รุกหนองน้ำ-ปางควายฮวบ ทุยจาก6พันเหลือ1.3พันตัว

 

พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญในระดับนานาชาติ เวียงหนองหล่ม อ.แม่จัน จ.เชียงราย แหล่งเลี้ยงควายใหญ่ที่สุดของประเทศ ถูกบุกรุกเอาไปปลูกสวนยาง-ทำนาปรัง กว่า 6,000 ตัว เหลือแค่ 1,300 ตัว



เมื่อวันที่ 26 มกราคม ผู้สื่อข่าวลงสำรวจพื้นที่วิถีชีวิตวัฒนธรรมคนเวียงหนองหล่ม ต.จันจว้า อ.แม่จัน จ.เชียงราย โดยในพื้นที่ดังกล่าวเดิมเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเลี้ยงควายในพื้นที่หนอง โดยรวมกลุ่มแต่ละชุมชนตั้งเป็นปางควาย รวมมีปางควายมากกว่า 100 ปาง พื้นที่ที่ใช้เลี้ยงควายในบริเวณหนองน้ำเป็นพื้นที่สาธารณะ มีประมาณ 3 หมื่นไร่ แต่ปัจจุบันเหลือพื้นที่เพียง 1.5 หมื่นไร่ เนื่องจากถูกบุกรุก รวมทั้งหน่วยงานท้องถิ่นเปิดให้เช่าพื้นที่เพื่อทำสวนยางส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ทำให้สูญเสียพื้นที่ซึ่งเดิมมีหญ้าใช้เป็นอาหารของควายจำนวนมาก

 

นายดุสิต จิตสุข ผู้ประสานงานกลุ่มนิเวศวัฒนธรรมลุ่มน้ำกก กล่าวว่า ควายที่เวียงหนองหล่มมีจำนวนมากที่สุดในประเทศไทย รองลงมาจากควายน้ำในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย จ.พัทลุง โดยก่อนหน้านี้ประมาณ 3 ปี มีควายมากถึง 6,000 ตัว ถูกเลี้ยงอย่างอิสระในพื้นที่เวียงหนองหล่ม แต่ปัจจุบันเหลือเพียง 1,300 ตัวเท่านั้น โดยชาวบ้านส่วนใหญ่มีรายได้จากการขายขี้ควายเป็นหลัก และขายพ่อแม่พันธุ์เป็นรายได้เสริม

 

“แต่ปัจจุบันระบบนิเวศภายในพื้นที่เปลี่ยนไปอย่างมาก มีการบุกรุกจากคนภายนอกเข้ามาทำสวนยาง ไร่สับปะรด และทำนาปรัง ทำให้พื้นที่เดิมซึ่งมีหญ้าซึ่งเป็นอาหารของควายหายไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง ควายจึงไม่มีอาหารกิน เจ้าของควายจึงต้องขายควายให้กับนายทุน และเปลี่ยนไปประกอบอาชีพอื่น เช่น รับจ้าง หรือเข้ามาทำงานในเมืองแทน” นายดุสิตกล่าว

นายดุสิตกล่าวต่อว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือวัฒนธรรม และความเป็นอยู่ดั้งเดิมของคนในพื้นที่ดังกล่าวกำลังจะหายไป เพราะการบริหารจัดการของทั้งหน่วยงานท้องถิ่นและภาครัฐไม่ค่อยให้ความสำคัญกับอาชีพดั้งเดิมของคนในพื้นที่ หากเป็นเช่นนี้ในอนาคตปางควายในเวียงหนองหล่มจะค่อยๆ หายไปในที่สุด

 

“ที่สำคัญเวียงหนองหล่มได้รับการเชิดชูให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญในระดับนานาชาติ (แรมซ่าไซด์) เพราะมีความอุดมสมบูรณ์มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์นานาชนิดทั้งนกน้ำและปลานานาพันธุ์ แต่ไม่เข้าใจว่า ทำไมหน่วยงานท้องถิ่นจึงไม่ค่อยให้ความสนใจในการดูแลปล่อยให้มีการบุกรุกเข้ามาพื้นที่ที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ โดยเฉพาะการทำสวนยางหรือการทำนาปรัง” นายดุสิตกล่าว

 

