นักวิชาการชี้ “คนเชียงราย” มีรายได้ภาคเกษตรพุ่ง 3 หมื่นล้านบาท ไม่เหมาะสร้างเขตอุตสาหกรรม กสม.แนะรัฐพัฒนาอย่างเคารพสิทธิมนุษยชน

received_1015542755155676

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2558 ที่โฮงเฮียนแม่น้ำของ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย มีเวทีเสวนาเรื่อง “ปั้นเศรษฐกิจพิเศษ กระตุ้น จีดีพี จริงหรือ? โดยชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อมและกลุ่มรักษ์เชียงของ

received_1015542778489007
นายสงวน ซ้อนกลิ่นสกุล รองประธานหอการค้าจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า เรื่องการแข่งขันเศรษฐกิจในประเทศอาเซียนนั้น ขณะนี้มีแนวโน้มแข่งขันกันสูงมาก ไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อให้เท่าทัน ซึ่งขณะนี้ในจังหวัดเชียงรายนั้นการส่งออกสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่ทรงตัว ราว 1 ล้านบาทต่อปี ดังนั้นถ้าเรามีการกำหนดพื้นที่เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดให้เดินหน้าได้อีก เราก็ต้องหันมาพัฒนาด้านการค้าเพิ่มเติม ซึ่งเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้นมีความสำคัญเช่นกันที่จะผลักดันรายได้แก่ประชาชน อย่างกรณีอำเภอเชียงของนั้นโชคดีที่มีโครงการสร้างศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้าไม่ห่างกับสะพานมิตรภาพไทย-ลาว มีเส้นทางอาร์สามเอเป็นเส้นทางหลักในการขนส่งสินค้า ที่น่าจะอำนวยความสะดวกได้ดีที่สำคัญจังหวัดเชียงราย

นายสงวนกล่าวว่า เมืองเชียงรายมีชายแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน 2 ประเทศ คือ พม่า และลาว ที่เมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว ตรงข้ามอำเภอเชียงแสน ก็มีเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมทองคำ ส่วนประเทศพม่าขณะนี้ทางการก็กำลังดำเนินการเขตเศรษฐกิจพิเศษที่เมืองเชียงลาบ จังหวัดเมืองสาด ซึ่งเป็นที่ตั้งของสะพานมิตรภาพพม่า-ลาว เขตเศรษฐกิจพิเศษในประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 2 แห่งนี้ สามารถจะเชื่อมโยงการขนส่งสินค้ากับเขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงรายได้

ด้านดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า เรื่องการสนับสนุนเขตเศรษฐกิจพิเศษ นั้นมีการส่งเสริมการลงทุนโดยการลดหย่อนภาษีตามนโยบายของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ซึ่งในยุคคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ( คสช) นั้นมองว่าการลงทุนมีต้นทุนที่แพง จึงได้เสนอเงื่อนไขให้ผู้ลงทุนสามารถลดหย่อนภาษีได้ โดยเมื่อรวมเงินที่เคยเรียกเก็บจากภาษีการลงทุนจากอดีตพบว่า หากรัฐบาลไทยลดหย่อนภาษีนั้น อาจจะต้องสูญเสียเงินที่เคยมีรายได้ไปราว 2 .8 แสนล้านบาท ต่อปี นับเป็นรายได้ที่สูญเสียไปเพราะหากไม่ลดหย่อนตรงนี้ รัฐจะต้องเอาภาษีรายได้ที่เก็บมาจ้างงานคนในประเทศประมาณ 55,000 คนต่อปี แต่กลับมายอมลดภาษีแบบง่ายๆ เพื่อเอาใจนักลงทุน

ในขณะที่นโยบายการจ้างงานนั้นรัฐบาลมีการประเมินว่าหากมีการจ้างงานประชาชนหลังการเกิดขึ้นของเศรษฐกิจพิเศษ จะสามารถสร้างรายได้แค่ปีละ 2-5 แสนบาทต่อคนเท่านั้น แต่มีนโยบายที่น่าสังเกตอีกประเด็นคือ รัฐบาลระบุว่าจะมีการจ้างงานแรงงานข้ามชาติเข้ามารองรับพื้นที่เศรษฐกิจ กรณีที่มีการสร้างโรงงานอุตสาหกรรม แปลว่ารายได้ประชาชนคนไทย 5 แสนบาท ก็ต้องถูกลดลงไปอีก

ดร.เดชรัตน์ กล่าวด้วยว่า ประเด็นที่จังหวัดเชียงรายไม่ควรมีเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อรองรับอุตสาหกรรมมีหลายเหตุผลด้วยกัน เช่น นอกจากมีพื้นที่ป่าสมบูรณ์อย่างเช่นพื้นที่ป่าบุญเรือง อำเภอเชียงของแล้ว เชียงรายยังเป็นจังหวัดที่มีรายได้ทางการเกษตรที่สูงมาก ข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2550-2555)ระบุว่า เชียงรายสร้างรายได้จากสินค้าการเกษตรสูงกว่า 30,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ภาคอุตสาหกรรมทำรายได้แค่ 6,000 ล้านบาท จัดว่า ภาคการเกษตรมีบทบาทช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ 1 ใน 3 ของรายได้ส่วนอื่น

