ชุมชนนางเลิ้ง…ใครฆ่าเธอ

 

หญิงชรานั่งอยู่ในห้องแคบๆ และสลัว รอบๆ ตัวระเกะระกะไปด้วยอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือทำขนม อาคารหลังเก่านี้สร้างขึ้นมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 7 แม้มี 2 ชั้น แต่แม่เฒ่าเลือกที่จะนั่งๆ นอนๆ อยู่ชั้นล่างเนื่องจากสังขารในวัยร่วงโรยจนไม่สามารถเดินขึ้นไปชั้นบนได้

 

ห่างออกไปราว 100 เมตร บริเวณปากซอยมีป้ายขนาดย่อมเขียนว่า “ป้าหงษ์ขนมไทย” พร้อมกับวงเล็บว่า “ไม่มีสาขา” ซึ่งภายในร้านมีขนมหวานนานาชนิดให้เลือกกว่า 10 อย่าง

 

เมื่อสัปดาห์ก่อน คณะสื่อมวลชนและทีมผู้ช่วยทางวิชาการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พร้อมด้วยสื่อมวลชนกลุ่มเล็กๆ ได้ชวนกันลงพื้นที่ชุมชนนางเลิ้ง กรุงเทพฯ

 

ป้าหงษ์ หรือนางยุพา พิศิษฐการ วัย 82 ปี เกิดที่ชุมชนวัดแคนางเลิ้ง หรือเรียกสั้นๆ ว่าชุมชนนางเลิ้ง แกสืบทอดฝีมือการทำขนมหวานมาตั้งแต่อายุ 7 ขวบจากญาติพี่น้อง

 

ในอดีตตั้งแต่เป็นเด็กจนเติบโตเป็นสาว ยายหงษ์ได้เห็นถึงความคึกคักและความเจริญของตลาดนางเลิ้ง ซึ่งมีทั้งโรงหนัง โรงละคร ไปจนถึงซ่องโสเภณีและบ่อนการพนัน

 

“สมัยนั้นนางเลิ้งมีคนอยู่เยอะ มีคนมาเที่ยวกันทั้งกลางวันกลางคืน เราขายขนมหวานกันตั้งแต่เช้ายันดึก ขายดีกว่าทุกวันนี้มาก” ยายหงษ์ฉายภาพในอดีตของตลาดเก่าแก่แห่งนี้ซึ่งแตกต่างจากสภาพในปัจจุบันมาก แม้ขนมหวานของยายหงษ์ยังคงเลื่องชื่อ โดยเฉพาะตะโก้มันสำปะหลังและสังขยาเผือก ที่สุดแสนอร่อยและนับวันจะหากินได้ยาก

 

“เดี๋ยวนี้พอบ่าย 3 ก็เก็บร้านแล้ว ไม่มีคน” ยายหงษ์บอกถึงสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งแม้ตลาดนางเลิ้งจะดูคึกคักตั้งแต่เช้าจนบ่าย แต่เทียบไม่ได้เลยกับอดีตอันแสนรุ่งโรจน์

 

ที่ผ่านมาหลายฝ่ายต่างมาทำโครงการสารพัดด้วยความหวังดี แต่ดูเหมือนความหวังดีนั้นเป็นเพียงชั่วครู่ชั่วยาม แม้กระทั่งนักวิชาการและนักวิจัยหลายคนหลายชุดได้มาเก็บข้อมูลขุดค้นประวัติศาสตร์ของชุมชนแห่งนี้ จนสามารถเขียนเป็นหนังสือกันเล่มหนาได้หลายเล่มหลายวาระ แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นได้แค่ตัวอักษรที่ไม่เคยนำมาเชื่อมโยงกับชีวิตคนเพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาของชาวบ้านเลย

 

ทุกวันนี้ยายหงษ์อยู่ตัวคนเดียว แต่บางคราก็มีหลานๆ มาช่วยบ้าง แม่เฒ่าลงมือทำขนมเองทุกวัน เมื่อเสร็จก็ให้เพื่อนบ้านนำไปขายปากซอย

 

“ที่เป็นห่วงทุกวันนี้ ก็กลัวว่าจะไม่มีใครรับช่วงต่อนั่นแหละ ตอนนี้ยังมีหลานสาวมาช่วยอยู่บ้าง แต่อนาคตก็ไม่รู้ว่าเขาจะทำต่อหรือไม่ เมื่อก่อนก็เคยสอนคนนั้นคนนี้ แต่การทำขนมหวานมันต้องอาศัยความอดทน และต้องละเอียด หลายคนเขาก็เลยเบื่อและเลิกไป” ผู้อาวุโสรู้สึกกังวลใจ เพราะนับวันเรี่ยวแรงก็อ่อนล้าลงทุกที เมื่อก่อนแกเคยทำตะโก้แป้งซึ่งอร่อยไม่แพ้ตะโก้มันสำปะหลัง แต่ต้องใช้พลังในการเคี่ยวมาก ในที่สุดเลยต้องเลิกทำ

 

“ยายห่วงว่ามันจะหายไปหมด เรามันตัวคนเดียว ตอนนี้พอทำไหวก็ทำไปก่อน” ผู้เฒ่าย้ำด้วยน้ำเสียงปลงๆ

 

ชีวิตของยายหงษ์เป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดนางเลิ้ง คือนับวันมีแต่ร่วงโรย ทั้งๆ ที่มีของดีอยู่มากมาย แต่กลับขาดการสนับสนุนและสืบสาน

 

