อดีตนางเอกวอนรีบอนุรักษ์ หวั่น”ละครชาตรี”วัดแคสูญ

วอนฟื้นฟู - นางกัญญา ทิพย์โยสถ อายุ 67 ปี อดีตนางเอกละครชาตรีพื้นบ้าน อาศัยอยู่ในชุมชนวัดแค นางเลิ้ง เรียกร้องให้ กทม.และกระทรวงวัฒนธรรม เข้ามาดูแลฟื้นฟูศิลปะแขนงนี้ให้คงอยู่ต่อไป (ขวา) น.ส.แพน เรืองนนท์ แม่ของนางกัญญา นางเอกละครที่มีชื่อเสียงในสมัยรัชกาลที่ 7

 

ละครชาตรีพื้นบ้านคณะดังสมัย ร.7 “ครูพูนเรืองนนท์” วอน กทม.-กระทรวงวัฒนธรรมช่วยอนุรักษ์ศิลปะการละครแขนงนี้ หวั่นสูญหาย ย้อนอดีตนางเอกคณะรุ่นแม่เคยไปแสดงกัมพูชา

 

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าว “มติชน” ลงพื้นที่ชุมชนวัดสุนทรธรรม หรือวัดแค ซึ่งอยู่ติดกับตลาดนางเลิ้ง เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อสำรวจวิถีความเป็นอยู่ของคนในชุมชน เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็น 1 ในเส้นทางการท่องเที่ยวรอบเกาะรัตนโกสินทร์ เป็นแหล่งรวมศิลปวัฒนธรรมคนภาคกลาง ที่อยู่อาศัยของศิลปินพื้นบ้านของ กทม.หลายคน แต่ปรากฏว่าได้รับการร้องเรียนจากคนในชุมชนว่า สภาพภายในชุมชนย่ำแย่ มีปัญหาสิ่งแวดล้อม ยาเสพติด อาชญากรรมมากมาย แต่ไม่เคยได้รับความสนใจจาก กทม.เลย โดยล่าสุด รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) กำลังจะเข้ามาเวนคืนที่ภายในชุมชน เพื่อใช้เป็นเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีส้มด้วย สร้างความกังวลใจให้ชาวบ้านในพื้นที่อย่างมาก

 

นางกัญญา ทิพย์โยสถ อายุ 67 ปี อดีตนางเอกละครชาตรีพื้นบ้าน ซึ่งอาศัยอยู่ในชุมชนวัดแค นางเลิ้ง กล่าวว่า ยึดอาชีพรำละครชาตรีมาตั้งแต่เกิด และตั้งใจจะประกอบอาชีพนี้ไปจนตาย แม้ว่าทุกวันนี้เด็กๆ รุ่นใหม่แทบจะไม่มีใครรู้จักละครชาตรีแล้วก็ตาม หรือแม้กระทั่ง กทม.และกระทรวงวัฒนธรรมเองไม่เคยที่จะสนใจเข้ามาดูแลฟื้นฟูศิลปะแขนงนี้ให้ อยู่ต่อไปได้เลย รู้สึกว่าอีกไม่นานละครชาตรีพื้นบ้านกำลังจะหายไปจากประเทศไทยแล้ว

 

“ไม่ได้พูดเรื่องนี้เพราะความน้อยใจ แต่พูดเพราะเสียใจ ที่ตัวเองไม่สามารถรักษาศิลปะแขนงนี้เอาไว้ให้ลูกให้หลานรุ่นใหม่ๆ ได้ดูกัน เมื่อก่อนเคยไปติดต่อสถาบันการศึกษาหลายที่ อยากจะสอนเด็กรุ่นหลังๆ ว่าละครชาตรีแบบพื้นบ้านเขาเล่นกันอย่างไร สอนให้ฟรีๆ ไม่ต้องคิดเงิน แต่ก็ทำไม่ได้ ไม่มีใครสนใจเลย น่าเสียใจไหมล่ะ” นางกัญญากล่าว

