วิกฤตฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ “โรฮิงญา” มุมมองผ่านนักข่าว “ฐปณีย์ เอียดศรีไชย”

ภาพโดย ฐปณีย์ เอียดศรีไชย

ภาพและข่าวชาวโรฮิงญาถูกถ่ายทอดสู่สังคมอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่สะท้อนผ่านจากสำนักข่าวต่างประเทศ มีเพียงสื่อมวลชนไทยไม่กี่สำนักที่มีโอกาสเข้าไปหาเจาะหาข้อเท็จจริงในพื้นที่ 1 ในนั้นคือทีมข่าว 3 มิติ โดยฐปณีย์ เอียดศรีไชย ที่ใช้เวลา 4-5 วันในการลงสนาม
ชาวโรฮิงญาหลั่งไหลหนีภัยความตายเข้าไปอยู่ในประเทศบัง
น จนคนจำนวนมากทั่วโลกชี้ว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หรือไม่ ที่น่าสนใจกว่านั้นคือในขณะที่ทั่วไปกำลังรู้สึกสงสารและเห็นใจชาวโรฮิงญา แต่คนในประเทศพม่าเองกลับสนับสนุนการกระทำของผู้นำประเทศอย่างนางออง ซาน ซูจีและกองทัพพม่า

ภาพโดย ฐปณีย์ เอียดศรีไชย

เมื่อย้อนเข้าไปค้นดูข่าวของโรฮิงญาในปี 2015 “ฐปณีย์” ได้ติดตามข้อเท็จจริงเรื่องโรฮิงญาและขบวนการค้ามนุษย์ทางภาคใต้ของประเทศไทยมาโดยตลอดและหลายคนถูกกักขังไว้ในกรงขัง หลายศพถูกฝังไว้ในกูโบร์ ขณะที่เรืออพยพที่ลอยลำโรฮิงญานับพันชีวิตกลางทะเลอันดามันของไทยบางพื้นที่รอการผลักดันกลับไปยังประเทศต้นทาง ซึ่งไทยเองมองว่า “พม่า” คือบ้านเกิดเมืองนอน และพร้อมทำทุกทางให้โรฮิงญา พ้นเขตชายแดนไทย

เรื่องราวของโรฮิงญาในครั้งนี้หนักหน่วงกว่า ปี 2015 “ฐปณีย์” ก็ยังติดตามสถานการณ์ต่อเนื่อง และเมื่อเสร็จภารกิจในชายแดนบังคลาเทศ สำนักข่าวชายขอบได้มีโอกาสพูดคุยกับเธอ เพื่อฟังบางแง่บางมุมที่ไม่มีอยู่ในสื่อ

“เราเริ่มทำข่าวโรฮิงญาจริงๆจังๆ น่าจะปี 2012 ตั้งแต่มีการพบแคมป์ กักขังชาวโรฮิงญาและก็ติดตามมาตลอด เราเจอทุกรูปแบบ และลงพื้นที่มาหลายที่ทั้งที่มีความขัดแย้งในรัฐยะไข่และที่อื่นๆ หรือแม้กระทั่งพื้นที่ที่ชาวโรฮิงญาถูกจำกัดสิทธิที่อยู่อาศัย ในพม่า เพราะรัฐบาลพม่าไม่บรรจุเข้าเป็นประชากรรัฐ และถูกชาวพม่าบางส่วนเรียกว่า เบงกาลี มาถึงครั้งนี้ก็เช่นกัน เห็นข่าวบนโซเชียลเยอะ แชร์เรื่องบ้านโรฮิงญาถูกเผา ถูกฆ่า ถูกระเบิด เราเห็นไม่กล้าแชร์ต่อ จนกระทั่งมีสำนักข่าวต่างประเทศที่น่าเชื่อถือเผยแพร่ เราก็เลยต้องลงไปพิสูจน์ ไปดูสถานการณ์จริง” ฐปณีย์ พูดถึงที่มาโดยสรุปที่ได้ตามทำข่าวคนไร้รัฐอย่าง โรฮิงญา

ทันทีที่ไปถึงชายแดนบังกลาเทศ-พม่า ภาพต่อหน้าคือค่ายผู้ลี้ภัยชาวโรฮิงญาสนับสนุนโดยสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ(UNHCR) ที่รองรับชาวโรฮิงญานับแสนราย และนั่นเกิดวิกฤติผู้อพยพที่ดูเลวร้ายในเอเชียอุษาคเนย์

