เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2560 ที่สำนักกลางนักเรียนคริสเตียน กรุงเทพฯ เนื่องใน “วันผู้สูญหายสากล” (International Day of the Disappeared) ซึ่งตรงกับวันที่ 30 สิงหาคมของทุกปี องค์กรสิทธิมนุษยชน 6 องค์กร ได้แก่ คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล แอมเนสตี้อินเตอร์เนชั่นแนล ,ฮิวแมนไรท์วอทช์ ,สหพันธ์เพื่อสิทธิมนุษยชนสากล ,ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ร่วมจัดกิจกรรมวันผู้สูญหายสากล: นักปกป้องสิทธิมนุษยชนกับความยุติธรรมที่หายไป ซึ่งภายในงานมีการจัดเสวนา หัวข้อ “ปัญหาและความท้าทายในการสืบสวนสอบสวน คนหายหรือบังคับให้สูญหาย” โดยมีตัวแทนหน่วยงานรัฐ องค์กรด้านกฏหมายระหว่างประเทศ และเครือข่ายภาคประชาชนร่วมเสวนา

ทั้งนี้ องค์กรสิทธิมนุษยชนทั้ง 6 องค์กร มีการส่งจดหมายเปิดผนึกถึง ทางการไทย เรื่อง แสดงความกังวลต่อความล่าช้าในการผ่านร่างกฎหมายป้องกันมิให้มีการกระทำการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้ายและการบังคับให้สูญหาย

จดหมายได้ยกตัวอย่าง กรณี นายสมชาย นีละไพจิตร และ นายพอละจี “บิลลี่” รักจงเจริญ ซึ่งเป็นกรณีการบังคับให้สูญหายที่ยังไม่ได้รับความกระจ่าง โดยเรียกร้องให้รัฐบาลไทยดำเนินการดังนี้ 1.เร่งรัดให้ประกาศใช้ร่างกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหายโดยมิชักช้า ตามกฎหมายและพันธกรณีระหว่างประเทศ 2.สืบสวนสอบสวนกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่าเป็นกรณีที่ถูกบังคับให้สูญหาย และกรณีการบังคับให้สูญหาย การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้าย อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นอิสระ เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมารับโทษ และให้ความช่วยเหลือเยียวยาความเสียหายแก่เหยื่อของการถูกบังคับ 3.ให้สัตยาบันต่ออนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ(ICPPE) และพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาว่าด้วยการต่อต้านการทรมาน และการกระทำอื่นๆ ที่ โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือที่ย่ำยีศักดิ์ศรี (OPCAT)

นางอรนุช ผลภิญโญ เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน กล่าวว่า กรณีนายเด่น คำแหล้ ที่เป็นแกนนำชาวบ้านชุมชนโคกยาว อำเภอคอนสาร จังหวัดชัยภูมิ ต่อสู้เรียกร้องสิทธิที่ดินกับหน่วยงานรัฐ ได้หายตัวไปเป็นเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2559 ครั้งแรกตำรวจไม่รับแจ้งความเพราะหายไปไม่ถึง 24 ชั่วโมง หลังจากนั้นเมื่อยอมให้แจ้งความกลับไม่มีการเร่งสืบสวนติดตามตัว ชาวบ้านจึงต้องออกติดตามและหาเบาะแสกันเอง จนกระทั่งพบวัตถุพยานโดยเฉพาะชิ้นส่วนที่เชื่อว่าเป็นกระดูกมนุษย์ ตำรวจก็ไม่ได้มีกระบวนการสืบสวนติดตามจากหลักฐานที่พบ ทำได้เพียงรอรายงานผลชันสูตรทางนิติวิทยาศาสตร์เท่านั้น ดังนั้นกรณีนี้จะมีการติดตามอย่างไร เพื่อให้ข้อเทจจริงปรากฏต่อสังคม และในอนาคตจะมีมาตราการป้องกันไม่ให้นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนสูญหายเป็นรายต่อไปได้อย่างไร

“การทำงานของตำรวจไทยไม่ได้เหมือนในหนัง เพราะไม่ได้ให้ความร่วมมือกับประชาชน ซ้ำร้ายพอไปแจ้งความแทนที่จะพยายามติดตามตัว กลับบอกว่าพ่อเด่นหายไปเพราะหนีคดีหรือไม่ ตำรวจไม่เคยมีกระบวนการสืบหาตัว ชาวบ้านต้องเป็นคนหาหลักฐานและเอาไปให้ เป็นแบบนี้มันก็อึดอัด ไม่เข้าใจว่ามีเจ้าหน้าที่ไว้ทำอะไร” นางอรนุช กล่าว

