เล็งเดินหน้า“พันธบัตรป่าไม้” ปลูกป่าสร้างรายได้ หวังเพิ่มพื้นที่ป่า หลังพบทุนใหญ่ปลูกพืชเชิงเดี่ยวกินป่าราบ

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2560 ทีสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) มีการจัดเสวนาเรื่อง “พันธบัตรป่าไม้ เครื่องมือเศรษฐกิจสู่ป่า 40%” โดยนายจงคล้าย วรพงศธร รองอธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า กลไกพันธบัตรป่าไม้เป็นการออกพันธบัตรเงินกู้เพื่อระดมทุนจากภาคประชาชนและภาคธุรกิจการเงินเพื่อปลูกป่าเศรษฐกิจกึ่งป่าอนุรักษ์ เนื่องจากการปลูกป่าในส่วนของป่าเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นการดำเนินธุรกิจที่มีผลกำไร ทำให้การปลูกป่าเศรษฐกิจสามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งรายได้สำคัญสำหรับเกษตรกรบนพื้นที่สูงทดแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่เป็นอันตรายต่อระบบนิเวศและเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาเขาหัวโล้นในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเกษตรกรที่ปลูกข้าวโพดสามารถเปลี่ยนอาชีพมาหารายได้จากการปลูกป่าและดูแลป่า ทั้งนี้ เกษตรกรและผู้ลงทุนในพันธบัตรป่าไม้จะมีรายได้จากการขายไม้ตามระยะเวลาการตัด

นายจงคล้าย กล่าวต่อว่า หากพัฒนาแผนดังกล่าวได้แล้วนั้นรายได้ที่สำคัญจากแผนนี้ก็คือ มีป่าไม้ในหลายพื้นที่ทำหน้าที่ดูดซับคาร์บอนอันเป็นเหตุของก๊าซเรือนกระจก และรายได้จากการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ซึ่งรายได้ดังกล่าวมาเป็นค่าใช้จ่ายให้กับเกษตรกรที่ทำหน้าที่ปลูกป่าและดูแลป่าแล้วนำมาจ่ายคืนให้กับประชาชนและผู้ลงทุนในพันธบัตรป่าไม้ โดยการลงทุนดังกล่าวอาจจะเป็นในรูปปัจเจก แบบกลุ่มหรือรูปแบบอื่นก็ตาม ส่วนตัวเชื่อว่ากลไกพันธบัตรป่าไม้จะช่วยฟื้นฟูสภาพป่าด้วยการใช้ผลประโยชน์จากการปลูกป่าเศรษฐกิจแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ทำให้พันธบัตรป่าไม้เป็นกลไกสำคัญช่วยเชื่อมโยงปัจจัยการผลิตเพื่อการฟื้นฟูสภาพป่า คือ ที่ดิน แรงงานแหล่งเงิน และความต้องการใช้ไม้เชิงพาณิชย์ โดยจะนำไปสู่การแก้ปัญหาการสูญเสียพื้นที่ป่าของประเทศในอนาคตด้วย คาดว่าจะเห็นความชัดเจนของนโยบายพันธบัตรป่าไม้ภายใน 5 ปี

“ช่วงที่นโยบายยังไม่เป็นรูปธรรม ผมแนะนำว่าชาวบ้านที่มีที่ดินอยากปลูกไม้ที่ยืนต้นทั้งไม้ระยะสั้นอย่างยูคา กระถินเทพา หรือระยะยาว ไม้สัก ไม้ยางก็ปลูกไปเถอะครับ ผมเชื่อว่า ถ้าทำได้ ทำในที่ดินมีโฉนดก็ขออนุญาตตัดได้ และสามารถสร้างรายได้ได้ดี ตอนนี้เรื่องพื้นที่ป่า เราไม่มีปัญหานะ สามารถสนับสนุนได้ เพราะมีทั้งพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมเยอะ ขาดแค่ทุนในการดำเนินการ ก็ที่คุยกันไว้ประมาณว่า รัฐลงทุนด้วย เอกชนด้วยมาในรูปแบบกิจกรรมเพื่อสังคม หรือ CSR และที่เหลือก็ประชาชนทั่วไป ที่ผ่านมารัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้มีคำสั่งให้หาวิธีการที่จะระดมทุนในการจัดการเรื่องป่าเศรษฐกิจ แทนที่เราจะไปส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชเชิงเดี่ยว แล้วไปทำลายธรรมชาติ บุกรุกป่า ไปทำลายดิน ใช้ยาฆ่าแมลง แต่ถ้าเกษตรกรในอนาคตสามารถมีอาชีพเกี่ยวกับป่าเศรษฐกิจอย่างหนึ่งเราได้ไม้ ได้ป่า ได้สิ่งแวดล้อม มากกว่านั้น เรายังสร้างเม็ดเงินให้ประเทศได้จากการส่งออกไม้ จากที่คณะวนศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ศึกษามาข้อมูลปี 2559 ประเทศไทยมีธุรกิจต่างๆ 8 อุตสาหกรรมที่ต้องการใช้ไม้ต่อปี ราว 58 ล้านตัน เพราะฉะนั้นหากเราจะมีไม้ในจำนวนเท่านี้ เราต้องมีพื้นที่ในการเพาะปลูกไม้ไม่น้อยกว่า 20 ล้านไร่” นายจงคล้าย กล่าว