ในย่านนี้ยังมีป้ากัญญา ทิพโยสถ นางละครชาตรี วัย 67 ปีซึ่งเป็นลูกหลานของตระกูล “เรืองนนท์” ที่เป็นอดีตคณะละครชื่อดัง โดยแม่ของป้ากัญญาคือนางแพน นางเอกละครในยุคนั้นพร้อมคณะได้ไปแสดงที่เขมร และถูกตาต้องใจกษัตริย์เขมรจนได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเจ้าจอมในพระบาทสีสวัสดิ์ มณีวงศ์ ซึ่งครองราชย์ ระหว่าง พ.ศ.2470-2484

 

ทุกวันนี้ป้ากัญญายังคงทำหน้าที่นางละครชาตรีอยู่ เพียงแต่ลมหายใจของศิลปะแขนงนี้รวยรินเต็มที เนื่องจากคนรุ่นใหม่ไม่รู้จักและไม่เคยสนใจ แต่ป้ากัญญายังคงมุ่งมั่นที่จะรักษามรดกชิ้นนี้ของตระกูลเอาไว้

 

“ป้าไม่เปลี่ยนอาชีพหรอก เราเป็นลูกครูก็ต้องสืบทอดสิ่งที่ครูอบรมสั่งสอนมา พยายามทุกอย่างเพื่อไม่ให้มันสูญหาย”

 

ถัดจากร้านขนมหวานยายหงษ์ไปไม่กี่ก้าวมีโรงหนังขนาดใหญ่ที่ฝาทำด้วยไม้เกือบทั้งหลัง แต่ผุกร่อนไปตามกาลเวลา ด้านหน้าโรงหนังมีโปสเตอร์หนังสีจางๆ นำแสดงโดยมิตร ชัยบัญชา และเพชรา เชาวราษฎร์ แปะอยู่ด้านบนใกล้จั่วเขียนว่า “ศาลาเฉลิมธานี”

 

ในชุมชนแห่งนี้เคยเป็นที่ตั้งบ้านของมิตร ชัยบัญชา แต่ถูกไฟไหม้ไปหมดแล้ว

 

“โรงหนังแห่งนี้มีมาตั้งแต่รุ่นพ่อผม พอท่านเสียผมก็ทำต่อ สมัยก่อนคนเข้ามาดูหนังเยอะ แต่เมื่อถึงจุดสูงสุดก็ต้องถึงจุดต่ำสุด และปิดตัวลงเมื่อ 20 กว่าปีก่อน เมื่อมีวิดีโอเข้ามาแทนที่” ลุงกวย หรือนายสมพงษ์ โชติวรรณ วัย 71 ปี เจ้าของโรงหนังแห่งนี้เล่าถึงความผันแปร แต่ทุกวันนี้แกยังยอมเสียค่าเช่าเดือนละ 8,000 บาท ให้กับเจ้าของที่ดินคือสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ เพราะมีความหวังว่าสักวันหนึ่งจะสามารถพลิกฟื้นชีวิตโรงหนังแห่งนี้คืนมาได้ แต่อาจไม่ได้เป็นการฉายหนังเหมือนดังก่อน

 

“ผมอยากเห็นความรุ่งเรืองของตลาดนางเลิ้งกลับมาอีก และอยากให้โรงหนังแห่งนี้เป็นพื้นที่การแสดงศิลปะของชุมชน ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงเรื่องอาหารและความงดงามต่างๆ ของคนนางเลิ้ง”

 

ความหวังของลุงกวยเป็นจริงได้ หากผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องใส่ใจจริงจัง เพราะทุกวันนี้แม้ชุมชนนางเลิ้งจะอยู่กันเองตามยถากรรม ชาวบ้านจำนวนหนึ่งอาศัยอยู่ในซอกเล็กๆ มุงหลังคา ชาวบ้านหลายคนไม่มีกระทั่งบัตรประชาชนแม้จะเกิดที่นี่ และมีชุมชนคอยดูแลและให้การรับรอง ทำให้ผู้เฒ่าหลายรายไม่ได้แม้แต่เบี้ยผู้สูงอายุและสิทธิรักษาพยาบาลราคาถูก

 

ขณะที่รถไฟฟ้าสายสีส้มมีโครงการตัดผ่านชุมชน ทำให้ชาวบ้านราว 10 หลังคาเรือน กำลังเดือดเนื้อร้อนใจ เช่นเดียวกับค่าเช่าที่ดินซึ่งทั้งชุมชนเป็นของสำนักงานทรัพย์สินฯ ซึ่งมีข่าวว่ากำลังถูกปรับเพิ่ม ทำให้ชุมชนถูกซ้ำเติมเข้าไปอีก

 

ทุกวันนี้เพราะความเป็นนางเลิ้งชุมชนเก่าแก่ จึงทำให้ที่นี่มีลมหายใจต่อไปได้

 

ที่มีคนอย่างยายหงษ์ ป้ากัญญา ลุงกวย มีอาหารที่มีชื่อเสียงนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นก๋วยเตี๋ยวเนื้อ บะหมี่ทำเอง เป็ดพะโล้

 

แต่ภูมิปัญญาดั้งเดิมหลายแขนงและเสน่ห์ของนางเลิ้งกำลังสูญหายไปพร้อมๆ กับความเก่าแก่ของคนและชุมชน

 

นางเลิ้งกำลังจะตาย ใครกันเล่าที่ฆ่านางเลิ้ง.

 

โดย ภาสกร จำลองราช

padsakorn@hotmail.com

ไทยโพสต์ 3 มีนาคม 2556

 

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.