รองอธิบดีเตรียมลงพื้นที่เกาะพีพีสอบรุกที่อุทยาน แฉนายทุนเหิมสร้างรีสอร์ทบนยอดเขา

 

รีสอร์ทหรูตั้งอยู่บนเนินเขาสูงบนเกาะพีพีซึ่งเป็นพื้นที่อยู่ในความดูแลของอุทยานฯ

 

รองอธิบดีเตรียมลงพื้นที่เกาะพีพีสอบรุกที่อุทยาน แฉนายทุนเหิมสร้างรีสอร์ทบนยอดเขา แม่เฒ่าชาวเลระทมไร้ที่อยู่-ที่ดินถูกยึด-สุสานบรรพบุรุษถูกไถกลบสร้างโรงแรม

 

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน นายเริงชัย ประยูรเวช รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ในฐานะรักษาการอธิบดีกรมอุทยานฯ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้หัวหน้าอุทยานฯหาดนพรัตน์ธารา เข้าตรวจสอบกรณีพบการบุกรุกแผ้วถางป่าบนเนินเขาเหนือชายหาดแหลมตง บนเกาะพีพี จ.กระบี่และให้รายงานภายในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ และขอยืนยันว่ากรมอทุยานฯ ยังคงทำงานอย่างเต็มที่ในการจับกุมผู้กระทำความผิด โดยเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ที่ผ่านมา ได้เข้าจับกุมในพื้นที่หมู่ 7 ของเกาะพีพี ไปแล้ว สำหรับจุดที่พบการบุกรุกล่าสุด คือ บริเวณแหลมตง เกาะพีพี ต.แหลมตง อ.อ่าวนาง พบการแผ้วถางป่าบนเนินเขาเหนือชายหาดและขุดไถพื้นที่เป็นบริเวณกว้างหลายสิบไร่ ซึ่งมีทำเลสวยงาม สามารถมองเห็นชายหาดในมุมสูงของแหลมตง

 

 

นายเริงชัย กล่าวว่าการจัดการการบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบเพิ่มเติม พบว่า ในบริเวณหมู่ที่ 8 บ้านแหลมตง นั้นมีการตัดไม้คลุมดิน และไม้ใหญ่ออก เป็นพื้นที่ประมาณ 5 ไร่เศษ โดยเข้าไปปลูกมะพร้าว และพืชไร่อื่นๆ เจ้าหน้าที่ไม่พบตัวผู้กระทำผิด คาดว่าอาจจะมีการเตรียมการเพื่อเตรียมทำประโยชน์อย่างอื่น อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเกาะพีพี ได้เข้าแจ้งความคดีอาญา เรื่องการบุกรุกทำลายพื้นที่อุทยานแห่งชาติเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ตนเองจะลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเมื่อโอกาสอำนวย

 

 

ยายยามิ ชาวน้ำ แม่เฒ่าชาวอุรักลาโวย ซึ่งในอดีตแกและสามีเคยครอบครองพื้นที่หลายสิบไร่ แต่ปัจจุบันต้องอาศัยอยู่ในเพิงเล็กๆในที่ดินของคนอื่น

ด้านนางรัตยา จันเทียร ประธานมูลนิธิสืบ นาคะเสถียร กล่าวว่าเหตุการณ์เช่นนี้ไม่อยู่เหนือความคาดหมายเพราะหลายฝ่ายคาดการณ์ไว้แล้วว่า ว่าหลังการเกษียณอายุราชการของ นายดำรงค์ พิเดช อดีตอธิบดีกรมอทุยานฯ และรัฐบาลไม่มีนโยบายที่ชัดเจนใน การปราบปรามผู้บุกรุกป่า ก็จะทำให้สถานการณ์กลับมารุนแรงอีกครั้ง จึงเรียกร้องให้ระดับนโยบายเร่งแต่งตั้งอธิบดีคนใหม่เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างในการทำงาน และมีความชัดเจนในนโยบายเข้าไปจัดการกับผู้บุกรุก รวมทั้งเดินหน้าสะสางคดีที่ค้างอยู่จำนวนมาก

 

