15824685_1831568067113757_1810580472_o
เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2559 นางพรสุดา ประมงกิจ ชาวเลหาดแหลมตง เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ เปิดเผยว่า กลางเดือนมกราคม ปี 2560 นี้คณะกรรมการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในที่อยู่อาศัยพื้นที่ทำกินและพื้นที่ทางจิตวิญญาณของชุมชนชาวเล ซึ่งมีพลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง เป็นประธาน จะลงพื้นที่เกาะพีพี เพื่อรับฟังปัญหาของชุมชาวเลจำนวนกว่า 30 ครัวเรือน ที่ประสบปัญหาข้อพิพาทที่ดินกับเอกชน ซึ่งมีปัญหาเรื้อรังมานานเกือบ 30 ปี โดยในปี 2560 นี้ ชาวเลในพื้นที่หาดแหลมตงที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชุมชนแออัดกว่า 2 ไร่ ภายใต้กรรมสิทธิ์ สค.1 ของนายร้าหิน ประมงกิจ (เสียชีวิตแล้ว) เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวในนามหมู่บ้านชาวไทยใหม่พัฒนา (Sea gypsies Village) อาจจะต้องไร้ที่อยู่อาศัยอย่างถาวรและอาจจะเสี่ยงถูกโยกย้าย เนื่องจากเอกชนรายหนึ่งที่เช่าที่ดินเพื่อประกอบกิจการโรงแรมในหาดแหลมตงต้องการขยายและปรับปรุงที่ดิน ซึ่งทับซ้อนอยู่กับชุมชนชาวเล เพื่อรองรับการท่องเที่ยว

15820658_1831567997113764_348926579_o

ชาวเลแหลมตง กล่าวต่อว่า กำลังจะหมดสัญญาเช่าในปี 2560 นี้ แต่กลับไม่คืนเอกสารสิทธิ์ให้บุตรของนายร้าหิน ชาวบ้านจึงตั้งข้อสงสัยว่า เอกชนรายดังกล่าวอาจจะนำเอกสาร สค.1 ไปแปลงเป็นโฉนดแล้ว และอาจจะหาแนวทางในการครอบครองที่ดินรูปแบบใหม่ ซึ่งชาวบ้านและแม้แต่บุตรหลานของนายร้าหินเองไม่สามารถยื่นเรื่องขอตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ที่มีได้ ชาวบ้านจึงมองว่าเป็นเรื่องผิดปกติและยังอยู่ระหว่างการหาข้อมูลเพิ่มเติม จึงจำเป็นต้องรายงานต่อคณะกรรมการแก้ไขปัญหาชาวเลให้รับทราบและหาทางออกต่อไป

15823885_1831568050447092_779373867_o
นางพรสุดา กล่าวด้วยว่า เท่าที่จำความได้เดิมทีหาดแหลมตงนั้นเต็มไปด้วยชาวเล ไม่มีคนนอก แต่แล้วจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อตาของตน ชื่อนายยักอีทัน ชาวน้ำ (ปัจจุบันท่านเสียชีวิตแล้ว) ได้บริจาคที่ดินเพื่อสร้างโรงเรียนบนเกาะ แต่กลับมี “ครูรายหนึ่ง” ที่สอนในโรงเรียนผันตัวเองเป็นนายหน้าขายที่ดินสู่ทุนใหญ่รวมทั้งชักจูงให้ชาวเลปล่อยเช่าที่ดินเพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวทั่วเกาะ รวมทั้งที่ดินในส่วนของนายยักอีทันกับนายร้าหินก็ถูกแปรสภาพเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวเช่นกัน โดยเอกชนรายที่ทำสัญญาเช่าระหว่างนายร้าหินก็เช่าที่ดินประกอบธุรกิจมาช้านานเกือบ 30 ปี ในราคาแค่ปีละ 10,000 บาท เท่านั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมา บุตรของนายร้าหินก็ได้เงินเพียง 300,000 บาท โดยเอกชนเช่าแค่บางส่วนทำธุรกิจเท่านั้น แต่ที่ดินอีกส่วนหนึ่งซึ่งชาวเลอาศัยอยู่ยังไม่มีการทำธุรกิจใดๆ ต่อมาภายหลังเหตุการณ์สึนามิ การท่องเที่ยวเติบโตอย่างมาก เอกชนรายเดิมพยายามรุกคืบการพัฒนาต่อเนื่องเพื่อเบียดเบียนและขับไล่ชาวเลในที่ดินแปลงขนาด 2 ไร่เพิ่มเติมแต่ไม่สำเร็จ เนื่องจากชาวเลร้องเรียนทางจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอดเพื่อให้มีการตรวจสอบกรรมสิทธิ์ที่ดินอย่างโปร่งใส จนถึงปัจจุบันการแก้ไขปัญหาที่ดินยังไม่คืบหน้า ชาวเลจึงกังวลว่าเอกชนรายนี้จะซื้อที่ดินถาวรและไล่ชาวเลออกจากพื้นที่จึงต้องรอความหวังจากคณะกรรมการแก้ไขปัญหาชาวเลเพื่อร่วมตรวจสอบ

“กลัวว่าเขาจะทำสัญญาลับ ๆ กลัวว่าเขาจะไล่เราไปไกล เพราะเอกสารอยู่กับเขา เราไม่รู้ว่าเอา สค.1 ไปออกเป็นโฉนดหรือยัง ตอนนี้มันปีสุดท้ายแล้วจริงๆ เราต้องระวังตัวไว้ ถ้าอีก 2 ไร่เขายึดชาวเลก็จนตรอกแล้ว เพราะที่ดินส่วนอื่นทั้งของรัฐและเอกชนก็มีปัญหาไม่น้อย เรายอมมาอยู่เบียดเสียดกันแล้ว ก็ยังไม่ถูกใจนายทุน เขาก็จะไม่ให้เราอยู่อีกเลย ตรงนี้น่ากลัวมาก” นางพรสุดา กล่าว

////////////////////////////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.