กรมที่ดินรับปากเร่งมือตรวจสอบที่ดินราไวย์ ชาวเลจี้มหาดไทยเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ตามข้อเสนอดีเอสไอ แนะกันพื้นที่ทางจิตวิญญาณ 5 จังหวัดอันดามันเป็นสาธารณะ หวั่นซ้ำรอย ฮิวแมนไรท์ว็อตซ์จี้ตำรวจคลี่คลายคดีทำร้ายชาวบ้าน

12722079_1045153398861278_404468255_n
เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา 10.00 น. ที่กระทรวงมหาดไทย กลุ่มชาวเลจากชุมชนราไวย์ จังหวัดภูเก็ตจำนวน 30 คน ที่ประสบปัญหากรณีพิพาทเรื่องที่ดินกับเอกชนมายาวนาน และเป็นเหตุให้ถูกทำร้ายจากกลุ่มชายฉกรรจ์เมื่อปลายเดือนมากราคมที่ผ่านมา ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมีนายประทีป กีรติเลขา รองปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นตัวแทนรับหนังสือร้องเรียน

ทั้งนี้ก่อนเข้ายื่นหนังสือ ชาวเลได้ร่วมกันรำรองเง็งหน้าอนุสาวรีย์ สมเด็จพระเขจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชนุภาพ ที่ประดิษฐานอยู่ลานหน้าศาลาว่าการกระทรวงมหาดไทย จากนั้นจึงเข้าพบกับตัวแทนของกระทรวงมหาดไทย และตัวแทนจากกรมที่ดินภาย โดยทั้งหมดได้หารือกันในห้องประชุม
นายสนิท แซ่ซั่ว ตัวแทนชาวเลราไวย์ กล่าวในที่ประชุมว่า นับตั้งแต่เกิดปัญหาการพิพาทเรื่องที่ดิน ทำให้ชาวบ้านต้องตกเป็นผู้ถูกกระทำมาโดยตลอด จนล่าสุดเกิดเหตุความรุนแรงกับชาวบ้าน จึงต้องการให้กระทรวงมหาดไทยเร่งสั่งการให้กรมที่ดินเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ออกโดยมิชอบ ตามที่สำนักนายกรัฐมนตรีแต่ตั้งคณะกรรมการการแก้ปัญหาที่ดิน ที่ทำกินและพื้นที่ทางจิตวิญญาณ ที่มีพลเอกสุรินทร์ พิกุลทองเป็นประธาน ได้มอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เข้าตรวจสอบจนมีมติเสนอให้กรมที่ดินเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ จำนวน 19 ไร่ ที่ทับพื้นที่ตั้งชุมชนชาวเล ให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน รวมทั้งให้มีการมอบหมายให้กรมที่ดินร่วมกับคณะกรรมการแก้ปัญหาที่ดินฯ ร่วมกันตรวจสอบกระบวนการออกเอกสารสิทธิ์ที่บริษัทบารอน เวิรด์เทรด จำกัด ที่อ้างการถือครองสิทธิ์ จำนวน 33 ไร่ ซึ่งออกทับที่ดินสาธารณะ ที่เป็นบาไลหรือพื้นที่ประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อของชาวเล ชายหาด บ่อน้ำโบราณ สุสาน และคลองหลาโอน เนื่องจากเป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวบ้านใช้ประโยชน์ร่วมกันมาหลายชั่วอายุคน

12714519_1045153402194611_1953714570_n
นายสนิท กล่าวต่อว่า ขอให้กระทรวงมหาดไทยสั่งการให้จังหวัดภูเก็ตเร่งดำเนินคดีต่อกลุ่มผู้มีอิทธิพลและชายฉกรรจ์ที่ทำร้ายชาวเล และให้จังหวัดคุ้มครองความปลอดภัยชาวเล นอกจากนี้อยากให้มีการกันพื้นที่ทางจิตวิญญาณของชาวเลในพื้นที่ 5 จังหวัดอันดามัน ที่มีอยู่ 23 แห่ง ใน ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ และสตูล ให้ได้รับการประกาศเป็นพื้นที่สาธารณะตามการให้ประโยชน์เดิม อาทิ สุสานชาวเล หลาโต๊ะ ที่ทำพิธีนอนหาดของชาวเล เป็นต้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อพิพาทหรือความขัดแย้งเช่นเดียวกับกรณีชุมชนราไวย์

ด้านนายประทีป กีรติเลขา รองปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวกับชาวบ้านว่า ปัญหาความเดือนร้อนของชาวเลราไวย์ เป็นเรื่องที่กระทรวงติดตามปัญหาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งข้อเรียกร้องและข้อมูลเพิ่มเติมที่ชาวบ้านนำเสนอในวันนี้ จะเร่งรายงานผู้บังคับบัญชาให้มีการดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป สำหรับปัญหาในพื้นที่นั้น ตนจะประสานผู้ว่าราชการจังภูเก็ตให้เข้มงวดกับเรื่องนี้ให้มากขึ้น ขณะที่ชาวบ้านควรเข้าไปพูดคุยกับจังหวัดให้มากขึ้นด้วย เพราะถือเป็นหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดที่ต้องดูแลความทุกข์สุขของชาวบ้านอยู่แล้ว

