ชาว โรฮิงยา กลุ่มชาติพันธุ์ที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นปัญหาใหญ่สำหรับอาเซียน เพราะรัฐบาลพม่าไม่ยอมรับและไม่รับรองสัญชาติให้ โดยมองว่าเป็นต่างด้าวมาจากบังกลาเทศ แต่ทางบังกลาเทศก็ไม่ยอมรับด้วย

 

สหประชาชาติประเมินว่ามีชาวโรฮิงยาในพม่าราว 800,000 คน ส่วนใหญ่อยู่ในรัฐยะไข่ แต่พม่าไม่นับโรฮิงยาเป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศ

 

ความ เป็นคนไร้ชาติทำให้โรฮิงยายากจน ไร้สิทธิ์ และถูกผลักไส ต้องนั่งเรือหนีไปตายเอาดาบหน้า มุ่งไปอินโดนีเซียบ้าง บังกลาเทศบ้าง ไทยบ้าง ประสบทั้งเรือล่ม จมน้ำเสียชีวิต หรือลอยเรืออดตายกลางทะเล มีให้เห็นอยู่เนืองๆ ซึ่งต้นปีนี้มีชาวโรฮิงยาที่ตำรวจบุกช่วยจากที่กักกันและที่ลอยเรือเข้ามา น่านน้ำไทย รวมแล้วเกือบ 900 ชีวิต

 

เบื้องต้น นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร สั่งการให้กระทรวงการ ต่างประเทศเจรจากับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) เพื่อช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและหาทางเจรจากับประเทศที่จะรับชาวโรฮิงยาเหล่า นี้

 

ขณะเดียวกัน นายกฯ ยังหารือพล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ผบ.ทร. เพื่อหาทางสกัดกั้นชาวโรฮิงยา เพราะไม่แน่ใจว่าจะเดินทางออกไปประเทศที่สามอย่างเดียว หรือจะแอบหลบเข้าไปร่วมขบวนการในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่

 

นาง วิเวียน ตัน โฆษกยูเอ็นเอชซีอาร์ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ยินดีที่รัฐบาลไทยอนุญาตให้ยูเอ็นเอชซีอาร์เข้าไปมีส่วนร่วมประสานงานส่งคณะ ทำงานลงไปพบปะพูดคุยกับชาวโรฮิงยาที่ถูกจับกุมเพื่อสืบหาที่มาที่ไปได้

 

ด้านกระทรวงกลาโหมและกระทรวงสาธารณสุขกำลังห่วงเรื่องการสาธารณสุขที่ไทยต้องใช้งบกว่า 200 ล้านบาทต่อปีดูแลในเรื่องดังกล่าว

 

แม้ด้านหนึ่งชาวโรฮิงยาจะถูกมองเป็น “ปัญหา” และ “ภาระ” แต่อีกด้านก็มีกลุ่มคนที่เห็นใจในฐานะชนชาติที่ไร้ดินแดน

 

เหตุการณ์ ล่าสุดนี้ นายอาซิส พิทักษ์คุมพล จุฬาราชมนตรี และพล.ต.ต.สุรินทร์ ปาลาเร่ เลขาธิการคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย พร้อมคณะ ไปเยี่ยมกลุ่มโรฮิงยาที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองสะเดา และด่านตรวจคนเข้าเมืองปาดังเบซาร์ 300 คน โดยมอบเงินสด 3 แสนบาทใช้ดูแลทั้งเรื่องอาหาร ยารักษาโรค และเครื่องใช้ต่างๆ

 

นาย อาซิสกล่าวทั้งน้ำตาว่า ไม่ต้องการให้ผลักดันชาวโรฮิงยากลับพม่า เพราะจะต้องประสบชะตากรรมเหมือนเดิม ต้องการเรียกร้องให้ประสานงานไปยังประเทศที่ 3 ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ

 

ด้าน นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติและผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ กล่าวว่า จากข่าวเรารู้แค่ว่ามีการช่วยเหลือชาวโรฮิงยาที่ปาดังเบซาร์ในสงขลา และสตูล ราว 900 คน จริงๆ แล้วยังมีหลบซ่อนอยู่ในหลายจังหวัดภาคใต้ รวมถึงสุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส รวมแล้วกว่า 20,000 คน