ที่เธอไปเห็นคือ ภาพกลุ่มชาวบ้านหลั่งไหลมาเรื่อยๆ อย่างที่เมืองกูตูปาลอง บังกลาเทศ ฐปนีย์ไปพบผู้อพยพที่หิ้วเด็กทารกมาในตะกร้าใส่ของ พอมาถึงแพทย์ต้องรีบช่วยเหลือ และความจริงที่เจ็บปวดคือ อาหาร ยา และพื้นที่ในค่ายไม่เพียงพอสำหรับผู้อพยพ เพราะพวกเขาหนีเข้ามาทุกวัน บางคนต้องอยู่ตามป่า ตามเขา ตามหมู่บ้านอื่นเพราะพื้นที่ของ UNHCR และไม่ใช่แค่โรฮิงญาเท่านั้น แต่ก็มีชาวพุทธจากรัฐยะไข่บางส่วนต้องหนีสถานการณ์รอนแรงในพม่าด้วย

ภาพโดย ฐปณีย์ เอียดศรีไชย

“ไปดูค่ายอพยพมาหลายที่ ทั้งซีเรีย เซาท์ซูดาน เราก็ไม่เคยเห็นสภาพแบบนี้ แต่ที่นี่ ที่บังกลาเทศ มันติดถนน รถหลายคันมาบริจาค เราเห็นเขานั่งรอของแจกตามถนนบ้าง เราเห็นใจมาก ตกใจด้วย แล้วบางคนก็วิ่งไปรับของบริจาค แย่งกัน เห็นชายหญิง เด็กเล็กๆมาขออาหาร และที่สำคัญหลายวันที่เราอยู่ที่นั่นเรามองไปยังฝั่งพม่า ยังเห็นควันไฟอยู่ มีทหารถือปืนลาตระเวนอยู่ พอไปคุยกับผู้อพยพเขาก็บอกว่า ถึงได้กลับไปบ้าน (ยะไข่)ก็ไม่มีบ้านแล้ว คือ ผู้ลี้ภัยสงครามที่อื่นที่ไปเห็นมา ไม่มีสภาวะเร่งด่วนแบบนี้ แต่โรฮิงญาดูแล้วสงสาร มันโคตรต่างกัน และเราเข้าใจว่า นี่ไม่ใช่สถานการณ์ธรรมดา ในสภาพนี้เราเห็นเนื้อตัวบางคนเขาเปื้อนโคลน หอบลูกหลานมา ไม่มีเงิน ไม่มีอาหาร บางคนก็ยังทยอยอพยพข้ามแดนมาใหม่ๆเรื่อยๆ และตอนนี้หลังเหตุการณ์ความขัดแย้งตอนนี้มันมีคนอพยพกว่า 3แสนคนแล้ว มันมากเหลือเกิน” น้ำเสียงที่เห็นใจโรฮิงญาพรั่งพรูมาดุจบันทึกเทปไว้แล้วเปิดฟังซ้ำ แต่เล่ากี่ครั้ง เธอก็ยังย้ำว่า “นี่ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ และโรฮิงญา คือ วิกฤติของเอเชียอุษาคเนย์จริงๆ”

“ บางคนเราไปนั่งฟังเขาเล่า เขาบอกว่าฝั่งนั้น ยังมีทหารพม่าอยู่ ชาวบ้านจะไม่ออกมา จะออกมาตอนกลางคืน ภาพหน้าเราคือเด็กโรฮิงญา วิ่งหนีมา แล้วฉากหลังคือเพลิงไหม้บ้าน แล้วก็เจอคนโรฮิงญากำลังนั่งมองไฟไหม้บ้านตัวเอง เราก็ต้องทำใจและเข้าใจว่า เขาต้องทนกับสภาพนั้นมันหนักหนามาก และพอมาอยู่ที่ค่ายอาจจะปลอดภัยแต่ก็ยังเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหาร ที่นอน และหลายอย่างที่เขาไม่มี”