ด้านนายชัยยันต์ บุญโสภาค เจ้าของปางควายกล่าวว่า ประกอบอาชีพเลี้ยงควายมาประมาณ 10 ปี โดยเริ่มต้นมีควายแค่ 21 ตัว กระทั่งออกลูก หลาน จนมีควายถึง 74 ตัว ในเวลานี้รายได้หลักของคนเลี้ยงควายมาจากการเก็บขี้ควายขาย ตนมีรายได้จากการเก็บขี้ควายสัปดาห์ละประมาณ 7,000 บาท มีรายได้เสริมจากการขายพ่อแม่พันธุ์ของควาย ซึ่งแต่ละปีขายได้ประมาณ 5-6 ตัว ราคาตัวละ 2-4 หมื่นบาท ในขณะที่ใช้ต้นทุนในการเลี้ยงดูน้อยมาก

 

“ก่อนหน้านี้ผมเชื่อมั่นว่าอาชีพเลี้ยงควายเป็นอาชีพที่มั่นคงและสบาย เพราะว่าควายที่เวียงหนองหล่มเป็นควายที่ดีและฉลาดเลี้ยงง่าย ชาวบ้านในบริเวณนี้ทั้งหมดล้วนนำควายของตัวเองไปเลี้ยงไว้ในบริเวณหนอง ซึ่งเดิมมีหญ้าให้ควายกินอย่างอุดมสมบูรณ์และเพียงพอ ควายจะมีความสุขตามประสาของมัน หากมองมาจากไกลๆ จะเห็นควายจำนวนมากรวมตัวกันอยู่ในหนองโดยไม่รู้ว่า ควายตัวไหนเป็นของใคร แต่เป็นความน่าอัศจรรย์และความฉลาดของควายที่เมื่อถึงเวลาสี่โมงครึ่งของทุกวัน พวกมันก็จะเดินเข้าคอกของตัวเอง ไม่เคยมีตัวไหนหลงไปคอกอื่นโดยเจ้าของไม่จำเป็นต้องต้อนเลย” นายชัยยันต์กล่าว

นายชัยยันต์กล่าวอีกว่า แต่ปัจจุบันชาวบ้านเริ่มหนักใจกับอาชีพเลี้ยงควายมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะพื้นที่ในการเลี้ยงลดน้อยลงกว่าครึ่ง เพื่อนบ้านหลายคนจำเป็นต้องขายควายของตัวเองไปทั้งน้ำตา เพราะไม่มีทางเลือกเนื่องจากไม่มีที่เลี้ยงและไม่มีหญ้าให้กิน ทั้งนี้เริ่มมีการคุยกันว่าในอนาคตปางควายเวียงหนองหล่มจะเหลือแค่อดีตเท่านั้น นอกจากนี้ ควายที่ชาวบ้านเลี้ยงยังมีปัญหาเรื่องการดูแลสุขภาพ เนื่องจากในแต่ละปีควายต้องได้รับวัคซีนป้องกันโรคคอบวม และโรคปากเท้าเปื่อยปีละ 1 ครั้ง ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ไม่สามารถมาให้บริการได้ครบและทั่วถึง เนื่องจากหลายคนกลัวอันตรายว่าจะโดนควายทำร้ายจึงไม่กล้ามาให้บริการ ในส่วนของตนแก้ปัญหานี้โดยไปอบรมกับกรมปศุสัตว์ เพื่อฝึกการฉีดวัคซีนให้ควายด้วยตัวเอง แต่ยังมีเพื่อนบ้านอีกหลายคนที่ไม่สามารถทำได้ อาจจะมีปัญหาเกิดขึ้นหากมีโรคระบาด ถือว่าน่าเป็นห่วงที่จะบั่นทอนให้ปริมาณควายลดจำนวนได้เร็วยิ่งขึ้น

 

“ผมอยากให้ภาครัฐให้ความสำคัญกับการดูแลควายในพื้นที่เวียงหนองหล่ม เพราะพื้นที่แห่งนี้เป็นพื้นที่ที่มีวัฒนธรรมการเลี้ยงควายที่ใหญ่ระดับประเทศแห่งหนึ่ง หากปล่อยให้ปัญหาเพิ่มมากขึ้น อนาคตของควายในพื้นที่นี้ก็จะหมดไปเรื่อยๆ” นายชัยยันต์กล่าว

มติชน 27 มกราคม พ.ศ. 255

.

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.