 

สิ่งที่ ไทยต้องทำอย่างเร่งด่วนคือ ต้องหารือกับยูเอ็นเอชซีอาร์ว่าเข้าหลักผู้ลี้ภัยหรือไม่ หากประเทศที่ 3 จำเป็นต้องช่วยเหลือก็ควรประสานงาน ดูความเหมาะสม สองคือเรื่องค้ามนุษย์ อย่างที่ทราบว่าเราช่วยกลุ่มโรฮิงยาจากแก๊งค้ามนุษย์ รัฐบาลควรเร่งตรวจสอบเพื่อยุติกระบวนการเหล่านี้

 

ในส่วนของ สภาทนายความได้ลงพื้นที่หาข้อมูลเชิงลึก ทำให้รู้ว่า ส่วนใหญ่เป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ โดยมีชาวโรฮิงยาที่อยู่ในไทยเป็นทั้ง นายหน้า และผู้จัดหา ส่งต่อ ทำกันเป็นขบวนการ

 

นายสุรพงษ์ กล่าวด้วยว่าการที่ชาวโรฮิงยาพยายามลี้ภัยเข้ามาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย อาจทำให้ความสัมพันธ์ในอาเซียนสั่นคลอน เพราะแต่ละประเทศต่างมีภาระและความมั่นคงที่ต้องพิจารณาก่อนจะช่วยเหลือใคร รัฐบาลพม่าควรจะ เร่งแก้ไขวิกฤตชน กลุ่มน้อยในประเทศ ส่วนอาเซียนอาจ จัดตั้งองค์กรความร่วมมือพิเศษเพื่อให้ความช่วยเหลือเรื่องนี้โดยเฉพาะ

 

ช่วง เวลาเดียวกัน ตัวแทนชาวโรฮิงยาในไทย เดินทางมาที่กระทรวงการต่างประเทศ ชูป้ายข้อความ “หยุดฆ่าชาวโรฮิงยา” และ “หยุดผลักไสชาวโรฮิงยา” พร้อมยื่นหนังสือขอให้ไทยยกเลิกการส่งตัวชาวโรฮิงยากลับไปยังพม่า

 

ด้าน นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ ต่างประเทศกล่าวว่า ชาวโรฮิงยาทั้งหมดที่ถูกจับไว้ถือเป็น “ผู้หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย” แต่จะปรับวิธีการให้ยืดหยุ่นและเหมาะสม ตามสถานการณ์ โดยเฉพาะการปฏิบัติต่อเด็ก และสตรี

 

รวมทั้ง การตรวจสอบคัดแยกเหยื่อการค้ามนุษย์ และการจำแนกความผิดตามกฎหมาย ซึ่งนายกฯ ให้นโยบายไว้ชัดเจนคือให้คำนึงถึงหลักมนุษยธรรม และการให้ความช่วยเหลือให้ที่พักพิงไว้ก่อนในเบื้องต้น

 

“ส่วน มาตรการระยะยาว กระทรวงการต่างประเทศจะเจรจากับพม่าและอื่นๆ อาทิ สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ องค์กรนานาชาติเพื่อการย้ายถิ่นฐาน ยูนิเซฟ และกาชาดสากล เพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงหลักอธิปไตยของไทยเป็นสำคัญ” นายสุรพงษ์กล่าวและว่า ขอให้สบายใจเพราะไทยจะทำอะไรก็จะคำนึงถึงสังคมโลก โดยจะทำ ทุกอย่างด้วยความยุติธรรมและรอบคอบ

 

กรณีของชาวโรฮิงยาเป็นประเด็นซับซ้อนที่มีทั้งเรื่องความแตกต่างทางเชื้อชาติ-ศาสนา รวมถึงเรื่องขบวนการค้ามนุษย์ซึ่งเป็นปัญหาสากล

 

จึง เป็นความท้าทายอันสำคัญยิ่งที่ไทย พม่า และอาเซียน ต้องประสานความร่วมมือสะสาง ก่อนหน้าจะเข้าสู่รั้วเดียวกัน ภายใต้หลังคาแห่ง “ประชาคมอาเซียน”

 

ข่าวสด 20 มกราคม พ.ศ. 2556

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.