ขณะที่นายมานัส ฉั่วสวัสดิ์ รองอธิบดีกรมที่ดิน กล่าวว่า ขอชี้แจงว่ากรมที่ดินได้มีการตรวจสอบปัญหาที่ดินราไวย์มาโดยตลอด รวมทั้งได้รับการเสนอให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่มิชอบจากคณะกรรมการแก้ปัญหาที่ดินฯ และดีเอสไอแล้ว แต่การดำเนินการจำเป็นต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาข้อกฎหมายให้ชัดเจน และต้องแยกส่วนกรณีที่ดินชุมชนกับที่สาธารณะ จึงอยากให้ชาวบ้านสบายใจได้ ว่ากรมที่ดินกำลังดำเนินการโดยยึดเอาข้อเท็จจริงเป็นหลัก ส่วนข้อเสนอของชาวบ้านที่ต้องการให้คณะกรรมการแก้ปัญหาที่ดินฯ ที่มีพลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง ร่วมเป็นคณะทำงานแก้ปัญหาที่ดินร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้น เป็นหนึ่งในแนวทางที่กรมที่ดินคิดไว้เช่นกัน

 

นักศึกษา ม.รามคำแหง ร่วมให้กำลังใจชาวเล
นักศึกษา ม.รามคำแหง ร่วมให้กำลังใจชาวเล

ภายหลังเสร็จสิ้นการยื่นหนังสือที่กระทรวงมหาดไทย เวลา 14.00 น. กลุ่มชาวเลได้เดินทางต่อไปที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องต่อพลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษญ์ ให้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาของชาวเล โดยให้ดำเนินการฟื้นฟูคุนภาพชีวิตชาวเลที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาที่อยู่อาศัย พัฒนาสาธารณูปโภค ระบบสุขอนามัย และการเข้าถึงสวัสดิการขั้นพื้นฐาน อีกทั้งให้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี ที่ให้จัดสรรงบประมาณเพื่อฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของชาวเลปีละ 12 ล้านบาท รวมให้กระทรวงฯ ดำเนินการตามยุทธศาสตร์การพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง โดยมีนายสมคิด สมศรี ผู้ตรวจราชการกระทรวงเป็นตัวแทนรับหนังสือ ขณะเดียวกันระหว่างการยื่นหนังสือ มีกลุ่มตัวแทนนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง 5 คน เดินทางมามอบดอกไม้ให้กล่าวให้กำลังใจกับกลุ่มชาวเล

นายสมคิด กล่าวว่า กระทรวงพัฒนาสังคมฯ เตรียมผลักดันยุทธศาสตร์และแผนแม่บทการพัฒนากลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง และพิจารณากำหนดวันที่ 9 สิงหาคมของทุกปีให้เป็นวันชาติพันธุ์แห่งประเทศไทย จึงขอให้ชาวบ้านไม่ต้องกังวลใจในความเดือดร้อนที่ร้องเรียนเข้ามา เพราะการแก้ปัญหาของชาวเลอยู่ในแผนการขับเคลื่อนภายใต้ยุทธศาสตร์นี้อยู่แล้ว

นายสมคิด กล่าวอีกว่า ส่วนการช่วยเหลือหรือการเยียวยาชาวเลราไวย์ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุความรุนแรงนั้น จะสั่งการให้สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดภูเก็ตเข้าไปติดตามผลกระทบ แต่อย่างไรก็ตาม กรณีนี้ถือว่าเป็นเหตุทะเลาะวิวาทและข้อพิพาทเรื่องที่ดินที่ควรจะเป็นเรื่องฟ้องร้องเป็นคดีอาญาในชั้นศาลมากกว่า อาจไม่ใช่ความรับผิดชอบโดยตรงของกระทรวงพัฒนาสังคมที่มีหน้าที่ดูแลผู้ด้อยโอกาสหรือคนจน จะเข้าไปดูแลหรือเยียวยาชาวบ้าน เนื่องจากกรณีนี้ไม่ใช่ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุความไม่สงบในภาคใต้ หรือผู้ได้รับผลกระทบทางการเมือง

ด้านนายสุนัย ผาสุก ที่ปรึกษาฮิวแมนไรท์ว็อตช์ กล่าวว่า กรณีชุมชนชาวเลราไวย์ถือเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนปัญหาของชาวบ้าน ในการสูญเสียกรรมสิทธิ์ที่ดินภายใต้กรอบคิดกฏหมายสมัยใหม่อย่างต่อเนื่อง ที่แม้กระบวนการพิสูจน์สิทธิ์จะชี้ชัดเจนว่าชาวเลอยู่มาก่อน แต่กระบวนการเพิกถอนเอกสารสิทธิ์กลับล่าช้า ซึ่งฮิวแมนไรท์ว็อตช์เคยเตือนแล้วว่าปัญหานี้สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดขัดแย้งความรุนแรงตามมา จนเกิดปัญหานี้ขึ้นจริง ดังนั้นทางตำรวจจึงควรเร่งดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์ทำร้ายชาวบ้านและปิดทางสาธารณะ เพราะมีหลักฐานชัดเจนอยู่แล้ว แต่ผ่านไปกว่า 2 สัปดาห์กลับไม่มีการจับกุมหรือดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด จึงอยากเรียกร้องให้ตำรวจออกมาแถลงข่าวความคีบหน้าการดำเนินคดีให้ชัดเจน เพื่อแสดงให้เห็นกระบวนการที่โปร่งใส ซึ่งในสัปดาห์หน้าฮิวแมนไรท์ว็อตช์จะมีการออกแถลงการณ์ต่อเรื่องนี้ด้วย

————

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.