กลุ่มชาวเล “ราไวย์” จ.ภูเก็ต บุกทำเนียบฯ วอนรัฐบาลเร่งเดินหน้าประชุม คกก.ฟื้นฟูวิถีชีวิตฯ หลังนายกฯ เพิ่งลงนามแต่งตั้ง

กลุ่มชาวเล “ราไวย์” จ.ภูเก็ต บุกทำเนียบฯ วอนรัฐบาลเร่งเดินหน้าประชุม คกก.ฟื้นฟูวิถีชีวิตฯ หลังนายกฯ เพิ่งลงนามแต่งตั้ง เผยชาวบ้านหลายครัวเรือนเดือดร้อนหนักทั้งถูกนายทุกฟ้องไล่ที่-ถูกจับข้อหาบุกรุก แถมต้องจ่ายค่าน้ำ-ไฟแพงกว่าปกติ 5 เท่า ด้านกลุ่มชาติพันธุ์ชาวกะเหรี่ยง 37 ชุมชน ร่วมกันสถาปนา “เขตวัฒนธรรมพิเศษ” เผยมติ ครม.ออกมา 3 ปีกลับไม่คืบ ชาวบ้านต้องเดินหน้าจัดการเอง

 

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม เครือข่ายชาวเลชุมชนราไวย์ จ.ภูเก็ต ได้เดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้เร่งเดินหน้าประชุมคณะกรรมการอำนวยการบูรณาการนโยบายเพื่อฟื้นฟูวิถีชีวิตและแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล หลังจากที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวไปเมื่อเร็วๆ นี้ โดยมีนายสรายุทธ เภสัชชะ หัวหน้าสำนักงานรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง เป็นผู้รับหนังสือ

 

นายนิรันดร์ หยังปาน ชาวบ้านชุมชนราไวย์ ในฐานะตัวแทนชาวเล กล่าวว่า หลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการฟื้นฟูวิถีชีวิตและแก้ไขปัญหากลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล โดยมีรองนายกรัฐมนตรีคือ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา เป็นประธานแล้วนั้น ทางเครือข่ายอยากให้รองนายกฯ เร่งรัดในการเรียกประชุมเพื่อกำหนดแนวทางแก้ปัญหาโดยเร็ว เนื่องจากขณะนี้ชาวเลจำนวนมากต้องเดือดร้อนทั้งในเรื่องการถูกฟ้องขับไล่ การจับกุมในข้อหาบุกรุกเขตอุทยานแห่งชาติ อีกทั้งต้องเสียเปรียบในเรื่องการใช้สาธารณูปโภค ทั้งน้ำ ไฟ ในราคาที่แพงกว่าคนทั่วไปถึง 5 เท่า

 

ด้านนางสมศรี แมะงิ้ว ชาวเลราไวย์ กล่าวว่า ครอบครัวของตนใช้น้ำ-ไฟอย่างประหยัด แต่กลับต้องจ่ายมากกว่าเดือนละ 1,000 บาท ทั้งที่สิ่งอำนวยความสะดวกมีน้อยมาก ขณะที่รายได้เฉลี่ยแค่วันละ 200 บาท ตนต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายที่แพงเกินรายได้มานานกว่า 5 ปี ขณะที่เพื่อนบ้านหลายคน บ้านติดแอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายอย่าง ยังจ่ายค่าไฟในราคาพอๆ กับชาวเล นอกจากนี้ยังมีสถานการณ์เรื่องที่ดิน ก็ยังไม่รู้ว่าจะถูกฟ้องไล่ที่เหมือนกับชาวเลหลายคนที่ผ่านมาหรือไม่ ยังไม่รู้ว่าชะตาชีวิตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

 

“พวกเราเหมือนชุมชนที่ถูกลืม คนชั้นล่างถูกเอาเปรียบหลายอย่างทั้งๆ ที่บรรพบุรุษมีการสร้างชุมชนมาเนิ่นนานกว่า 300 ปี แต่วันนี้แม้แต่สิทธิ์ที่จะใช้สาธารณูปโภคพื้นฐานยังถูกเอาเปรียบสารพัด บางคนไม่มีเงินจ่ายก็ยอมใช้น้ำบาดาลขุ่นๆ แบ่งเงินไว้ใช้จ่ายอย่างอื่นที่จำเป็น” นางสมศรีกล่าว

