ลําน้ำโขงบริเวณสีพันดอน (สี่พันดอน) เปรียบเหมือน “พระแม่โพสพแห่งลาวใต้” ในฐานะผู้สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้ชาวลาวมานานนับร้อยปี อีกทั้งยังก่อกำเนิดวิถีชีวิตแบบกสิกรรมและประมง ก่อกำเนิดความเชื่อ ศิลปวัฒนธรรม และประเพณีสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน

บริเวณนี้ยังมี ระบบนิเวศที่หลากหลายและสลับซับซ้อน ทุกส่วนเชื่อมโยงสัมพันธ์กันจนก่อเป็นความอุดมสมบูรณ์อย่างยิ่ง ที่นี่มีสัตว์นานาชนิด โดยเฉพาะปลากว่า 200 สายพันธุ์ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารและแหล่งรายได้สำคัญที่สุดของชาวลาวใต้

เมื่ออยากรู้ว่า วิถีชีวิตและระบบนิเวศที่มิอาจประเมินค่าได้นั้น สำคัญน้อยกว่ารายได้จากการขายไฟฟ้า 3,820 เมกะวัตต์ให้ประเทศเพื่อนบ้านจริงหรือ (ดูล้อมกรอบ) คณะสื่อมวลชนจึงเดินทางไปเก็บข้อมูลมารายงานให้ทราบ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

เราเริ่มต้นที่บ้านท่าพร้าว ดอนสม ไปตลาดปลาที่นากะสัง ดอนเดช ต่อด้วยจุดสร้างเขื่อนที่ดอนสะฮอง ปิดท้ายด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ (แรมซาร์) ที่หมู่บ้านโอสวาย จ.สตรึงเตรง กัมพูชา กระทั่งรับรู้เหตุผลว่าทำไมบริเวณนี้มิอาจมีเขื่อนได้

จากปากคำของผู้นำชุมชน พรานปลา และนักวิชาการ 2 ชาติ พอสรุปได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากมีเขื่อน

1.น้ำมีดินตะกอนขุ่น ระดับน้ำขึ้นลงไม่แน่นอน อาชีพกสิกรรมและประมงได้รับผลกระทบ

2.ชาวประมงหลายแสนในบริเวณสีพันดอนไปจนถึงแรมซาร์จะอยู่อย่างยากลำบาก เพราะหาปลายากขึ้น

3.ปิดช่องทางเดินทางของปลา เกิดผล

กระทบ ต่อการแพร่และขยายพันธุ์ เพราะโดยปกติทุกเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ปลาจากทะเลสาบเขมรจะว่ายทวนน้ำผ่านดอนสะฮอง (ฮูสะฮอง) มาอาศัยตามวังต่างๆ ในสีพันดอน ปลาจะผสมพันธุ์ที่นี่แล้วว่ายลงไปวางไข่ในเขมร ก่อนว่ายกลับมาอยู่ที่สีพันดอน ถ้ากั้นน้ำโขงกักไว้ผลิตไฟฟ้า น้ำจะน้อยลง ทำให้น้ำร้อน ปลาอยู่ไม่ได้ อพยพไปอยู่ที่อื่นหมด หรือไม่ก็ค่อยๆ สูญพันธุ์

4.สัตว์ชนิดอื่นๆ อยู่ไม่ได้ และอาจสูญพันธุ์ เช่น โลมาอิรวดี นกกินปลาชนิดต่างๆ ฯลฯ

5.วิถี ชีวิตตั้งแต่ครอบครัวจนถึงชุมชนได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ชาวบ้านหลายหมู่บ้านต้องอพยพพ้นพื้นที่ก่อสร้าง ต้องหาที่อยู่ อาชีพใหม่ โดยรัฐให้สิ่งชดเชยไม่มากนัก

หัวหน้าครอบครัวหนึ่งบนดอนสะฮอง ซึ่งมีอาชีพจับปลามา 3 ชั่วคนเล่าว่า เขาจับปลาได้ปีละ 5 ตัน ครัวเรือนมีรายได้ปีละ 4-7 หมื่นบาท แต่ล่าสุดได้รับแจ้งจากรัฐว่าให้เลิกจับปลาในปี 2014 รัฐจะจัดสรรที่ดินให้ครึ่งไร่ หรือหาห้องแถวให้อยู่บนแผ่นดิน