 

นางกัญญากล่าวว่า ชุมชนนางเลิ้งนั้นเป็นชุมชนเก่าแก่ ภายในชุมชนมีเรื่องราวต่างๆ ให้ศึกษาให้เรียนรู้มากมาย ครอบครัวและพี่น้องของตนยึดอาชีพเป็นศิลปิน เป็นเจ้าของคณะละครชาตรีคณะครูพูนเรืองนนท์ สภาพความเป็นอยู่ทุกวันนี้ บางเดือนแทบจะไม่มีงานเลย บางเดือนได้รับว่าจ้างจากบริษัทเอกชนให้ไปเล่นตามงานประจำปีของบริษัท ตนจะเรียกลูกหลานเพื่อนฝูงที่เคยหัดเล่นละครด้วยกันมาให้ไปเล่นให้ครบตัว ได้รับค่าจ้างครั้งละ 7,500-10,000 บาท แต่ละครเรื่องหนึ่งจะมีตัวเล่นและนักดนตรีประมาณ 7-10 คน ได้เงินค่าจ้างก็แบ่งกันตามสัดส่วนของงาน ทั้งนี้ ตนไม่ได้เป็นห่วงเรื่องรายได้น้อย แต่ที่ห่วงคือละครชาตรีพื้นบ้านกำลังจะหายไป ถ้าหายไปจริงจะน่าเสียใจที่สุด

 

“อยากฝากไปถึงทั้งทาง กทม.และกระทรวงวัฒนธรรม ขอให้ช่วยกันอนุรักษ์ศิลปะแขนงนี้ของคนไทยเอาไว้ด้วย ถ้าเปรียบเทียบกับคนป่วย เขากำลังหายใจระรวย ใกล้จะตายเต็มทีแล้ว” นางกัญญากล่าว

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับประวัติของนางกัญญาและครอบครัว น่าสนใจที่จะศึกษาเรียนรู้อย่างยิ่ง แต่น่าเสียดายว่าเวลานี้หน่วยงานรัฐแทบไม่มีหน่วยงานใดสนใจนำเรื่องนี้ออกมา เผยแพร่เลย โดยนางกัญญาเป็นหลานสาวของนายพูน เรืองนนท์ เจ้าของคณะละครชาตรี โดยนายพูนนั้นมีบุตรสาวชื่อ น.ส.แพน เรืองนนท์ นางเอกละครของคณะที่ได้ชื่อว่า หน้าตางดงามอย่างยิ่ง ทั้งนี้ คณะละครชาตรีของนายพูน เป็นคณะละครที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประเทศไทย ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 โดยในครั้งนั้นคณะนี้ได้มีโอกาสไปแสดงหน้าพระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระสี สวัสดิ์ มณีวงศ์ พระมหากษัตริย์ แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา เป็นที่โปรดปราน จนในที่สุด น.ส.แพน ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้มีตำแหน่งเป็น “เจ้าจอมสีสวัสดิ์ อำไพพงศ์” ในเวลาต่อมา

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เรื่องราวของ น.ส.แพน มารดาของนางกัญญานั้น เป็นที่โด่งดังและได้มีการพูดคุยแบบ ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ กันมากในสมัยรัชกาลที่ 7 ทั้งนี้ จากบันทึกของนายแอนดริว เอ. ฟรีแมน (Andrew A. Freeman) บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ ชื่อ เดอะบางกอก เดลี่ เมล์ (The Bangkok Daily Mail) ทำหน้าที่รายงานเรื่องดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยนายฟรีแมนเขียนบันทึกประสบการณ์ของเขาในประเทศสยามไว้ในหนังสือเรื่อง “Brown Women and White” ตีพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกที่อเมริกาในปี พ.ศ.2475 ทราบเบาะแสเรื่อง น.ส.แพนเป็นครั้งแรก เพราะนักข่าวที่เป็นคนไทยของหนังสือพิมพ์เดลี่ เมล์ ชื่อนายประสุต บังเอิญไปได้ยินคำสนทนาของกลุ่มสตรีที่เพิ่งลงจากรถไฟที่สถานีรถไฟหัวลำโพง พวกเธอกำลังซุบซิบกันถึงเรื่องที่มารดาของ น.ส.แพนเล่าให้ฟังระหว่างที่นั่งรถไฟกลับมาด้วยกันจากชายแดนไทย-กัมพูชา เรื่องที่บุตรสาวของเธอกำลังจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นราชินีของกัมพูชา