 

ด้านนายสรายุทธ หน้าสำนักงานรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะนำเสนอเรื่องดังกล่าวต่อนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง เพื่อเสนอเรื่องร้องเรียนต่อรองนายกรัฐมนตรี ส่วนทางประธานคณะกรรมการฯ จะสั่งการอย่างไรนั้น จะติดต่อกลับไปยังตัวแทนชาวเลเพื่อประสานงานตามขั้นตอน

 

วันเดียวกันยังมีความเคลื่อนไหวจากกลุ่มชาติพันธุ์ชาวปกากะญอ (กะเหรี่ยง) โดยนายปรีชา ศิริ หรือพะตีปรีชา ปราชญ์ชาวปกากะญอแห่งบ้านห้วยหินลาดใน อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย เปิดเผยว่า ในวันที่ 6 มีนาคม ชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ต่างๆ ภาคเหนือจะร่วมกันสถาปนาสิทธิชุมชนและประกาศคุ้มครองเขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ “ชุมชนปกากะญอ” ที่บ้านห้วยหินลาดใน ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่แรกภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553 ว่าด้วยการคุ้มครองวิถีชีวิตกะเหรี่ยง ซึ่งแม้จะประกาศใช้เป็นเวลา 3 ปีแล้ว แต่ยังไม่เกิดเป็นรูปธรรมชัดเจน ที่ผ่านมามีเพียงการประชุมและสัมมนาตามชุมชน มหาวิทยาลัย และตามสถานที่ต่างๆ เท่านั้น แต่ชาวบ้านยังไม่ทราบว่าสามารถเรียกร้องสิทธิประโยชน์อะไรบ้างที่สมควรได้รับ

 

นายปรีชากล่าวว่า สาเหตุที่ใช้ชุมชนห้วยหินลาดในเป็นพื้นที่สถาปนานำร่อง เนื่องจากตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา ชุมชนแห่งนี้ได้ดูแลรักษาและจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยอาศัยภูมิปัญญาและวิถีความเชื่อของชุมชนตามวัฒนธรรมของปกากะญอมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อลบภาพลักษณ์จากผู้บุกรุกป่า เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ ซึ่งเป็นผลมาจากความไม่เข้าใจในวิถีชีวิตของปกากะญอ เพราะนโยบายการประกาศเขตพื้นที่ป่าทับที่ทำกินและที่อยู่อาศัยของชุมชนโดยภาครัฐ จึงทำให้ชาวปกากะญอ รวมถึงชนเผ่าและชุมชนอื่นๆ ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ป่ากลายเป็นผู้บุกรุกป่าโดยปริยาย ทั้งๆ ที่ชุมชนเหล่านี้ได้อยู่กันมาหลายชั่วคนแล้ว

 

เขากล่าวอีกว่า การสถาปนาเขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ “ชุมชนปกากะญอ” เพื่อยืนยันต่อสาธารณะว่า วิถีวัฒนธรรมของเราเป็นรูปแบบที่เอื้อต่อการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน เอื้อต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ อีกทั้งสามารถเป็นต้นแบบขยายไปสู่ชุมชนที่อาศัยในเขตพื้นที่ป่าอื่นๆ ที่มีปัญหาคล้ายคลึงกันได้ จึงทำให้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการปกป้องและคุ้มครองอัตลักษณ์และวิถีชีวิตแบบปกากะญอ รวมถึงเปิดพื้นที่ให้ชุมชนสามารถจัดการตนเองโดยรัฐและภาคส่วนอื่นๆ ให้การสนับสนุนและยอมรับอย่างจริงจัง

 

“การจัดงานในวันที่ 6 มีนาคมนี้ ช่วงเช้าจะทำพิธีไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชุมชน จากนั้นเวลา 10.20 น. ประกาศสิทธิชุมชนและพื้นที่คุ้มครองเขตวัฒนธรรมพิเศษ โดยฮีโข่ (ผู้นำจิตวิญญาณ) จาก 37 ชุมชน หลังจากนั้นจะมีเวทีเสวนาเรื่องสิทธิชุมชนและการจัดการเขตพื้นที่วัฒนธรรมพิเศษ” ปราชญ์ชาวกะเหรี่ยงกล่าว.

 

ไทยโพสต์ 6 มีนาคม 2556

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.