ในบรรดาประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมดขณะนี้ กัมพูชานับเป็นประเทศที่เข้าเป็นสมาชิกหลังสุดใน ค.ศ.1999 (อาจมีสมาชิกใหม่ในอนาคต เช่น ติมอร์เลสเต) ตามกำหนดเดิมกัมพูชาจะเข้าเป็นสมาชิกพร้อมกับลาวและเมียนมาร์ใน ค.ศ.1997 แต่ปัญหาภายในของกัมพูชาขณะนั้นทำให้การเข้าร่วมกับอาเซียนต้องล่าช้าไป 2 ปี

 

อย่างไรก็ดี การเข้าเป็นสมาชิกก่อนหลังคงจะไม่มีผลสำคัญใดๆ ต่อการเตรียมความพร้อมของการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนหรือการจะมีบทบาทสร้างสรรค์ต่อไปในประชาคมที่กำลังจะเกิดขึ้นแห่งนี้ การพิจารณากัมพูชากับอาเซียนคงจะต้องดูที่ปัจจัยอื่นๆ มากกว่า

 

กัมพูชามีการปฏิรูปเศรษฐกิจมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 ก่อนที่จะเข้าเป็นสมาชิกอาเซียนเสียอีก การดำเนินงานสำคัญคือการแปรรูปรัฐวิสาหกิจต่างๆ และการสร้างบรรยากาศที่จะดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ กัมพูชาจำเป็นต้องมีการแปรรูปเพื่อลดภาระด้านการเงินการคลังของรัฐบาลที่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างประเทศแทบทุกด้าน

 

นอกจากนั้น เพื่อฟื้นฟูบูรณะประเทศรวมทั้งกิจการด้านอุตสาหกรรมที่เสียหายร้ายแรงจากความขัดแย้งที่ดำเนินต่อเนื่องมายาวนานก่อนหน้านั้น การดึงบริษัทต่างชาติเข้ามาลงทุนเพื่อสร้างงาน ถ่ายทอดเทคโนโลยี และสร้างรายได้แก่รัฐก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

 

การแปรรูปรัฐวิสาหกิจประสบความสำเร็จอย่างมาก เพราะส่วนใหญ่เป็นกิจการขนาดเล็กการแปรรูปไม่ส่งผลกระทบ เช่น เรื่องการว่าจ้างแรงงานมากนัก และเป็นกิจการที่เพิ่งจะเกิดขึ้นในช่วงระยะเพียง 10 ปีก่อนหน้านั้น ซึ่งไม่ยาวนานพอที่จะหยั่งรากลึกจนยากจะเปลี่ยนแปลง ดังนั้น จากจำนวนที่มีอยู่ 187 แห่งใน ค.ศ.1989 ได้ถูกแปรรูปไป 160 แห่งเมื่อถึง ค.ศ.2000 และเมื่อถึง ค.ศ.2007 ก็เหลือเพียง 17 แห่งที่มีการว่าจ้างแรงงานเพียง 14,251 คน [Penghuy Ngov, “ASEAN Economic Integration and Cambodia′s Industrial Policies”, Ritsumeikan International Affairs, Vol.10 (2011) หน้า 84] หากเทียบกับเวียดนามแล้ว กัมพูชาประสบความสำเร็จในด้านนี้มากกว่า

 

ในการสร้างบรรยากาศการลงทุนจากต่างชาตินั้น กฎหมายการลงทุน ค.ศ.1994 ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมใน ค.ศ.2003 เปิดกว้างที่จะให้มีการลงทุนในภาคต่างๆ ส่วนมาก โดยสามารถลงทุนได้ถึง 100% ในช่วงทศวรรษ 1990 ปริมาณการลงทุนยังมีไม่มากนัก แต่ตั้ง ค.ศ.2004 ก็ขยายตัวอย่างมาก โดยชาติที่เข้าไปลงทุนมากที่สุดตามลำดับได้แก่ จีน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย

 

ปัจจุบันการลงทุนภายในประเทศยังถือว่าด้อยพัฒนาอย่างมาก ดังนั้น หากจะให้มีความเติบโตทางเศรษฐกิจ กัมพูชาจำเป็นต้องอาศัยการลงทุนจากต่างประเทศโดยไม่มีทางหลีกเลี่ยง

 