ทางด้าน กง จันที แกนนำหมู่บ้าน

โอ สวาย จ.สตรึงเตรง บอกว่า หลังมีเขื่อนในแม่น้ำโขง ตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมา น้ำขึ้นลงผิดปกติ น้ำแห้งก็แห้งมาก น้ำมากก็ท่วมหนัก หาปลาลำบาก พืชผลการเกษตรเสียหาย ชาวบ้านเชื่อว่ามาจากการสร้างเขื่อนหลายแห่งทางตอนบน

เรายังเข้าพบฮัก วิเมียน ผู้อำนวยการแรมซาร์ ที่สำนักงานในเมืองสตรึงเตรง เพื่อเก็บข้อมูลระบบนิเวศในแรมซาร์ และผล

กระทบจากการสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำโขง

เมื่อเขาถูกขอให้เปรียบเทียบประโยชน์ระหว่างมีเขื่อนมีไฟกับไม่มีเขื่อนไม่มีไฟ

ฮัก วิเมียน พูดได้อย่างน่าฟังว่า

“ประโยชน์ เรื่องผลิตไฟฟ้า ใครได้ก็ไม่รู้ ขายไฟให้ใครก็ไม่รู้ แต่เรื่องปลา ชาวบ้านได้ชัดเจน อย่างไฟฟ้า ชาวบ้านต้องเสียเงินซื้อ แต่ปลา ชาวบ้านได้โดยไม่ต้องเสียเงิน จับได้ก็มีเงินมีรายได้ มีชีวิตที่ดี เขาคิดแบบ

นี้่กันทั้งนั้น”

ผอ.แรมซาร์ยังพอมีเงินเดือนหลวงจ่ายค่าไฟฟ้า 10 ดอลลาร์ต่อเดือน แต่ชาวบ้านจะหาเงินจากไหนมาจ่ายค่าไฟถ้าหาปลายากขึ้น

ชาวสีพันดอนยันแรมซาร์ไม่อยากมีเขื่อนบริเวณนี้ มีบางคนพูดคุยกันว่าจะไปชุมนุมคัดค้านด้วยซ้ำ

เพียงแต่มันเป็น “เสียงแห่งความเงียบ” ไม่มีวันถึงหูผู้มีอำนาจรัฐและนาย

ทุนต่างชาติ

ลาวตอนใต้และกัมพูชาตอนบน มีโครงการก่อสร้างเขื่อนและโรงไฟฟ้าบริเวณแม่น้ำโขงอยู่ 5 โครงการ ส่วนใหญ่ขายให้ประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่

1.เขื่อน ลาดเสือ ตั้งอยู่แขวงจำปาสัก ลาว มีกำลังผลิต 800 เมกะวัตต์ โดยบริษัทเจริญเอนเนอร์ยีแอนด์วอเตอร์ เริ่มศึกษาความเป็นไปได้เมื่อปี 2551

2.โรงไฟฟ้าท่าค้อ ตั้งอยู่บริเวณสีพันดอน กำลังผลิต 50-60 เมกะวัตต์ โดยบริษัทซีเอ็นอาร์ ฝรั่งเศส ศึกษาความเป็นไปได้เสร็จแล้ว เป็นการเจาะทางเบี่ยงข้างแม่น้ำโขงเพื่อผันน้ำผ่านเครื่องปั่นไฟฟ้า

3.เขื่อน ดอนสะฮอง ตั้งอยู่บริเวณสีพันดอน กำลังผลิต 360 เมกะวัตต์ โดยบริษัทแห่งหนึ่งของประเทศมาเลเซีย ลงนามพัฒนาโครงการแล้ว อยู่ระหว่างเตรียมการอย่างเงียบๆ

4.เขื่อนสตรึงเตรง ตั้งอยู่ตอนเหนือของ จ.สตรึงเตรง กำลังผลิต 980 เมกะวัตต์ โดยบริษัทเออร์เบินแอนด์อินดัสเทรียลแอนด์ดีเวลอปเมนท์ คอร์ป เวียดนาม กำลังศึกษาความเป็นไปได้

5.เขื่อนซำบอ ตอนใต้ของ จ.สตรึงเตรง กำลังผลิต 2,600 เมกะวัตต์ โดยบริษัท ไซโนไฮโดร จีน กำลังศึกษาความเป็นไปได้

 

 

 

(มติชน 30 สิงหาคม พ.ศ. 2555)

 

 

 

 

 

 

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.