประเภทใด ประเภทหนึ่ง ซึ่งหากสังคมมีการปลูกฝังรอบด้าน ก็จะส่งผลให้สังคมผลิตตัวแทนปัญญาชนที่สมบูรณ์แบบได้
received_1014970538546231

นายนิทัศน์ สิทธิยศ ผู้อำนวยการโรงเรียนเชียงของพิทยาคม อำเภอเชียงของ ตัวแทนสถานศึกษาแบบทางการในท้องถิ่น กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเป็นครูสอนโรงเรียนทั่วไป มองว่า ปรากฏการณ์การเปิดโฮงเฮียนน้ำของ เป็นองค์ความรู้ใหม่ที่ท้าทายสังคมไทยอย่างมาก เพราะจะช่วยชดเชยความรู้ด้านสังคมศาสตร์ ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ความเชื่อ ประเพณี แก่นักเรียนสมัยใหม่ได้ เนื่องจากปัจจุบันการศึกษาแบบทั่วไปมีเวลาและวิชาความรู้แบบจำกัด แยกตามสาขาวิชา จนไม่มีเวลาสอนการใช้ชีวิต ทำให้บางครั้งเยาวชนไม่สามารถเอาตัวรอดในสังคมได้ ดังนั้นถ้าโฮงเฮียนน้ำของเกิดขึ้น ทางโรงเรียนเชียงของพิทยาคม ก็ยินดีจะจัดสรรเวลาให้นักเรียนในสังกัดเข้ามาศึกษาความรู้ต่อไปได้ โดยวันนี้ตนและตัวแทนสถานศึกษาในอำเภอเวียงแก่น และเชียงของ 9 แห่งจะร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกัน เพื่อร่วมมือกันพัฒนาชุมชนร่วมกัน

“ผมเองสอนเด็กมานาน ก็สอนไม่ได้ทั้งหมด เพราะผมไม่ใช่ผู้รู้อะไรทั้งหมดขนาดนั้น บางอย่างเราต้องอาศัยปราชญ์ชาวบ้าน บางอย่างเราต้องอาศัยคนเฒ่าคนแก่ อย่างเช่น วิชาตกปลา ปลูกพืช หุงข้าว..ในโรงเรียนสอนไม่ได้ ผมเชื่อว่าถ้านักเรียนได้มารู้จักโฮงเฮียนน้ำของ และเริ่มเรียนรู้ต่อไปจะส่งผลดีแก่เด็กรุ่นใหม่ โดยเฉพาะประวัติศาสตร์แม่น้ำ สถานการณ์สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมชนเผ่าที่เกี่ยวข้อง” นายนิทัศน์ กล่าว

ขณะที่พระครูสุจิณ วรคุณ ผู้อำนวยการ โรงเรียนปริยัติธรรมเชียงของ กล่าวว่า หลักสูตรความรู้ท้องถิ่นในปัจจุบันนั้นประกอบด้วยทักษะทั้งทฤษฎีและภูมิปัญญา ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาหลายรุ่น เช่น วิธีการสาน การถักทอผ้า การทำกับข้าว การเลือกดูผัก ผลไม้ ป่า แบบใดมีพิษ แบบใดปลอดภัย เรื่องเหล่านี้เป็นความรู้นอกโรงเรียนส่วนมากเพราะในโรงเรียนจะสอนไม่หมด ดังนั้นการมีโรงเรียนที่เข้ามาส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและเพิ่มทักษะการใช้ชีวิตอย่างโฮงเฮียนน้ำของเป็นการเริ่มต้นที่ดีในการดึกคนยุคใหม่กลับมามองชุมชนของตัวเอง กลับมารู้การใช้ชีวิตที่บรรพบุรุษสะสมมา อย่างน้อยก็รู้เรื่องแม่น้ำโขง ที่เป็นที่พึ่งของคนหลายประเทศ รู้จักพันธุ์ปลา ในแม่น้ำสายใหญ่

“ตอนนี้ เราเห็นชัดว่าภาคเหนือนั้นมีหลายชนเผ่า เช่น เด็กม้ง เด็กกะเหรี่ยง อาจพูดภาษากลางได้ แต่ถามว่า เด็กเชียงของพูดม้งได้หรือไม่ ก็น้อยคนจะพูดได้ หรืออาจถามอีกคำถามกลับกันว่า ม้ง กะเหรี่ยงที่จากบ้านมาไกลไปเรียนที่อื่น จำภาษาพ่อ แม่ได้ไหม ก็ไม่มีใครยืนยันได้ แต่ถ้ามีพื้นที่เรียนรู้เพิ่มเติมด้านดังกล่าวก็จะช่วยให้ทุกคนมีโอกาสทำความเข้าใจกับรากเหง้าของตนเอง และของคนอื่นมากขึ้น” พระครูสุจิณ กล่าว

นายชัชวาล ทองดีเลิศ ตัวแทนโฮงเฮียนสืบสานภูมิปัญญาล้านนา กล่าวว่า ปัญหาในการเรียนของประเทศไทยขณะนี้ คือ การเรียนในสถานศึกษาทั่วไปผลักไสให้เด็กไกลบ้าน เช่น บางคนเรียนในเมืองหลวง เรียนต่างจังหวัด มีโอกาสกลับบ้านน้อยมาก ทำให้ขาดความใกล้ชิดกับชุมชนท้องถิ่น ความหมายคือพอเรียนจบแต่ละช่วงก็เปลี่ยนโรงเรียนไปที่อื่น มัธยมที่หนึ่ง อุดมศึกษาอีกที่หนึ่ง ซึ่งหากสถานศึกษามุ่งเน้นแต่สอนแบบวิชาการอย่างเดียวและสอนแค่วิชาเรียนแต่ละศาสตร์เพียงด้านเดียว ก็จะทำให้เด็กมีทักษะที่ต่ำลง สถานศึกษาแต่ละแห่งจึงควรปรับตัวเพื่อเพิ่มชั่วโมงศึกษาวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และภูมิปัญญาชาวบ้าน ตามความสำคัญของชุมชนนั้นๆ เมื่อนักเรียนต่างถิ่นไปเรียนก็จะได้รับประโยชน์ตามไปด้วย หากสถานศึกษาปฏิบัติคล้ายกันแล้วจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนกันก็จะเกิดการเกื้อหนุนระหว่างกัน เด็กไทยก็แกร่งขึ้น กว้างขวางขึ้น