หากมองในแง่นี้ก็ต้องถือว่ากัมพูชามีความพร้อมสำหรับการเป็นตลาดเดี่ยวและฐานการผลิตร่วมของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างมาก ทั้งนี้ ยังมิได้กล่าวถึงการเตรียมการของรัฐบาลกัมพูชาในแง่ของการปฏิบัติตามแนวทางและข้อกำหนดต่างๆ ของ “AEC Blueprint” ว่าได้มีการดำเนินงานไปแล้วก้าวหน้าเพียงใด

 

อย่างไรก็ดี สิ่งที่เป็นความวิตกกังวลมากกว่าสำหรับอนาคตของอาเซียนก็คือ กรณีพิพาทระหว่างกัมพูชากับเพื่อนบ้านโดยเฉพาะไทย เป็นกรณีตัวอย่างสำคัญของเรื่องบาดแผลและความบาดหมางที่มีความเป็นมาในประวัติศาสตร์ของภูมิภาค ซึ่งสามารถจะปะทุกลับเป็นความขัดแย้งใหม่ได้เสมอ การปะทะกันด้วยกำลังชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมากล่าวได้ว่าขัดกับหลักการและแนวทางของ “วิถีอาเซียน” ในเรื่องการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีโดยตรงและก็ดูจะเป็นครั้งแรกที่ชาติสมาชิกอาเซียนด้วยกันมีการปะทะกันด้วยอาวุธ

 

อีกกรณีหนึ่ง ซึ่งสร้างความไม่สบายใจให้แก่หลายฝ่ายเช่นกัน คือ การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนครั้งล่าสุดในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีกัมพูชาเป็นประธาน (กัมพูชาเป็น “Chair” ของอาเซียนในปีนี้) นับเป็นครั้งแรกในรอบ 45 ปีที่ไม่มีการออกแถลงการณ์ร่วมภายหลังการประชุม

 

กรณีนี้เกี่ยวกับการมีมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะกัมพูชาซึ่งเป็น “Chair” ไม่ยอมให้ฟิลิปปินส์ใช้ภาษาในแถลงการณ์ร่วมที่พาดพิงไปถึงการประจันหน้ากันของกำลังทางเรือของจีนและฟิลิปปินส์ในเขตที่เป็นกรณีพิพาทในทะเลจีนใต้

 

การที่ชาติสมาชิกอาเซียนไม่สามารถมีท่าทีร่วมกันได้ในกรณีเช่นนี้น่าจะถือว่าเป็นลางบอกเหตุที่ไม่ดีนัก

 

ท้ายที่สุดนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ผู้นำกัมพูชาได้กล่าวในที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนที่เสียมเรียบ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาว่า หากจะให้บูรณาการหรือการรวมตัวของอาเซียนเดินหน้าไปได้ในการเป็นตลาดเดี่ยวแบบสหภาพยุโรป ชาติสมาชิกก็ต้องเพิ่มความพยายามให้มากขึ้นเป็นสองเท่าที่จะลดช่องว่างระหว่างชาติที่มั่งคั่งและยากจน

 

ผู้นำกัมพูชาเห็นว่า การจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่มีความสำคัญสูงสุด แต่เพื่อจะบรรลุเป้าหมายนี้ อาเซียนจะต้อง “จัดการกับสิ่งท้าทายต่างๆ และอุดช่องว่างด้านการพัฒนา ซึ่งกีดขวางการบรรลุประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนตามที่วางแผนไว้”

 

ฮุน เซน ย้ำว่า ช่องว่างดังกล่าว “ยังใหญ่โตมาก” เพราะในบรรดาชาติสมาชิกทั้ง 10 ชาติของอาเซียนนั้น มีทั้งเมียนมาร์ที่ยังจมอยู่กับความยากจนไปจนถึงประเทศที่เป็นนครรัฐที่ก้าวหน้าอย่างสิงคโปร์ ตลอดจนมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่กำลังปรากฏอย่างอินโดนีเซีย จึงต้องมีการเพิ่มความพยายามทั้งในการทำให้มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจและในการทำให้การกระจายผลการพัฒนามีความเท่าเทียมยิ่งขึ้นทั้งในระดับชาติและระดับภูมิภาค

 

เขาเห็นว่ากองทุนเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของอาเซียนจำนวน 500 ล้านเหรียญสหรัฐนั้น น้อยไป ชาติสมาชิกจะต้องดึงชาติอื่นๆ เช่น ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ เข้ามาเป็นหุ้นส่วนในเรื่องเช่นนี้ด้วย

 

มติชน วันที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2555 โดย ธีระ นุชเปี่ยม ศูนย์เตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.