ประชาคมเชียงของเสวนารับมือความเปลี่ยนแปลง ว.วชิรเมธีแนะมีศักดิ์ศรี-ไม่ใช่ใครโยนอะไรมาก็รับหมด ภาคธุรกิจเตือนอีก 3 ปีรับผลกระทบรุนแรงจากเขตเศรษฐกิจพิเศษบ่อเต็นในลาว

received_1108791092497508
เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2559 ที่ห้องประชุมแม่น้ำโขง โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ได้มีการประชุมประชาคมเตรียมความพร้อมสู่เชียงของ “หนึ่งเมืองสองแบบ” ครั้งที่ 2 โดยมีประชาชน พ่อค้า นักธุรกิจ กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน พระสงฆ์ และตัวแทนหน่วยงานราชการเข้าร่วม โดยนายวัชรินทร์ นิ่มประทุม นายอำเภอเชียงของกล่าวเปิดงานว่า มีการเปลี่ยนแปลงในเชียงของหลายประการ ดังนั้นชาวเชียงของจะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไร โดยเฉพาะเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษซึ่งมีการพูดกันมาแล้ว 20 ปี แต่สมัยก่อนเรียกว่าการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน

นายอำเภอกล่าวว่า เรามีข้อตกลงร่วมที่จะใช้แม่น้ำโขงเชิงพาณิชย์ไปถึงเขมร แต่ตอนนี้จีนต้องการให้ไปถึงหลวงพระบางโดยจีนเขาขอขยายให้มาถึงเชียงของ ลองนึกภาพว่าหากทางการไทยและลาวอนุญาตให้จีนขยับมาตั้งหน่วยงานตรงข้ามกับเชียงของ สภาพเชียงของจะเปลี่ยนอย่างไร เพราะแค่มีสะพานข้ามแม่น้ำโขง ผู้ประกอบการยังร้องจ๊าก หากระบบเรือใหญ่ๆเข้ามามิต้องขายบ้านหนีกันหมดเลยหรือ และตนได้กำชับหน่วยความมั่นคงว่าอย่าชะล่าใจ ไม่เช่นนั้นจะเดือดร้อนกันไปหมด

“เรื่องที่ผมกังวลมากๆ คือเรากำลังดูสภาพแวดล้อมในหลายมิติ แต่เราลืมดูตัวเอง เดี๋ยวนี้อะไรที่ไม่เคยเกิดขึ้นในเชียงของ ก็มีให้เห็น เมื่อก่อนแม่น้ำโขงเหมือนมีฝุ่นปนมาด้วย แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนกลายเป็นสีมรกต ขณะที่ดินฟ้าอากาศเปลี่ยนแปลงมากและกระทบกับวิถีของบ้านเรา แต่คนยังไม่ตื่นตัวเท่าที่ควร” นายวัชรินทร์ กล่าว

ขณะที่พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ประธานมูลนิธิมุตตยาลัย ได้กล่าวสัมโมทนียกถาผ่านวีดีโอเรื่อง “สติกับการเปลี่ยนแปลงของคนเชียงของ” ว่า เชียงของอยู่ในช่วงรอยต่อหลายเรื่องทั้งเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง โดยมีคนสนใจมาก เพราะฉะนั้นเราจะรับมืออย่างไรกับความเปลี่ยนแปลง โดยทั้งหมดเราต้องเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างมีศักดิ์ศรี คือเราไม่ได้ตกเป็นทาสใคร เพราะฉะนั้นเราเจรจาอย่างศักดิ์ศรีและมีความรู้เท่าทัน ไม่ใช่ใครโยนหรือเอาอะไรเข้ามาให้แล้วรับหมด ซึ่งอะไรที่เป็นของเก่าของบ้านเมือง ต้องช่วยกันรักษา เหมือนไม้ทุกต้นที่ยืนหยัดได้เพราะมีราก เช่นเดียวกับบ้านเมืองก็ต้องมีหลัก

“เราอย่าหลงของเก่า แต่อย่าเมาของใหม่ แม้สายลมแห่งการเปลี่ยนแปลงจะรุนแรงเพียงใดก็ตาม แต่เราต้องรักษาความเป็นเอกลักษณ์ไว้ให้ได้” พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี กล่าว

เวลา 10.45 น.ได้มีการเสวนา “จากเชียงของหนึ่งเมืองสองแบบถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษของประชาชน โดยผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วยพระครูสุจิณวรคุณ ผู้อำนวยการโรงเรียนโสภณจริยธรรมวิทยา นายวัชรินทร์ นิ่มประทุม นายอำเภอเชียงของ นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของ นายสงวน ซ้อนกลิ่นสกุล ผู้แทนหอการค้าอำเภอเชียงของ นายพัฒนา สิทธิสมบัติ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการค้าและเศรษฐกิจ