รองอธิบดีกรมป่าไม้ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีการปลูกไม้เศรษฐกิจโดยเอกชนทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 3 ล้านไร่ ส่วนอุตสาหกรรมป่าไม้เองมีราว 1 .1 ล้านไร่ โดยปี 2559 ที่ผ่านมา หลังจากมีการขึ้นทะเบียนสวนป่าออนไลน์ที่ปลูกโดยประชาชนนั้นมีคนมาลงทะเบียนแล้ว 2.5หมื่นไร่ ทั่วประเทศ สังเกตว่าการปลูกไม้ขาย ไม่ว่าจะเป็นปลูกไม้โตช้าอย่างไม้สัก ไม้พยุง และไม้โตเร็วอย่างกระถินณรงค์ โดยธรรมชาติถ้ามีแหล่งรับซื้อชาวบ้านปลูกขายแน่นอน เท่าที่สำรวจมีโรงงานในประเทศไม่ต่ำกว่า 2,000 โรง ที่ใช้ไม้เศรษฐกิจ อีกอย่างปัจจุบันนี้ที่จะเพิ่มขึ้นคือการใช้เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า ชีวะมวล แต่ไม้ที่จะใช้เพื่ออุตสาหกรรมส่วนนี้มีน้อย อย่างไรก็ตามอยากฝากประชาชนว่า การจะปลูกไม้เศรษฐกิจเพื่อการตัดขายนั้นจะให้ถูกกฎหมายต้องทำโดยการปลูกด้วยตนเองในที่ดินโฉนด นส.3 และ สปก. เท่านั้น ซึ่งผู้ใดที่ปลูกแล้วสามารถมาขึ้นทะเบียนได้เลยและดำเนินตามขั้นตอนได้ แต่ถ้าปลูกในที่ป่า หรือไปตัดไม้ในที่ป่ายังมีความผิดอยู่ อย่างไรก็ตามเรื่องกาหนุนเสริมการสร้างป่าเศรษฐกิจนี้ ป่าที่สมบูรณ์อยู่แล้วจะไม่ไปแตะต้อง แต่จะเน้นคือการเอาป่าที่เสื่อมโทรมมาปรับปรุง
ขณะที่นายอดิศร์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ที่ปรึกษาด้านการวิจัยทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม TDRI กล่าวว่า ประเทศไทย ต้องมีความชัดเจนว่าจะให้ใครเป็นผู้ขายพันธบัตรป่าไม้ โดยควรจัดตั้งกองทุนเพื่อขายพันธบัตรป่าไม้ในการลงทุนขึ้นมาเฉพาะ เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและโปร่งใส ด้วยการพัฒนากลไกนำไปสู่การฟื้นฟูพื้นที่ป่าไม้ยั่งยืนสอดคล้องกับบริบทของประเทศ ซึ่งกลไกพันธบัตรป่าไม้จะเป็นกลไกทางการคลังทำหน้าที่เชื่อมโยงปัจจัยการผลิตต่างๆ เพื่อสนับสนุนการปลูกป่าไม้รูปแบบป่าเศรษฐกิจกึ่งป่าอนุรักษ์ โดยจะเสนอให้รัฐบาลเร่งออกนโยบายสนับสนุนพันธบัตรป่าไม้ต่อไป

ด้านผศ.ดร.นิคม แหลมสัก คณบดีคณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) กล่าวว่า มูลค่าทางเศรษฐกิจของไม้วันนี้ อยู่ที่ราว 3 แสนล้านบาท นี่คือนับตั้งแต่ยังเป็นเมล็ด แต่หากมาดูมูลค่าส่งออกอยู่ที่ 1.1-1.2 แสนล้านบาท และอย่าลืมว่าเราก็นำเข้าไม้จากต่างประเทศอีก 6-7 หมื่นล้านบาท แค่เราสามารถทดแทนการนำเข้า และมีทิศทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ในประเทศ เราจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่ ขณะที่ความต้องการใช้ไม้ในไทยเองนั้นอยู่ที่ 2 แสนล้านบาท แต่วันนี้มีไม้พระเอกอยู่สองตัวเท่านั้นคือ ยางพารา และยูคาลิปตัส แต่ไม้สักหายไปทั้งที่เคยเป็นไม้ที่ทางต่างประเทศพูดถึงมากที่สุด ในฐานะไม้สำคัญของไทยและมีความต้องการสูง รู้จักในนาม Thai Teak และ Siam Teak อย่างไรก็ตามวันนี้ มีอุตสาหกรรมกลุ่ม 8 กลุ่มที่ต้องการใช้ไม้ เริ่มตั้งแต่ อุตสาหกรรมเยื่อกระดาษ อุตสาหกรรมไม้สักส่งออก ไม้แปรรูป เป็นต้น ในอดีตปี 2548 ตัวเลขอยู่ที่ 40 ล้านตัน ปี 2559 อยู่ที่ 58 ล้านตัน และคาดว่าในอนาคตปี 2564 จะอยู่ที่ 80 ล้านตัน ปี 2569 อยู่ที่ราว 100 ล้านตัน และปี 2579 หรือ อีก20 ปี ราว156 ล้านตัน มูลค่ากว่า 2 ล้านล้านบาท

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.