นายคิงสลีย์ แอ๊บบอต ที่ปรึกษากฎหมายระหว่างประเทศอาวุโส คณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล กล่าวว่า การทำให้บุคคลให้สูญหายหรือการลักพาตัวโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่เพียงเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนเท่านั้น เพราะตราบใดที่ยังหาตัวไม่พบก็ถือว่าเป็นอาชญกรรมต่อเนื่อง กรณีทนายสมชาย นีละไพจิตร เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่กฎหมายยังไม่สามารถชี้ได้ว่าใครเป็นผู้กระทำผิด ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการให้กระบวนการยุติธรรมและการสืบสวนสอบสวน สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการปฏิบัติตามอนุสัญญาระหว่างประเทศที่ให้สัตยาบันไว้ เพื่อให้เหยื่อคดีสูญหายได้รับการช่วยเหลือและเยียวยาอย่างเหมาะสม และเกิดการดำเนินการสืบสวนติดตามอย่างเป็นธรรม

“”กรณีทนายสมชายน่าจะเป็นตัวอย่างของการบังคับใช้กฏหมายตามพิธีสารมินนิโซตา เพื่อให้มีการติดตามสืบสวนหาเบาะแสอย่างต่อเนื่องตราบใดที่ยังไม่พบศพ ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อกรณีผู้สูญหายอื่นๆ เพื่อให้เกิดกฎหมายและการบังคับใช้ภายใต้กรอบกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งเราก็ยินดีที่จะให้ความร่วมมืออย่างดีกับหน่วยงานรัฐ” นายคิงสลีย์ กล่าว

แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ปัญหาใหญ่คือตำรวจนิยมใช้การรวบรวมข้อมูลมากกว่าการืบสวนจากหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เช่น กรณีนานเด่น คำหล้า ที่พบวัตถุพยาน แต่ตำรวจไม่นำมาขยายผลต่อ และยังมีปัญหาบุคลากรที่จะตรวจพิสูจน์หลักฐานในที่เกิดเหตุ ยังขาดความรู้ รวมถึงบางกรณีที่เชื่อว่ามีตำรวขที่เกี่ยวข้องในการกระทำความผิด แต่ยังให้ตำรวจเป็นผู้เก็บหลักฐาน จึงไม่อาจเกิดความเป็นกลางในการสืบสวนได้

“ไม่เพียงกรณีทนายสมชายที่เคยเจอกระดูกที่บ่อขยะ แต่เมื่อตรวจแล้วไม่ใช่ ก็ไม่มีการติดตามต่อ เราเคยไปเก็บหลักฐานบนเขา แล้วเจอกระดูกมากมายที่ถูกนำมาเผานั่งยางเหมือนเป็นทุ่งสังหาร หรือพบศพทารกจำนวนมาก ซึ่งเป็นหน้าที่ของตำรวจที่ต้องสืบสวนติดตาม ก็ไม่มีการตรวจสอบศพนิรนาม เป็นสิ่งสะท้อนถึงปัญหาที่ถูกซุกไว้ใต้พรมของกระบวนการยุติธรรมไทย” แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ กล่าว

นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนไม่ได้มีภาพพจน์ที่ดีในสังคม เพราะถูกทำให้มองด้วยอคติและมายาคติ เมื่อมีความขัดแย้งกับรัฐก็จะถูกทำให้มองว่าเป็นผู้คัดค้าน ก่อความวุ่นวาย หรือเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ ทั้งที่เจ้าหน้าที่รัฐและหน่วยงานรัฐมีหน้าที่ปกป้องสิทธิ แต่สิ่งที่นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนต้องเผชิญ คือ ถูกอุ้มหาย ซ้อมทรมาน การฟ้องปิดปาก ติดคุก ดังนั้นกระบวนการต้องมีความเข้าใจ มีสำนึกในการปกป้องสิทธิของนักต่อสู้ฯ ตามปฏิญญาสากลว่าด้วยนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน อันเป็นกลไกที่สหประชาชาติรับไทยเป็นสมาชิกรับรอง โดยเฉพาะ 1.หน่วยงานรัฐต้องเข้าใจ ปกป้อง สิทธิของนักต่อสู้ให้ปลอภันและเป็นธรรม 2.กฎหมายต้องยอมรับว่าการกรณีการบังคับบุคคลสูญหายไม่ใช่คดีอาญาธรรมดา

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.