ในฐานะสื่อมวลชน “ฐปนีย์” รายงานเสมอว่า ขณะนี้ทางรัฐบาลพม่าพยายามจะนำสื่อลงพื้นที่เมืองมองดอ รัฐยะไข่และบอกข้อมูลว่า การเผาบ้านเรือนชาวโรฮิงญาเกิดจาก กองกำลังติดอาวุธโรฮิงญา หรือ Arakan Rohingya Salvation Army – ARSA) ขณะที่ชาวโรฮิงญาในค่ายอพยพกลับบอกข้อมูลว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากกองทัพพม่า และองค์กรสิทธิมนุษยชนสากล กำลังมองว่านี่คือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์โรฮิงญาหรือไม่

นักข่าวสาวเล่าด้วยว่า เดิมทีที่พม่าจะมีมุสลิมทั่วไปที่ไม่ใช่โรฮิงญาอาศัยอยู่ทั่วไปได้โดยสงบสุข แต่เมื่อมีวิกฤติฆ่าชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่ปี 2012 กองทัพพม่าก็เริ่มกวาดล้าง ต้อนชาวโรฮิงญาไปอยู่ที่ค่ายเมืองชิตต่วย ตรงนั้นประมาณ 1.4 แสนคน ส่วนกลุ่มที่อยู่ติดชายแดนบังกลาเทศเช่นเมืองมองดอ ก็อยู่ตามบ้าน อยู่แบบปกติ แต่คนโรฮิงญากลุ่มนั้นไม่ได้รับสิทธิใดๆ และถูกกักบริเวณ จำกัดขอบเขต กระทั่งปี 2016 มีข่าวออกมาว่ากลุ่มกู้ชาติอาระกัน ออกมาปราบปราม และเริ่มมีคนอพยพออกมาบ้าง แต่ไม่มากเท่าปีนี้

พอมาถึงปี 2017 มันล้นออกมากลายเป็นว่าบังกลาเทศต้องรับมาอยู่ในประเทศตัวเองทั้งที่ไม่มีนโยบายรับผู้ลี้ภัย

ภาพโดย ฐปณีย์ เอียดศรีไชย

“แน่นอนว่าพอสถานการณ์ชาติพันธุ์ใดไม่มี มันจะมีกลุ่มติดอาวุธมาลุกขึ้นสู้อยู่แล้ว ปกติแล้ว เพราะพม่ามีกองกำลังชนกลุ่มน้อยมากมาย มันไม่แปลกเลยในพม่า แต่น่าแปลกที่ว่า ทำไมถึงมีกลุ่มโรฮิงญาเพิ่งมาติดอาวุธ แต่จริงๆแล้วชาวอาระกันก็มีการตั้งกลุ่มใหม่เป็นกลุ่มชาวพุทธอาระกันด้วยชื่อว่า New Arakan Army นั่นเป็นกลุ่มพุทธที่ต่อสู้กับกองทัพพม่า ซึ่งหากจะมีโรฮิงญาติดอาวุธสู้บ้างมันไม่แปลก แต่ชาวบ้านเองเขาไม่ได้ไปรับรู้กับกลุ่มนั้น เขาไม่รู้ว่าตั้งมาได้ยังไง แต่สิ่งที่เขาหนีรอบนี้ หนีอย่างรุนแรงมากเพราะวันที่ 25 สิงหาคม มีการโจมตีฐานตำรวจกับค่ายทหาร กองทัพพม่าเลยต้องตามล่ากลุ่มติดอาวุธและเผาบ้านหลายหมู่บ้าน คนพวกนี้ (คนอพยพ)ต้องหนีมา เราก็ต้องไปหาคำตอบว่ามีการสังหารโหดจริงมั๊ย เราอยากรู้ เพราะภาพออกมาโหดมาก เราพยายามสัมภาษณ์และพูดกับหลายคนมาก ทำให้ได้มากที่สุดกับทุกฝ่าย ทุกคนเล่าเหมือนกันคือ รุนแรง”