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการเข้าจับกุม การบุกรุกพื้นที่หมู่ที่ 7 บ้านแหลมตง อ.อ่าวนาง เกาะพีพี เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ที่ผ่านมา นั้น เจ้าหน้าที่อุทยานฯได้จับตัวนายบังฉาบ ไม่ทราบนามสกุล และนายวิจิตร พรายมี ผู้ต้องหา ที่เข้าไปบุกรุกแผ้วถางพื้นที่ประมาณ 10 ไร่ และได้เตรียมที่จะนำเอาบ้านไม้ไผ่สำเร็จรูปไปวางไว้เพื่อเตรียมเปิดบริการ ให้นักท่องเที่ยวพัก แต่ถูกเข้าจับกุมพร้อมกับยึดของกลางเสียก่อน โดยก่อนหน้านี้ ทั้งหมดไม่ได้ถูกนำเสนอข่าว เนื่องจากเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ไม่กล้าที่จะให้ข่าว เพราะอยู่ระหว่างการแต่งตั้งอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติคนใหม่ ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า นอกจากพื้นที่เนินเขาเหนือแหลมตรงแล้ว ยังมีพื้นที่บนภูเขาสูงอีกหลายแห่งที่มีการปลูกสร้างโรงแรมและรีสอร์ทเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยวซึ่งชาวบ้านต่างยืนยันว่าบริเวณยอดเขาเหล่านี้เป็นพื้นที่ป่าและอยู่ในความดูแลของอุทยานฯ แต่นายทุนมีอิทธิพลมากและมักแอบอ้างผู้ใหญ่ ทำให้เจ้าหน้าที่ไม่กล้าดำเนินการใดๆ

 

 

เพิงเล็กๆในที่ดินของคนอื่นที่ยายยามิ ชาวน้ำอาศัยอยู่

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าว่า นอกจากเหตุการณ์ที่นายทุนบุกรุกพื้นที่อุทยานฯแล้ว ยังพบว่าได้มีการบุกรุกที่ดินของชาวเลบนเกาะพีพีด้วยเช่นเดียวกัน โดยใช้เล่ห์กลสารพัดวิธีในการครอบครองที่ดิน เนื่องจากที่ดินริมชายหาดบนเกาะพีพีมีราคาสูงมากเนื่องจากเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของโลกซึ่งในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวจำนวนมาก ทั้งนี้จากการเปิดเผยของนางยามิ ชาวน้ำ แม่เฒ่าชาวอูรักลาโว้ยวัย 84 ปี ระบุว่า เดิมทีตนและสามีมีที่ดินอยู่ราว 30 ไร่ โดยส่วนหนึ่งได้นำไปบริจาคสร้างเป็นโรงเรียนตั้งแต่ครั้งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเยี่ยมชาวบ้านและมีพระราชดำริเกี่ยวกับการศึกษา สามีตนจึงได้บริจาคที่ดินสร้างโรงเรียน ส่วนที่ดินที่เหลือนำไปจำนำกับนายทุนในราคา 7 หมื่นบาทเพื่อนำเงินไปเลี้ยงลูกหลาน แต่ยังไม่มีเงินไถ่จนกระทั่งนายทุนได้นำเรือมาเพิ่มให้อีก 1 ลำและได้ยึดที่ดินทั้งหมดไป

 

 

“ทุกวันนี้ยายรู้สึกอึดอัดและนอนไม่หลับ เพราะไม่รู้ว่าลูกหลานจะอยู่กันอย่างไร ตอนนี้ต้องอาศัยอยู่ในที่ของคนอื่น หากเขาไล่ก็ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน ยายเกิดที่นี่ พ่อของยายก็เกิดที่นี่ แต่เรากลับไม่มีที่อยู่ จะไปขอที่ดินคืนจากเขาก็เหมือนขอทาน ยายไม่รู้จะทำอย่างไร”นางยามิเล่าพร้อมยกมือปาดน้ำตา

 

 

ทั้งนี้ปัจจุบันนางยามิอาศัยอยู่ในเพิงหลังคาสังกะสีเล็กๆภายในชุมชนแหลมตง ซึ่งเป็นชุมชนชาวเลที่เหลือเพียงแห่งเดียวในย่านเกาะพีพี ซึ่งในอดีตชาวเลปลูกบ้านอยู่บริเวณชายหาดริมทะเลกันอย่างกระจัดกระจาย ต่อมาเมื่อกระแสการท่องเที่ยวเติบโตสุดขีดและเกาะพีพีกลายเป็นสวรรค์ของชาวต่างชาติ ทำให้นายทุนพากันเข้ามารุกไล่ด้วยเล่ห์กลสารพัดวิธีจนในที่สุดชาวเลถูกต้อนไปรวมอยู่ด้วยกันในชุมชนที่มีเนื้อที่เพียง 2 ไร่ ทำให้มีสภาพแออัดมาก ขณะที่สุสานของบรรพบุรุษชาวเล 2 แห่งถูกนายทุนไถกลบและสร้างเป็นโรงแรม

 

.

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.