รมว.พม ยืดเวลา ยังไม่ปลดผอ.พอช. ระบุให้เวลาทำงานต่อ แกนนำชุมชนปรามการเมืองหยุดแทรกแซง เชื่อทำชาวบ้านลุกฮือแน่ “พลากร” ไม่หวั่นไหว เดินหน้าทำงานต่อ

 

 

15302299_1273249069385042_1353743156_o
สมาชิกสภาองค์กรชุมชนกำลังฟังปาฐกถาของนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ระหว่างการจัดประชุมใหญ่ประจำปี

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 ที่โรงแรมเอบีน่า เฮ้าส์ ถนนวิภาวดีรังสิต กทม. สภาองค์กรชุมชน(สอช.)ได้จัดประชุมระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบลครั้งที่ 1/2559 ในหัวข้อ “สมัชชาองค์กรชุมชน 9 ปี : เปิดพื้นที่กลางสร้างนโยบายสาธารณะ” โดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า ในการจัดทำพระราชบัญญัติ(พรบ.) สภาองค์กรชุมชน มีวัตถุประสงค์ที่ป้องกันไม่ให้องค์กรชุมชนเป็นระบบราชการ เพราะจะทำให้มีขั้นตอนในการดำเนินงานยุ่งยากและล่าช้า รวมถึงไม่ต้องการให้ไปเข้าไปเกี่ยวข้องกับระบบการเมือง แต่ให้อยู่ในฐานะของราษฎรที่สื่อสารกับหน่วยงานของรัฐได้รู้เรื่อง

“ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ได้ปฏิรูประบบการบริหารราชการแผ่นให้หน่วยงานราชการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนมากขึ้น เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางของประเทศ ดังนั้นสภาองค์กรชุมชน ถือเป็นความหวังในการปฏิรูปประเทศ และเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ระบบการเมืองเป็นไปตามความต้องการของประชาชน”นายมีชัย กล่าว

นายสมพร ใช้บางยาง ประธานกรรมการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่า ในขณะนี้ พอช. กระจายอำนาจการบริหารให้กับภูมิภาคแล้ว ภาคราชการจะทำงานได้อยู่ แต่บทบาทของฝ่ายบริหารใหญ่จะน้อยลง ทั้งต้องมองมิติเรื่องการเสริมความเข้มแข็งของคุณนำองค์กรชุมชนในแต่ละพื้นที่ด้วย อยากเสนอให้แต่ละพื้นที่ในการทำงานต่อเนื่องของสังคมให้ก้าวต่อไป อีกประเด็นที่สำคัญอย่างมากก็คือกรณีการสร้างธรรมาภิบาลในการบริหารงานในระดับภาค และการพัฒนานวัตกรรมใหม่ ซึ่งหากทำได้ชุมชนจะดีขึ้นเอง อำนาจอื่นไม่ต้องกลัวแล้ว ส่วนงบประมาณนั้นจะตามมาภายหลัง หากทำได้จะมีคนหนุนเอง

อย่างไรก็ตามประเด็นที่น่าสนใจกลับอยู่นอกห้องประชุม เนื่องจากได้มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าพล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) เตรียมเสนอนายกรัฐมนตรีให้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ปลดนายพลากร วงค์กองแก้ว ผู้อำนวยการ(ผอ.)สถาบันองค์กรชุมชน (พอช.) เนื่องจากไม่พอใจการทำงานของนายพลากร ขณะที่ขบวนชาวบ้านในสอช.มองว่าเป็นการเข้ามาแทรกแซงการทำงานของฝ่ายการเมือง และกำลังเคลื่อนไหวต่อต้าน

นายจินดา บุญจันทร์ ประธานที่ประชุม ฯ ให้สัมภาษณ์ว่า การสรรหาผู้อำนวยการของ. พอช. ที่ผ่านมาสรรหาตามคุณสมบัติที่เหมาะแก่ภารกิจของ พอช. ซึ่งเน้นที่การหนุนเสริมความเข้มแข็งของชุมชนให้ทำงานอย่างบูรณาการกับหน่วยงานอื่นๆ หลายแห่ง เช่น กรุงเทพมหานคร. , กรมธนารักษ์, กรมเจ้าท่า,กรมโยธาธิการและผังเมือง ซึ่งกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ( พม.) ทำหน้าที่ประสานงานให้หน่วยงานทุกคนรับผิดชอบต่อหน้าที่ พอช.เป็นเพียงหน่วยงานลูกที่ทำงานโดยอาศัยความร่วมมือระดับฐานราก ระดับชุมชน

