salween

กะเหรี่ยง : สาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์ด้านชายแดนตะวันตกปะทุหนักขึ้นใน ช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากโครงการก่อสร้างเขื่อนฮัตจี กั้นแม่น้ำสาละวินในพื้นที่รัฐกะเหรี่ยง ห่างจากชายแดนไทยด้าน อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 47 กิโลเมตร เป็นโครงการร่วมทุนระหว่างบริษัทชิโนไฮโดรของจีน ถือหุ้น 51 % บริษัท กฟผ.อินเตอร์เนชั่นแนล ถือหุ้น 30-35 % ส่วนที่เหลือถือหุ้นโดยกรมไฟฟ้าพลังน้ำของพม่า มูลค่าก่อสร้างประมาณ 8 หมื่นล้านบาทเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า 1,360 เมกะวัตต์ โดยขายให้ไทย 1,200 เมกะวัตต์ ซึ่งสายส่งไฟฟ้าจากเขื่อนฮัตจี จะเข้ามายังชายแดนไทยด้าน อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ระยะทางประมาณ 45 กิโลเมตร คาดว่าจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ในปี 2559-2560

แม้กองกำลังรัฐบาลพม่าและกะเหรี่ยงพุทธเพื่อประชาธิปไตย (DKBA) จะควบคุมพื้นที่ก่อสร้างเขื่อน และพื้นที่ตามแนวพาดผ่านของสายส่งไฟฟ้า ไว้ได้แล้ว แต่พื้นที่โดยรอบส่วนใหญ่ ยังเป็นเขตเคลื่อนไหวของกองกำลังสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) หากมิอาจควบคุมพื้นที่ไว้ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ย่อมเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการก่อสร้างเขื่อน ยิ่งกว่านั้นต้นทุนการก่อสร้างอาจขยับสูงขึ้นไปอีกมาก จากภาระด้านการรักษาความปลอดภัย และการขนส่งวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้าง เหนืออื่นใด นี่คือพื้นที่อันอุดมไปด้วยแหล่งผลประโยชน์ ที่ทุกฝ่ายต้องการครอบครอง ซึ่งเป็นปัจจัยสาเหตุสำคัญของการทุ่มกำลังพลเข้าแย่งชิง โดยมีประชาชนซึ่งเสมือนหญ้าแพรกที่ต้องแหลกราญ ภายใต้การปะทะต่อสู้กันของช้างสาร

หลัง DKBA แยกตัวออกจาก KNU และทำข้อตกลงหยุดยิงกับรัฐบาลพม่า กองกำลัง DKBA ก็แย่งชิงพื้นที่จาก KNU จุดประสงค์สำคัญประการแรกคือ เพื่อธุรกิจการทำไม้

พาคือ ชาวบ้านในพื้นที่ อ.บือโส่ จ.พะอัน ด้านตรงข้าม อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอนบอกเล่าถึงความเป็นไปของการเข้าหาประโยชน์ในพื้นที่ของฝ่าย DKBA ว่า ตั้งแต่ปี 2543 เป็นต้นมา DKBA อนุญาตให้บริษัททำไม้ของพม่าเข้าไปทำไม่ในพื้นที่ 3 ตำบล ของ อ.บือโส่ ซึ่งต่อมาภายหลังเขาจึงทราบว่า พื้นที่บือโส่นี้คือพื้นที่หนึ่งซึ่งจะได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนฮัตจี

บริษัททำไม้ได้สร้างเส้นทางลำเลียงไม้เข้าสู่กะมะหม่อง แล้วเข้า จ.พะอัน ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ซึ่งเส้นทางสายนี้ตัดผ่านพื้นที่ไร่นาของประชาชน ต้องสูญเสียพื้นที่ทำมาหากินไปจำนวนมากโดยไม่ได้รับการชดเชยช่วยเหลือใดๆ นอกจากนี้พืชผลการเกษตรก็ถุกทำลายโดยช้างที่ชักลากไม้ ผลกระทบที่ตามมาอีกคือการตัดถนนทับลำน้ำที่จะลงที่นา การจัดการน้ำเสียไป ทำนาได้ไม่ดี ประชาชน 5 พันคนใน 30 หมู่บ้านต้องได้รับความเดือนร้อนอย่างหนัก

นอกจากปัญหาเดิมแล้ว พาคือบอกว่า ได้ทราบข่าวโครงการก่อสร้างแนวผันน้ำจากเขื่อนฮัตจีความยาวประมาณ 10 กิโลเมตรลงแม่น้ำยุนซาริน ซึ่งเป็นแม่น้ำสาขาของแม่น้ำสาละวิน โดยจะต้องผ่านพื้นที่ 20 หมู่บ้าน ซึ่งหากเริ่มก่อสร้างผลกระทบที่จะเกิดตามมาคือพื้นที่การเกษตรของทั้ง 20 หมู่บ้านที่อยู่ใกล้แม่น้ำยุนซารินจะต้องถูกทำลายจากระดับน้ำในแม่น้ำยุนซา รินที่จะต้องสูงขึ้น อีกทั้งฝ่ายพม่าและ DKBA จะต้องส่งกำลังเข้ามาในพื้นที่เพื่อคุ้มครองการก่อสร้างอย่างแน่นอน