ฐปณีย์เล่าว่า มีคนโรฮิงญารายหนึ่งที่เธอเจอและสอบถาม เขาบอกว่า สมาชิกครอบครัวมีด้วยกัน 9 คน ถูกฆ่าตัดคอ เขาเลยอยู่ไม่ได้ต้องวิ่งหนีออกมา แล้วบอกด้วยว่า ในหมู่บ้านนั้นมีประชากรราว 3,000 คน แต่รอดชีวิตได้แค่ 300 คน บางคนสูญหาย บางคนเสียชีวิต แต่เท่าที่ดูคนในค่ายไม่มีร่องรอยถูกทำร้าย เลยยังไม่ปักใจเชื่อ นำไปสู่การหาคำตอบต่อไปในค่ายอพยพที่บังกลาเทศ “คำตอบต่อมาที่เราเจอ คือตามชายแดนพม่า บังกลาเทศมีการวางกับระเบิด และสิ่งที่ยืนยันได้ว่ามีจริงๆ ก็เมื่อไปที่โรงพยาบาลค็อกบาซา เราตั้งใจไปดูผู้บาดเจ็บเท่านั้น ว่ามีเจ็บลักษณะไหนบ้าง พอไปถึงภาพเหล่านั้นทำตกใจมาก อาจจะเพราะเป็นโรงพยาบาลต่างจังหวัด สภาพแย่มาก ไม่ได้มีความสะอาดอะไรเลย แออัดไปหมด พอเข้าไปห้องพักผู้ป่วยที่เป็นผู้ลี้ภัยไปไปเจอผู้ชายคนหนึ่งนอนกับพื้น นอนห่มผ้าใส่น้ำเกลือแต่เราก็มองข้ามไปก่อน เลือกไปคุยกับเด็กผู้ชาย 2 คน อายุ 12 ขวบคนหนึ่ง อีกคนแค่ 9 ขวบ พ่อเขาบอกกับเราว่าลูกชายถูกยิงที่ขา ถูกทหารพม่ายิงมา ส่วนอีกคนอายุ 9 ขวบ มีแผลที่ข้อมือ เป็นแผลถูกยิงที่กินเนื้อไปเลย อีกครอบครัวหนึ่งเป็นผู้หญิง 2 คน น่าจะเป็นยายกับแม่ แล้วเราก็เห็นทารกนอนอยู่กับพื้น ทราบว่าอายุแค่ 5 วันเท่านั้น ทารกคนนี้เกิดในเรือระหว่างเดินทางมาค่ายผู้อพยพ เป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กมาก หันไปอีกก็เจอเด็กชายอายุแค่ประมาณ 4 ขวบ มีแผลไฟไหม้ทั้งตัวเพราะถูกไฟไฟม้มา มันก็ได้คำตอบว่าเด็กมาจากบ้านถูกเผา ถูกไฟไหม้จริง ถูกยิงมาจริงๆ ต่อมาก็เลยใช้เวลาที่เหลือไปถามพยาบาลถึงผู้ชายนอนกับพื้นที่ที่เรามองข้ามไปก่อนหน้านั้น ทราบว่าเขาถูกระเบิดมาขาขาดทั้งสองข้าง อายุราว 20 ปีได้ เราก็ตกใจว่าถูกระเบิด จริงเหรอ แล้วกว่าเขาจะเดินทางมาถึงแผลเน่า เราเห็นแมลงวันตอมเต็มผ้าห่ม พอเข้าไปใกล้ คือ เหม็นแผลเน่ามาก กลิ่นแรงมาก เราก็ได้รับคำตอบว่า คนที่เจอเรื่องแย่ๆมา เป็นเรื่องจริง คือ เผา ยิง ระเบิด นั่นคือข้อเท็จจริงที่เราได้ไปหาคำตอบมา”

ภาพและข้อเท็จจริงที่ประสบในระหว่างลงพื้นที่ ณ ค่ายอพยพ บังกลาเทศ ทำให้ฐปณีย์ไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเองว่าจะเห็นในศตวรรษนี้และเห็นในเอเชีย

แต่ภายใต้ความหดหู่เหล่านั้น ฐปนีย์วิเคราะห์ว่า เหตุการณ์นี้น่ากลัวว่าจะเกิดคลื่นอพยพเหมือนในยุโรปและนำมาสู่กระบวนการค้ามนุษย์ในกลุ่มโรฮิงญาไม่มีที่สิ้นสุด เพราะหลายคนอยากมีชีวิตที่ดี แต่ท่ามกลางเหตุการณ์น่าเศร้าครั้งนี้ ยังมีแสงสว่างเล็กๆที่ทำให้ใจชื้นขึ้นมาเล็กน้อย เพราะภายใต้ความขัดแย้งรุนแรงในพม่า แม้ว่านานาชาติยังแก้ปัญหาวิกฤติโรฮิงญาไม่ได้ แต่เมื่อย้ายฝั่งมาที่บังกลาเทศ เธอได้เห็นว่า คนบังคลาเทศมองผู้ลี้ภัยโรฮิงญาในมุมของการเอื้ออาทรแบบเพื่อนมนุษย์