” ตัวอย่างง่ายๆที่ผมจะเล่าก็คือหากเป็นนโยบายรัฐรัฐต้องการเร่งด่วนเพราะใช้อำนาจพิเศษเช่นสั่งให้จัดระเบียบชุมชนแออัดให้ได้ภายใน 1 ปีก็ต้องทำให้ทัน ให้ตรงเวลา ไม่ทันก็ต้องมาตรการหนัก แต่ พอช.คือ อย่างน้อย 3 ปี ทำแบบค่อยเป็น ค่อยไป จะใช้วิธีการรุนแรงไม่ได้ ” นายจินดา กล่าว

นายจินดา กล่าวด้วยว่า โดยส่วนตัวเชื่อมั่นว่าหากเครือข่ายองค์กรชุมชนและทำงานอย่างเข้มแข็งตัวผู้อำนวยการจะเป็นเพียงส่วนบุคคลเท่านั้น ถ้าชุมชนเข้มแข็ง นายพลากร จะมีผลพลอยได้ด้วยคืออยู่ต่อเพราะนายพลากรผ่านการประเมินในด้านภารกิจ พอช.แล้ว แต่ถ้าเมื่อใดใช้มาตรา 44 ปลด มันเป็นอำนาจพิเศษ เหนือข้อตกลงที่เคยระบุไว้ ตอนนี้กังวลอย่างเดียวว่าสิ่งที่พ่วงมาจากอำนาจจะเป็นการบังคับใช้กฎหมายพิเศษ ค่อนข้างจะมั่นใจว่า หากปลดด้วยวิธีการนี้ชาวบ้านลุกฮือแน่ๆ ไม่แน่ว่าในอนาคต อาจจะมีการไปยื่นหนังสือที่ทำเนียบ หากฝ่ายการเมืองยังไม่หยุด

นายจินดากล่าวว่า ถ้าการสรรหาผู้บริหารคนใหม่เกิดขึ้นภายใต้นโยบายรัฐอาจจะทำให้รูปแบบคำสั่งในการดำเนินงานของ พอช.เปลี่ยนไปบ้าง อาจจะทำงานยากขึ้น แต่กระบวนการต่างๆที่ทำไป 9 ปี ยังอยู่เช่นเดิม เพราะฉะนั้นฝ่ายการเมืองควรเข้าใจว่า อำนาจที่มาจากภาคการเมืองโดยตรงไม่สามารถจัดการกับองค์กรชุมชนได้ทั้งหมด มีแต่จะเกิดความขัดแย้ง จึงควรยุติการแทรกแซงจะดีกว่า

ด้านายพลากร กล่าวว่า สำหรับตนนั้นภารกิจปัจจุบันคือ การ ทำงานต่อไปไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวหรือสั่นคลอนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“ตอนนี้ผมได้รับมอบหมายให้ดูแลชุมชนคลอง แม้จะจัดระเบียบ จัดการชุมชนได้บ้าง ไม่ได้บ้าง แต่ชุมชนไม่ได้หยุดกระบวนการ บางพื้นที่กำลังเร่งมือ งานกลุ่มออมทรัพย์และบริหารเศรษฐกิจภายในชุมชน คือผมอยากให้ทำต่อไป และทำให้เต็มที่ ไม่ต้องกังวลว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงใน. พอช. หรือจะมีนโยบายใหม่หรือไม่ เพราะเรามีกฎหมายเฉพาะแล้ว ที่ผ่านมา พอช.เราได้สร้างความแข็งแรงและผลักดันให้หน่วยงานให้มีการทำงานอย่างบูรณาการ”นายพลากร กล่าว

รายงานข่าวแจ้งว่า ภายหลังจากเริ่มมีข่าวความขัดแย้งและจะมีการปลดนายพลากรออกจากตำแหน่ง ล่าสุดพล.ต.อ .อดุลย์ ได้แจ้งกับนายพลากรแล้วว่าจะให้โอกาสทำงานต่อไป โดยแกนนำของสอช.วิเคราะห์ถึงท่าทีที่เปลี่ยนแปลงของพล.ต.อ.อดุลย์ในครั้งนี้ว่า อาจไม่ใช่เพราะชาวบ้านเริ่มออกมาเคลื่อนไหวกดดัน แต่เนื่องจากการใช้มาตรา 44 นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นจะต้องดูองค์ประกอบหลายเงื่อนไข เช่น. ระเบียบวินัยขององค์กรหรือการถูกร้องเรียนโดยหน่วยงานต่างๆ

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.