15748211_1369502033069704_2064441507_o
เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2559 ที่โรงแรมเซ็นทรา ถนนแจ้งวัฒนะ กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ได้จัดประชุมกลุ่มเจาะจงตามโครงการวิจัยการศึกษาลักษณะ รูปแบบและความคุ้มค่าของการดำเนินคดี โดยหยิบยกกรณีข้อพิพาทเรื่องสิทธิในที่ดินของชาวเลชุมชนราไวย์ อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ตเป็นกรณีศึกษา โดยในเอกสารข่าวของดีเอสไอระบุว่าสืบเนื่องมาจากชาวเลราไวย์ได้ถูกเจ้าของโฉนดที่ดินที่ออกทับพื้นที่อยู่อาศัยฟ้องขับไล่ ซึ่งปัจจุบันมีประชากรประมาณ 2,067 คน ใน 247 ครัวเรือน เนื้อที่ประมาณ 19 ไร่ อาศัยกันอย่างหนาแน่น โดยชาวเล ซึ่งอ้างว่าได้อยู่อาศัยและทำมาหากินในพื้นที่พิพาทต่อเนื่องมากว่า 7 ชั่วอายุคน มีการตั้งบ้านเรือน มีวัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง แต่ด้วยความไม่รู้กฎหมาย จึงถูกบุคคลภายนอกที่เข้ามาอยู่อาศัยในพื้นที่ภายหลัง แจ้งการครอบครองและทำประโยชน์และออกเอกสารสิทธิในที่ดิน แล้วนำเอกสารสิทธิดังกล่าวมาฟ้องขับไล่ ในเบื้องต้นศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้ราษฎรชาวเลราไวย์ออกจากพื้นที่แล้ว 9ราย คดีอยู่ระหว่างการอุทธรณ์คำพิพากษา

ในเอกสารข่าวของดีเอสไอระบุว่า ในการพิจารณาคดีฝ่ายชาวเลราไวย์ไม่สามารถหาพยานหลักฐานมาหักล้างเอกสารสิทธิของฝ่ายโจทก์ซึ่งออกมาจากหลักฐาน ส.ค.1 ที่มีผู้ไปแจ้งการครอบครองทับที่ดินของชาวเลราไวย์ เมื่อปี 2498 ได้ ประกอบกับเจ้าหน้าที่ที่ดินได้ยืนยันว่าการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวเป็นไปโดยถูกต้องตามระเบียบของกรมที่ดินแล้ว ทำให้ศาลพิพากษาว่าเอกสารสิทธิของฝ่ายโจทก์เป็นเอกสารมหาชนที่ออกโดยรัฐ เมื่อไม่สามารถหาพยานหลักฐานมาโต้แย้งสิทธิได้ สิทธิของโจทก์จึงได้มาโดยชอบและมีคำสั่งให้ชาวเลราไวย์ ฝ่ายจำเลยออกจากพื้นที่พิพาท

เอกสารข่าวระบุว่าพ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ รักศักดิ์สกุล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้เล็งเห็นถึงการอำนวยความยุติธรรมให้กับสังคมซึ่งเป็นนโยบายของกระทรวงยุติธรรม จึงได้สั่งการให้พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล ผู้บัญชาการสำนักคดีคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม ทำการสืบสวนเรื่องนี้เพื่อหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์สิ่งที่ชาวเลกล่าวอ้าง และนำพยานหลักฐานเข้าสู่การพิจารณาของศาล ซึ่งจากการรวบรวมพยานหลักฐานได้พบหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าชาวเลราไวย์ได้อาศัยอยู่ก่อนการออก ส.ค.1และ โฉนดที่ดินของโจทก์ ไม่ว่าจะเป็น ภาพถ่ายทางอากาศย้อนอดีต, โครงกระดูกที่ขุดค้นพบที่พื้นที่พิพาทซึ่งตรวจ DNA
แล้วมีความสัมพันธ์กับคนในชุมชนในลักษณะเครือญาติโดยเฉพาะเจ้าของบ้านที่ทำการขุดค้น, ทะเบียนนักเรียน เล่มแรกของโรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ที่พบรายชื่อชาวเลราไวย์เข้ามาศึกษาก่อนปี 2497 (ก่อนออก ส.ค.1) ซึ่งพบว่ายังมีชีวิตอยู่บางส่วน และพยานหลักฐานอื่นๆ ซึ่งได้นำพยานหลักฐานดังกล่าวเสนอต่อศาลจังหวัดภูเก็ต เพื่อให้ศาลได้พิจารณาให้ความเป็นธรรม

เอกสารข่าวระบุว่าในวันที่ 13 ธันวาคม 2559 ศาลจังหวัดภูเก็ต ได้มีคำพิพากษายกฟ้องในคดีที่นายจำเริญ มุกดี ทายาทนายทัน มุกดี เจ้าของที่ดินตามโฉนดเลขที่ 8324 ฟ้องขับไล่ นายจรูญ หาดทรายทอง และนางแต๋ว เซ่งบุตร เนื่องจากมีพิรุธควรสงสัยหลายอย่างในหลักฐาน ส.ค.1 และใบไต่สวนในการออกโฉนดที่ดินแปลงพิพาท เนื่องจากมีการเพิ่มเติมข้อความ บันทึกข้อความอันเป็นเท็จ และไม่กรอกข้อความที่สำคัญว่ามีชาวเลอาศัยอยู่ในพื้นที่มาก่อนการออกโฉนด ทำให้ศาลสงสัยว่าผู้ที่มีชื่อในโฉนดที่ดินเป็นผู้ที่มีสิทธิในที่ดินหรือไม่ เมื่อมีเหตุอันควรสงสัยศาลจึงพิพากษายกฟ้อง

เอกสารยังระบุด้วยว่าคดีนี้นับเป็นคดีแรกที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กรมศิลปากร สถาบันวิจัยเพื่อสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรมด้านอ่านแปลวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศ มูลนิธิชุมชนไท ได้บูรณาการในการรวบรวมพยานหลักฐานและนำพยานหลักฐานต่างๆ เข้าสู่การพิจารณาของศาลเพื่อให้ศาลได้พิจารณาอย่างรอบด้าน จนนำมาสู่การยกฟ้องในที่สุด
พ.ต.ท.ประวุธ กล่าวถึงกรณีที่กรมที่ดินไม่ยอมเพิกถอนเอกสารสิทธิตามข้อเสนอของดีเอสไอว่า ชาวบ้านคงต้องฟ้องศาลปกครองและคำพิพากษาของศาลก็ชี้ให้เห็นว่าการออกเอกสารสิทธิมีความถูกต้องหรือไม่

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.