ขณะที่ นายเทนเดอร์ ผู้ว่าราชการเขตมือตรอของ KNU เห็นว่า สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในขณะนี้คือการที่กองกำลัง DKBA ควบคุมและปิดล้อมหมู่บ้าน สกัดมิให้มวลชนติดต่อช่วยเหลือฝ่าย  KNU เพื่อควบคุมพื้นที่ในเขตที่จะมีการก่อสร้างเขื่อนให้ได้โดยเร็ว อีกทั้งผลกระทบจากการทำไม้และการก่อสร้างแนวผันน้ำในอนาคต ส่งผลผลเป็นการกดดันให้ประชาชนกะเหรี่ยงในพื้นที่ มิอาจอยู่ในพื้นที่ได้อีกต่อไป การเกณฑ์แรงงาน และการบังคับเป็นทหาร จะเป็นการกดดันทางอ้อมให้ประชาชนต้องละทิ้งถิ่นฐานซึ่งเป็นพื้นที่สร้าง เขื่อน

เรื่องการก่อสร้างเขื่อนเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ทั้ง DKBA และ พม่าต้องการเข้ามาควบคุมพื้นที่นี้ให้ได้ ขณะเดียวกันก็ยังมีผลประโยชนือื่นๆ อีก ไม่เพียงเรื่องการทำไม้ ยังมีเรื่องของการสำรวจแหล่งทรัพยากร ซึ่งพม่ามีการสำรวจไปแล้ว แต่เรายังไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นทรัพยากรหรือแร่ธาตุชนิดใด สาเหตุจากผลประโยชน์เหล่านี้เองที่ทำให้ทั้งพม่าและ DKBA ต้องการคุมพื้นที่นี้ให้ได้และผลที่ตามมาก็คือการสู้รบ

ด้านฝ่ายทหาร  พ.ต.จ่อมู รองผู้บังคับการกองพันที่ 1 กองพล 5 KNU เห็นว่าสถานการณ์สู้รบที่ฝ่ายรัฐบาลพม่า และ DKBA ทุ่มกำลังกวาดล้างฝ่าย KNU อย่างหนัก ไม่เพียงมีจุดประสงค์สร้างความสงบเรียบร้อยให้ได้ก่อนการเลือกตั้งทั่วไปใน ปี 2553 เท่านั้น แต่การคุมพื้นที่ให้ได้เพื่อเริ่มดำเนินการก่อสร้างเขื่อนฮัตจีก็เป็นจุด ประสงค์ที่สำคัญเช่นกัน

ช่วงที่ผ่านมา DKBA ยังคับเกณฑ์ชาวบ้านมาเป็นทหารมากขึ้น ทั้งที่ก่อนหน้านี้พม่าห้ามมิให้ DKBA เพิ่มกำลังทหาร แต่ช่วงหลังนี้อนุญาต ซึ่งหมายความว่า ต้องการให้ DKBA คุมพื้นที่นี้ให้ได้ เพื่อการก่อสร้างเขื่อน

จอ บอ ชาวบ้านแม่ปะ อ.บือโส่ จ.พะอัน ซึ่งอยู่ในพื้นที่ผลกระทบระดับน้ำจากเขื่อนที่จะท่วมพื้นที่หมู่บ้านทั้งหมด บอกว่า พวกเขาทราบข่าวการสร้างเขื่อนมาเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา หากมีการสร้างเขื่อนจริงพวกเขาก็ต้องสูญเสียที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน ซึ่งตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ขณะนี้ยังไม่ได้คิดอะไร ไม่รู้จะหนีไปไหน เพราะด้านใต้ก็มีพม่าและ DKBA ขึ้นเหนือมาก็ไทย

พื้นที่นี้เราอยู่มาตั้งแต่บรรพบุรุษ เรามีชีวิตอยู่มาอย่างนี้ เขื่อนจะมาซ้ำเติมสร้างภาระให้พวกเรามากขึ้น เราอยากอยู่แบบเดิม อย่ามาสร้างภาระให้แก่พวกเราเลย ถ้อยความจากคำพูด แปลออกมาแล้วสะท้อนให้เห็นถึงความหวังอย่างชื่อๆ ซึ่งไม่รู้ว่าจะมีผู้เข้าใจถึงความหวังนี้หรือไม่.

 

เผยแพร่เมื่อ Sat, 11/21/2009

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.