ดร.เดชรัตน์กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจแบบดังกล่าวช่วยให้อัตราคนจนลดลง โดยจังหวัดเชียงรายมีอัตราคนจนแค่ 25 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ขณะที่สถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมนั้น เชียงรายมีป่าสมบูรณ์หลายแห่ง สามารถมีปริมาณน้ำฝนสะสมตลอดปีสูงที่สุดในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบนอีกด้วย จึงไม่ควรเพิ่มพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อทำลายความมั่นคงดังกล่าว

นักวิชาการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวด้วยว่า ทั้งนี้ล่าสุดตนได้ทำวิจัยศึกษาเยาวชนไทยอายุ 15-25 ปี เพื่อสำรวจความเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาชุมชนของตนเองในกลุ่มตัวอย่าง 2,500 คน พบว่า มีเพียง 2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่ต้องการให้มีเขตเศรษฐกิจพิเศษ นอกเหนือจากนั้นต้องการให้ชุมชนของตนเองมีพื้นที่ออกกำลังกาย ส่งเสริมภาษา วัฒนธรรม กระตุ้นการท่องเที่ยว

นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ กล่าวว่า เชียงของเป็นที่ราบลุ่มนั้นมีเมืองที่ถูกขนาบด้วยภูเขาสองลูกใหญ่ พาดตั้งแต่บ้านเมืองกาน ถึงกิ่งหก เรียกว่าดอยหลวง และมีทิศตะวันออกเรียกว่า สันเขาดอยยาว พาดไปถึงเมืองเทิง จังหวัดเชียงราย โดยที่ราบลุ่มน้ำอิงนั้นมีดอยผาหม่น มีพื้นที่เป็นแอ่งกระทะยาวตลอดแนว ถ้าสร้างนิคมอุตสาหกรรมขึ้นมา แล้วปล่อยของเสียลงพื้นที่ดังกล่าว ประชาชนจะเสี่ยงได้รับผลกระทบหมาศาล แน่ เพราะประชาชนลุ่มน้ำอิงนั้นอาศัยแม่น้ำอิงซึ่งตลิ่งต่ำเหมาะแก่การเกษตรมาก ชาวบ้านสูบน้ำใช้ง่ายมาก และหลายคนรู้ดีว่าเมืองเชียงของเป็นเมืองอากาศดี เป็นเมืองสำคัญของการปลูกผลไม้ จึงไม่มีเหตุผลสมควรที่จะสร้างเศรษฐกิจพิเศษ

“ถ้าเราได้เมืองใหม่ขึ้นมา แต่ไม่ทำลายอย่างเดิมผมรับได้ แต่ถ้าของใหม่มา แล้วทำลายแบบเดิม ทำให้เรากลายเป็นอื่น ผมว่ามันไม่ยุติธรรมกับชาวบ้าน อุตสาหกรรมที่มาพร้อมเขตเศรษฐกิจพิเศษนั้น เป็นกิจกรรมแบบวัดดวงของประชาชน เราไม่รู้ว่าเสี่ยงอย่างไรบ้างแล้วเรายังจะเดินหน้าสร้าง เท่ากับเอาประชาชนมาวัดดวงไปวันๆ เปลี่ยนแผนเมื่อไหร่ก็สั่งประชาชนเมื่อนั้น เราไม่อาจรองรับการพัฒนาใดๆ ที่ไม่ยั่งยืนได้ แน่ๆ ถ้ารัฐบาลยังเป็นแบบนี้” นายนิวัฒน์ กล่าว

นางเตือนใจ ดีเทศน์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) กล่าวว่ารัฐธรรมนูญ (รธน) ระบุไว้แล้วว่าการกำหนดสิทธิชุมชนในประเทศต้องมีทั้งด้านวัฒนธรรม เช่น การรักษาทั้งประเพณีและทรัพยากรธรรมชาติอย่างแม่น้ำ ผืนป่า กรณีป่าบุญเรือง แม้ยังไม่ได้ตั้งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างเต็มรูปแบบ แต่ชาวบ้านก็มีเตรียมความพร้อมเต็มที่น่าจะให้สิทธิในการพัฒนาชุมชนแก่ชาวบ้าน รัฐควรจะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ตัดสินใจเลือกแผนพัฒนาเองตามมติของชุมชน อีกประเด็นคือปัจจุบันนี้ องค์การสหประชาชาติ หรือ ยูเอ็นประกาศแล้วว่าทั่วโลกต้องมีแผนการพัฒนาประเทศอย่างยังยืน ล่าสุดการประชุมโลกร้อนที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ย้ำชัดว่า ทุกประเทศต้องเร่งฟื้นฟูธรรมชาติที่สูญเสียและเสื่อมโทรมไปจากการทำธุรกิจที่ส่งผลกกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ดังนั้นภาคธุรกิจประเทศไทยต้องทันโลกบ้าง โดยเคารพสิทธิมนุษยชน ชุมชนด้วยการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากธุรกิจทั้งจากรัฐและเอกชน รวมทั้งต้องไม่ละเมิดสิทธิชุมชนด้วยการสร้างธุรกิจใดๆ ที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตประชาชน หมายความว่าต้องถามความเห็นประชาชนก่อนลงมือทำกิจการใดๆ

////////////////////////////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.