นางสาวอรพิณ กุศลรุ่งรัตน์ ศูนย์การศึกษาโจ๊ะมาโลลือหล่า อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า โดยส่วนตัวมองว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้โรงเรียนแบบวิชาการ และโรงเรียนส่งเสริมวิถีชีวิตมีข้อแตกต่างกัน คือ โรงเรียนทั่วไปอาจจะส่งเสริมความรู้เชิงกายภาพเช่น ทฤษฎี และปฏิบัติด้านวิยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ศิลปะ ดนตรีและวิชาการทั่วไปได้ดี เพื่อเสริมสร้างไอคิวของเด็กนักเรียน แต่กลับไม่ได้สอนให้เด็กมีอีคิวที่ดีเด็กจึงอาจก้าวพลาดได้กรณีรับมือกับความผิดหวังไม่ไหว ดังนั้นนักเรียนจึงควรได้รับการปลูกฝังด้านจิตใจจากสถาบันการศึกษาเพิ่มเติม ซึ่งการเกิดขึ้นของโจ๊ะมาโลลือหล่า โฮงเฮียนน้ำและสถานศึกษาที่คล้ายกันน่าจะมาเติมเต็มส่วนดังกล่าว คือ ส่งเสริมให้เด็กมีจิตใจที่แกร่งยอมรับกับข้อผิดพลาดในชีวิตได้

“สังเกตว่าบางคนนั้นสอบเอ็นทรานซ์เข้าโรงเรียนดังๆไม่ได้ สอบเข้าเรียนต่อไม่สำเร็จก็อยากตาย สอบไม่ผ่านก็อยากตาย ส่วนนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับเด็ก พวกเขาต้องมีสิทธิในการเรียนรู้กับการรับมือความผิดหวังให้ได้ เช่นบางคนเรียนวาดรูปเก่ง เขาสอบเข้าโรงเรียนศิลปะไม่ได้ ก็ออกมาวาดภาพเพื่อสร้างรายได้ในแบบอื่นเพราะเขามีปฏิสัมพันธ์กับชุมชนโดยรอบ หรือหันไปเลือกสถานศึกษาแห่งใหม่ที่มีการสอนคล้ายกัน แก้ปัญหาให้ตนเองได้ สิ่งเหล่านี้ช่วยให้เด็กมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ซึ่งเดาว่า โฮงเฮียนน้ำของคงจะผลิตเยาวชนที่รู้เรื่องแม่น้ำโขง และเมืองโบราณเชียงของได้จำนวนไม่น้อย ” นางสาวอรพิณ กล่าว

นายวัชริน ยิ่งประทุม นายอำเภอเชียงของ กล่าวว่า หวังเป็นอย่างยิ่งว่าโฮงเฮียนน้ำของจะเป็นสถาบันการศึกษาที่ส่งเสริมให้คนเชียงของเติบโตเป็นจิตอาสาของสังคมได้ เช่น จิตอาสาด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อเคลื่อนไหวรณรงค์ให้คนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ จิตอาสาด้านการถ่ายทอดประเพณี กิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสต์ในชุมชน เป็นต้น

ดร.ภัทร ยืนยง อาจารย์ประจำจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ปรึกษาโฮงเฮียนแม่น้ำของที่ร่วมพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนในโฮงเฮียน กล่าวว่า การเกิดขึ้นของโฮงเฮียนน้ำของนั้นไม่ได้วางหลักสูตรตายตัว แต่วางรูปแบบให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ คือผสมผสานความรู้แบบใหม่ เช่น การจัดค่ายเดินป่าเพื่อศึกษาธรรมชาติ มุมหนังสือส่งเสริมความรู้ ชั่วโมงบรรยายประวัติศาสตร์ ฯลฯ โดยไม่มีกรอบกฎเกณฑ์มาแบ่งแยกเป็นรายวิชาเหมือนในมหาวิทยาลัย ทั้งนี้รูปแบบการสอนเป็นแบบพี่สอนน้อง คนแก่สอนคนหนุ่ม คนสาว อาจมีทั้งวันเดียว หรือค้างคืนตามโอกาสที่เหมาะสม เน้นการเชื่อมโยงระหว่างคนรุ่นใหม่มีความรู้เทคโนโลยี คู่กับปราชญ์ในท้องถิ่นที่มีความรู้แบบลักจำ และประสบการณ์ ใครรู้เรื่องอะไรก็มาแบ่งกันตามเวลาที่สะดวก

อนึ่งภายหลังการเสวนาเสร็จสิ้นทางตัวแทนสถาบันการศึกษา 9 แห่งในอำเภอเชียงของและเวียงแก่น ได้ลงนาม
บันทึกข้อตกลงร่วมกันเพื่อจัดเวลาให้นักเรียนในสังกัดเข้ามาศึกษาความรู้ในโฮงเฮียนน้ำของ อย่างน้อย 3 ปี เพื่อประเมินผลความสำเร็จของการก่อตั้งโฮงเฮียนน้ำของ และปรับปรุงหลักสูตรต่อไปในอนาคต
/////////////////////////////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.