received_603637926463772

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2559 ที่ชุมชนป้อมมหากาฬ กรุงเทพมหานคร ชาวชุมชนป้อมมหากาฬ ร่วมกับนางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.)จัดแถลงข่าวผลเจรจาครั้งสุดท้ายกรณีการไล่รื้อชุมชนป้อมมหากาฬ กับ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง. รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ภายหลังสำนักการโยธากรุงเทพมหานครนำกำลังเข้าล้อมชุมชนเพื่อปฏิบัติการรื้อถอนบ้านเรือนภายในชุมชนป้อมมหากาฬ เพื่อเปิดพื้นที่พัฒนาเป็นสวนสาธารณะ ตามนโยบาย ของกรุงเทพมหานครที่ดำเนินการมานานหลายปี โดยทางตัวแทนชุมชนได้ใช้เวลาเจรจาประมาณ 2 ชั่วโมง มีผลสรุป 3 ข้อ ได้แก่1 จากเดิมกำหนดรื้อถอนบ้านเรือนที่มีผู้อาศัยอยู่ และไม่มีผู้อาศัยอยู่ รวม 13 หลัง เปลี่ยนเป็นรื้อถอนเพียง 12 หลัง ยกเว้นบ้านเรือนไทยโบราณที่ไม่มีคนครอบครอง ทางชุมชนจะอนุรักษ์ไว้เพื่อสาธารณะประโยชน์และการพัฒนาเป็นพิพิธภัณฑ์มีชีวิตให้คนทั่วไปได้เข้ามาเยี่ยมชม ส่วนบ้านของชาวบ้าน12 หลังนั้น การรื้อถอนต้องมีชาวบ้านร่วมรื้อถอนเพื่อให้เป็นไปอย่างมีระเบียบ โปร่งใส และจ่ายเงินเยียวยาที่เหมาะสมในการย้าย

received_603637939797104

2 บ้านเรือนประชาชนที่เหลือซึ่งอยู่ในที่ดินกรรมสิทธิ์ของ กรุงเทพมหานครอีกราว 40 กว่าหลังคาเรือน จะไม่มีการรื้อถอนใดๆจนกว่าผู้พักอาศัยจะยินยอม ทั้งนี้ทางชุมชนจะต้องพัฒนาตนเองเพื่อให้เกิดเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง และมีการจัดระเบียบชุมชนใหม่ เช่น มีการสร้างกองทุนชุมชนเพื่อความยั่งยืน และร่วมมือกับฝ่ายกรุงเทพมหานครรักษาความสะอาดชุมชน ตลอดจนร่วมปรับภูมิทัศน์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบวิถีชีวิต 3 ให้กรรมการสิทธิมนุษย์แห่งชาติ นำโดย นางอังคณา นีละไพจิตร เป็นหนึ่งในผู้ร่วมเจรจาและจัดตั้งกรรมการพหุภาคี ขึ้นใหม่ โดยต้องมาความคิดเห็นของภาคประชาชน ไม่ใช่การตั้งกรรมการโดยสำนักงานกรุงเทพมหานคร
received_603638629797035
นายธวัชชัย มหาวรคุณ ประธานชุมชนป้อมมหากาฬ กล่าวภายหลังการแถลงข่าวว่า วันนี้ชาวบ้านรู้สึกสบายใจกับการยอมประนีประนอมของ รองผู้ว่ากรุงเทพมหานครฯ อย่างมาก แม้ในช่วงเช้าก่อนการเจรจามีเหตุการณ์หลายอย่างชุลมุนเกิดขึ้น แต่นั้นขอให้สังคมรับรู้ว่า ถ้าชาวบ้านไม่สู้ก็ต้องสูญเสียชุมชนไปเสมอ และหากเจ้าหน้าที่ไม่ฟังชาวบ้านย่อมเกิดความขัดแย้งตามมา

“จริงๆ แล้วเรารู้ว่า กทม.เขาอ้างตลอดว่ามีคนรับเงิน แต่กทม.ไม่เคยพูดว่ากระบวนการรับเงินนั้นมาจากการกดขี่ บังคับทางกฎหมาย มันแปลว่าเราไม่เต็มใจจะรับ แต่บีบเรา เป็นการคุกคาม ดังนั้นเราอยากเริ่มต้นใหม่แม้เวลาจะผ่านมา 13 ปีแล้วก็ตาม แต่เรื่องยังไม่ยุติ พี่น้องทุกคนดีใจที่วันนี้มีทางออกที่เหมาะสม ส่วนกรณีที่ชาวบ้านจะแพ้คดีหลังศาลปกครองสูงสุดชี้ขาดเมื่อเดือน มีนาคม 2548 ว่า กทม.มีสิทธิ์รื้อถอนชุมชนชาวป้อมมหากาฬได้ เพราะรับเงินกันไปแล้ว แต่ชาวบ้านบางส่วนก็ไม่อยากย้าย อยากให้ กทม.เจียดที่บางส่วนให้ ชาวบ้านพร้อมจะจัดระเบียบชุมชนให้น่าอยู่และดูแลสวนสวนสาธารณะให้ดี ขอให้รู้ว่า 12หลังนี้จะเป็น12หลังสุดท้ายที่โดนรื้อและต้องทำร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับชาวบ้าน” นายธวัชชัย กล่าว