ผู้นำอย่าง “เชก ฮาซินา” นายกรัฐมนตรีหญิงของบังคลาเทศทำให้เธอเห็นว่า “มนุษยธรรมยังมีจริงในกลุ่มผู้นำ ที่เล่นการเมือง” โดยนายกฯรายนี้ได้รณรงค์ให้ประชาชนเข้ามาร่วมบริจาคและช่วยเหลือผู้อพยพเต็มที่ และเปิดรับผู้ลี้ภัยบ้านใกล้เรือนเคียงเต็มที่ แม้ว่าบังกลาเทศไม่มีนโยบายเปิดรับผู้ลี้ภัยอย่างเป็นทางการแก่ประเทศก็ให้การช่วยเหลือในภาวะเร่งด่วน และได้รับการขนาดนามว่า “แม่แห่งมนุษยธรรม”“ทีแรกตั้งคำถามว่า บังกลาเทศช่วยเพราะโรฮิงญาเป็นมุสลิมหรือเปล่า เพราะเมื่อเกิดวิกฤติขึ้นหลายประเทศเช่นมุสลิมในมาเลเซีย ตุรกี อินเดีย ก็ออกมาแสดงจุดยืนร่วมปกป้องโรฮิงญา และแสดงความเห็นใจ แต่กรณีบังกลาเทศนั้นมีหลากหลายมิติ มีทั้งฮินดู พุทธ มุสลิม ดังนั้นการช่วยเหลือครั้งนี้ไม่ใช่ศาสนาเหตุผลเดียว แต่เป็นการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เพราะคนมาช่วยเหลือทั้งเอาเงินมาซื้อของแจก เอาอาหารมาให้ผู้ลี้ภัย เราเห็นตรงนั้นเราก็เข้าใจว่า มุมมองคนบังกลาเทศค่อนข้างดี”

ภาพโดย ฐปณีย์ เอียดศรีไชย

ทั้งหมดคือเรื่องเล่าบางส่วนจาก “ฐปณีย์ เอียดศรีไชย” ที่ตัวเธอเองยืนยันว่า “ยังไงการทำข่าวก็ต้องยืนอยู่บนหลักข้อเท็จจริง และปัญหาโรฮิงญา คือ เรื่องใหญ่ที่ต้องติดตาม ส่วนการรายงานข่าวก็เป็นไปเพื่อให้สังคมเข้าใจและร่วมกันช่วยเหลือโดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านมนุษยธรรมนับตั้งแต่เกิดสถานการณ์ความรุนแรงที่รัฐยะไข่ ประเทศพม่า องค์กร พอตี้ฟาไรท์ ( Fortify Rights ) ทำวิจัยไว้ร่วมกับวิทยาลัยเยล ( Yale Law School) วิเคราะห์ว่าสถานการณ์ในรัฐยะไข่ต่อชาวโรฮิงญา ว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตั้งแต่หลังปี 2012 เข้าข่ายสถานการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Ethnic Cleansing) แต่หากมีองค์ประกอบในลักษณะที่ว่า มีความพยายามให้เด็กโรฮิงญาเข้าสู่กลุ่มชาติพันธุ์อื่น ก็จะเป็น Genocide เต็มรูปแบบ ซึ่งขณะนี้ยูเอ็นนิยามสถานการณ์ในรัฐยะไข่ว่าเป็น Ethnic Cleansing ซึ่งมีความหมายกว้างกว่า genocide โดยEthnic cleansing ตามกฎหมายยังไม่ถือเป็นอาชญากรรม แต่ genocide เป็นอาชญากรรม นี่น่าจะเป็นเหตุผลที่ยูเอ็นเลือกใช้คำว่า ethnic cleansing แทน Genocide///////////////////////////////////////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.