นายนิวัฒน์กล่าวว่า เมืองเชียงของมีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์จึงอยู่ได้ด้วยตัวเองและมีกลุ่มชาติพันธุ์เข้ามาอาศัยอยู่ด้วยเพราะมีภูมินิเวศที่ดี และตอนนี้เมืองเชียงของกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวซึ่งเป็นเรื่องใหม่ เพราะมีทุนทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่เหมาะสม เพราะฉะนั้นการพัฒนาไปข้างหน้าเราต้องดูทุนที่มีอยู่แล้ว นำมาวางเป็นพื้นฐาน หากเราพัฒนาภายใต้ทุนที่มีอยู่ได้ถือเป็นความได้เปรียบ และเชื่อว่าคนเชียงของก็เข้าใจเรื่องนี้พอสมควร แต่การพัฒนาที่ไม่สอดรับบางทีก็ย้อนแย้งกับวิถีชีวิตชาวบ้านและทำให้บ้านเมืองเสียหาย

“ปัจจุบันมีคนหลากหลายเข้ามาใหม่ เมืองเชียงของไม่ใช่แค่คนเชียงของแล้ว แต่ทั้งหมดต้องมาขับเคลื่อนร่วมกันเพื่อกำหนดอนาคตของเชียงของ”นายนิวัฒน์ กล่าว

พระครูสุจิณวรคุณ กล่าวว่าบางทีการมุ่งเน้นพัฒนาเศรษฐกิจมากเกินไปทำให้ลืมการพัฒนาด้านจิตใจ โดยเริ่มห่างจากวัด ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นมา และไม่เป็นตัวตนเพราะหลายกระแสทะลักเข้ามา ถ้าเราตั้งสติคือความระลึกได้ ให้มองย้อนกลับไปว่าเมืองเชียงของเป็นเมืองพิเศษ มีความอุดมสมบูรณ์ เรามีครบทุกอย่าง อะไรที่เป็นของเราและดีอยู่แล้วก็พัฒนาให้ดีขึ้น มากกว่าไปรับอะไรใหม่ที่ไม่ใช่ของเรา

นายวัชรินทร์กล่าวว่า จีนกำลังเปลี่ยนยุทธศาสตร์การพัฒนาในลาว ทำอย่างไรให้ภาครัฐของไทยทำงานพัฒนาคุณภาพชีวิตและการอนุรักษ์วิถีของคนสองฝั่งโขงร่วมกันได้ โดยเสนอให้หน่วยเหนือรับทราบ เช่น เราจัดกิจกรรมเรื่องบูชาแม่น้ำโขงครั้งที่ผ่านมา ซึ่งทางลาวเข้าร่วม แต่ไม่มีระเบียบของทางการให้เอาเงินไปจ่ายลาวได้ เราต้องใช้วิธีซิกแซก ทำให้คนทำเดือดร้อน ทั้งสตง. ปปช.ตรวจสอบ เพราะฉะนั้นควรที่จะยืดหยุ่นมากกว่านี้ ขณะเดียวกันองค์กรภาคประชาชนต้องขยับตัวมาช่วยภาครัฐในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

นายวัฒนากล่าวว่า เชียงของอยู่ใต้กระแสการพัฒนาคือเดินตามตลอด หากต้องการทำงานเชิงรุกควรต้องคิดร่วมกัน อย่างกรณีถนนที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการขนสินค้ามาก ขณะที่ยอดการค้าชายแดนมีอยู่ 2 หมื่นล้านบาท แต่ด่านที่นครพนมที่เพิ่งเปิดสะพานได้ 3 ปีกลับมีมูลค่าการค้าถึง 1 แสนล้านบาท เพราะฉะนั้นเกิดอะไรขึ้นกับเส้นทางการค้าของเรา ตนคิดว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเพราะ 1.สะพานที่นครพนม 2.เส้นทางระบบรางกำลังเกิดขึ้น

“เขาจะสร้างเส้นทางรถไฟจากบ่อเต็นถึงเวียงจันทร์ให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปี เขามีเขตเศรษฐกิจพิเศษเช่นเดียวกัน สามารถขนส่งสินค้าจากลาวผ่านแดนไปจีนได้เลย เราได้เตรียมตัวรับมือกับเรื่องนี้อย่างไร”นายวัฒนา กล่าวและว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษเชียงรายต้องกำหนดสถานะของตัวเองให้ดีเพราะอีก 2 ปีเกิดเศรษฐกิจที่บ่อเต็นแน่นอนและตรงนั้นเป็นจุดส่งสินค้าใหญ่แน่นอนก่อนเข้าจีน ดังนั้นจะเชื่อมโยงกันอย่างไร ถ้าเรายังคิดแบบเดิมอีกไม่เกิน 3 ปีจะได้รับผลกระทบที่รุนแรงมาก

//////////////////////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.