 

ในบันทึกดังกล่าวของนายฟรีแมน ยังอ้างด้วยว่า ด้วยสัญชาตญาณนักข่าว นายประสุตจึงรีบตามไปดักตัวมารดา น.ส.แพนไว้เพื่อซักถามรายละเอียด โดยนายประสุตถามว่า ทำไมเธอถึงคิดว่าบุตรสาวของเธอจะได้เป็นราชินีของกัมพูชา เธอบอกว่า เพราะพระมหากษัตริย์กัมพูชาทรงมีบัญชาให้อาลักษณ์หลวงบันทึกตำแหน่งของบุตร สาวของเธอเป็น”เจ้าจอม” และทรงพระราชทานนามใหม่ให้ น.ส.แพนว่า “สีสวัสดิ์ อำไพพงศ์” นายประสุตจึงรีบโทรศัพท์เข้ามารายงานเรื่องนี้กับบรรณาธิการ และบรรณาธิการฟรีแมน ตัดสินใจพาดหัวข่าวนี้ในเดอะบางกอก เดลี่ เมล์ Bangkok Daily Mail ฉบับวันรุ่งขึ้นทันที SIAMESE DANCER MAY BE CAMBODIA”S QUEEN “นางละครชาวสยามอาจได้เป็นราชินีของกัมพูชา” รายงานข่าวชิ้นนี้ทำให้ น.ส.แพน เรืองนนท์ กลายเป็น “Talk of the Town” ของวงสังคมในเมืองบางกอกเมื่อปี พ.ศ.2470 ทันที

 

นางกัญญาให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า มารดาของตนอาศัยอยู่ในประเทศกัมพูชาได้ 2 ปี อย่างมีความสุข แต่ต่อมาก็ถูกส่งตัวกลับมาประเทศไทย ด้วยเหตุใดตนไม่ทราบ กลับมาอยู่เมืองไทยได้ 2 ปี จึงแต่งงานใหม่ และมีตนออกมา ทั้งนี้ หลังจากกลับมาอยู่เมืองไทย มารดาประกอบอาชีพเป็นนางละคร ในคณะละครชาตรีพื้นบ้านกับตาตลอด กระทั่งเสียชีวิตเมื่อ พ.ศ.2522

 

นางสุวัน แววพลอยงาม ประธานชุมชนวัดแคนางเลิ้ง กล่าวว่า เคยทำหนังสือถึงกระทรวงวัฒนธรรม เรื่องการให้เข้ามาช่วยฟื้นฟูดูแลศิลปวัฒนธรรมหลายอย่างที่มีอยู่ในชุมชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งละครชาตรีพื้นบ้าน โดยเฉพาะตัวนางกัญญาซึ่งมีความสามารถ และมีประวัติส่วนตัวที่น่าสนใจ สมควรที่จะได้รับการดูแลจากรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่น่าเสียใจมาก เพราะไม่มีเสียงตอบรับใดๆ เลย มีเพียงเครื่องดื่มบำรุงกำลังยี่ห้อหนึ่งที่มาทำป้ายชื่อทางเข้าชุมชน และป้ายบอกชื่อบ้านให้นางกัญญาเท่านั้น

 

มติชน วันที่ 24 กุมภาพันธ์  2556

 

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.