received_603637916463773

ด้านนางอังคณา นีละไพจิตร กสม. กล่าวว่า ในเมื่อกฎหมายที่ผ่านมาไม่มีความยืดหยุ่น เราต้องใช้สันติวิธีในการเจรา ไกล่เกลี่ยกัน เพื่อให้กฎหมายเกิดประโยชน์แก่ทุกกลุ่ม ทุกชนชั้น ไม่ใช้กฎหมายเพียงเพื่อการปราบปราม แต่ต้องมองมิติอื่นด้วยว่า ชุมชนอยู่กันมานั้นมีความผูกพัน มีความเข้มแข็งอย่างไร กรณีชุมชนป้อมมหากาฬ ทาง กสม.ยินดีที่ได้เข้ามาเป็นตัวกลางเจรจาให้ ต่อไปนี้เป็นหน้าที่ของชุมชนแล้วในการรักษาบ้านของตนเองให้ดำรงไว้ซึ่งความมีระเบียบ จากนี้ทั้งเจ้าหน้าที่สำนักงานกรุงเทพมหานครและชาวบ้านต้องรับรู้ว่า จะไม่มีการรื้อถอนใดๆ อีกหลังจาก 12หลังวันนี้ หากผู้พักอาศัยไม่ยินยอมให้รื้อถอน ซึ่งการรื้อถอนหลังจากนี้ให้สิทธิกับผู้พักอาศัย ไม่ใช่เจ้าของที่ดิน อย่างสำนักงานกรุงเทพมหานคร ฯ

14191814_603638076463757_1236601542_o
“ดิฉันทราบว่า มีเด็กหลายคนมีที่เรียนใกล้ๆ แต่เขาไม่มีทะเบียนบ้าน เพื่อบรรจุชื่อเขาอยู่ หลังจากการยุติการไล่รื้อครั้งนี้ ดิฉันขอความร่วมมือ กทม.ให้มีการดูแล เด็กๆ เหล่านี้ด้วย เพราะสิทธิเด็กด้านที่อยู่อาศัยก็สำคัญ เราไม่อยากเห็นเด็กไร้บ้านและไร้ทะเบียนบ้าน จะโดยวิธีไหนเราจะมาคุยกันภายหลัง แต่นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้ว” นางอังคณา กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการเจรจาระหว่างรองผู้ว่า ฯ กับชาวบ้านนั้น ตัวแทนชุมชนและเครือข่ายภาคประชาชนที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ซึ่งคัดค้านการไล่รื้อชุมชนป้อมมหากาฬ พร้อมใจกันติดริ้บบิ้นสีเขียวไว้ที่แขนเสื้อ เพื่อแยกคนในชุมชนและบุคคลภายนอก พร้อมเข็มกลัดพิเศษสำหรับการอนุญาตให้บุคคลและสื่อมวลชนที่คุ้นเคยเข้าไปในชุมชน รวมทั้งมีการนำแผงเหล็กมาปิดกั้นประตูทางเข้าออกทั้งหมดตลอดแนวถนนมหาไชย โดยภายหลังเจ้าหน้าที่สำนักการโยธากรุงเทพมหานคร ทยอยเข้ามาประชิดชุมชนก็ได้รื้อถอนต้นไม้ และรั้วชุมชนไปบางส่วน เกิดมีการปะทะกันเล็กน้อยก่อนจะยุติลงเพราะมีเด็กและเยาวชนบางคนเป็นลม จากนั้นตัวแทนเยาวชนชายจึงได้ร่วมกันคล้องแขนเพื่อป้องกันการบาดเจ็บของสมาชิกในชุมชน รวมทั้งป้องกันเจ้าหน้าที่บุกรื้อถอนเพิ่มเติม

14233431_603638083130423_1053482542_o

ขณะที่กรุงเทพมหานครจัดเจ้าหน้าที่เทศกิจ กำลังตำรวจจากสถานีตำรวจนครบาลสำราญราษฎร์ กองบังคับการปราบปราม กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 1 รักษาพระองค์และทหารชุดป้องกันและปราบปรามเหตุจราจล รวมประมาณ 250นายร่วมปฏิบัติการรักษาความสงบ และมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการรื้อถอนจากสำนักการโยธากรุงเทพมหานครอีก 250 คน เข้าล้อมชุมชนทุกประตู อีกทั้งได้เตรียมรถบรรทุก 6-10 ล้อ จำนวน 5 คัน เพื่อการขนย้ายวัสดุออกจากพื้นที่ พร้อมทั้งมีเจ้าหน้าที่การประปา และการไฟฟ้านครหลวงเข้าร่วมปฏิบัติภารกิจ ตัดน้ำ และไฟ ในบ้านที่ถูกสั่งรื้อถอนด้วย

14202885_603638619797036_2039867657_o

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังเสร็จสิ้นการแถลงข่าว ชาวบ้านได้จัดเลี้ยงข้าวสื่อมวลชนและประชาชนที่เข้าร่วมให้กำลังใจชุมชนป้อมมหากาฬ ก่อนจะรวมตัวเพื่อร่วมเป็นพยานการรื้อถอนบ้านเรือน12หลังสุดท้ายตามข้อตกลง

14191816_603638673130364_1039730380_o

/////////////////////////////////////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.