“กัญญา ทิพโยสถ” สืบสานละครชาตรี สไตล์โบราณ

กัญญา ทิพโยสถ หรือครูจ๋า เมื่อครั้งแสดงละครชาตรี

ชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน หรือ วัดแคนางเลิ้ง เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย เป็นชุมชนเล็กๆ ที่คนในชุมชนดำเนินชีวิตแบบเรียบง่าย โดยไม่แยแสว่าสังคมภายนอกจะมองอย่างไร เส้นทางเข้าออกเป็นซอกเล็กๆ ซึ่งมีบ้านไม้เก่าๆ หลังหนึ่ง มีลานเต้นรำสำหรับการฝึกสอนละครชาตรีและรำซัด โดยทุกวันเสาร์ อาทิตย์ จะมีเด็กในชุมชน 4-5 คนมาร่วมฝึกซ้อม กัญญา ทิพโยสถ หรือครูจ๋า วัย 76 ปี เจ้าของคณะละครชาตรี “คณะกัญญา ลูกแม่แพน” กลับมุ่งมั่นในการถ่ายทอดองค์ความรู้อย่างไม่ยี่หระต่อยุคสมัย ที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งกระบวนท่ารำของครูจ๋า เป็นที่ร่ำลือของคนย่านนางเลิ้ง เป็นต้นตำรับละครไทย ที่ไม่มีการผสมผสานละครแบบสมัยใหม่เลยแม้แต่ส่วนเดียว

 

ครูจ๋า เล่าว่า คลุกคลีละครชาตรีมาแต่วัยเยาว์ เพราะครอบครัวมีอาชีพแสดงละครชาตรีกันตั้งแต่รุ่นคุณทวด และสืบทอดจนกระทั่งรุ่นครูจ๋า รวมทั้งหมดสี่รุ่น รุ่นแรกเป็น คณะของครูทองใบ เรืองนนท์ (ทวด) รุ่นที่ 2 พูน เรืองนนท์ (ตา) รุ่นที่ 3 คณะแม่แพน เรืองนนท์ (รุ่นแม่) และรุ่นปัจจุบัน คือ “คณะกัญญา ลูกแม่แพน”

 

ครูจ๋า เล่าอย่างภูมิใจว่า คณะของคุณตาและแม่เคยได้รับความนิยมถึงขั้นไปแสดงที่กัมพูชา ต่อหน้าพระภักดิ์ ของพระบาทสีสวัสดิ์ มณีวงศ์ ขณะนั้นแม่ของครูจ๋า อายุเพียง 18 ปี จึงถูกถวายตัวเป็นสนมของกษัตริย์ จำได้คร่าวๆ จากคุณตาว่า ช่วงนั้นฝรั่งเศสได้พยายามครอบครองกัมพูชา เพื่อเป็นเมืองขึ้น สถานการณ์เลยพลิกเปลี่ยนให้ครอบครัวเรืองนนท์ ต้องกลับประเทศไทย และนำละครชาตรีมาแสดงอย่างต่อเนื่องในไทย ในสมัย ร.4 และ ร.5 ช่วงนั้นคณะละครชาตรีได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

 

ตอนครูอายุ 7 ขวบ ได้แสดงที่วังเฉลิมเขต แสดงเป็นสาวใช้ บทพูด บทร้องนั้นง่าย แต่การรำค่อนข้างละเอียด แต่ก็ไม่เคยละความพยายามได้สานต่อความรู้ด้วยการฝึกการแสดงอย่างต่อเนื่อง จนเป็นที่ยอมรับของคณะละครชาตรีของประเทศไทย แต่ด้วยความเจริญของสมัยใหม่เข้ามาสู่ กทม.หลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป มีการนำละครและท่ารำรูปแบบแปลกใหม่มาแสดงมากขึ้น ส่วนตัวยอมรับว่า เป็นห่วงวัฒนธรรมไทย แต่ก็จำต้องปล่อยวาง สิ่งเดียวที่ทำได้ คือ สอนลูกศิษย์ในรูปแบบดั่งเดิม

 

“ปัจจุบันรูปแบบการแสดงของละครชาตรีประยุกต์ใช้เวลา 15 นาทีเพื่อรำโชว์ คนร้องกับนางรำเป็นคนละคน ซึ่งรูปแบบเดิมจะใช้คนเดียวกัน สิ่งที่น่ากังวลคือ นางรำ ในปัจจุบันจะอวดอ้างว่า เป็นการแสดงละครชาตรีเพื่อการแก้บน ใช้ท่ารำละครชาตรี มาประยุกต์เข้ากับเพลงสมัยใหม่ พร้อมใช้ดนตรีปี่พาทย์เล่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ทำให้ละครชาตรีของไทย เป็นที่เข้าใจผิดของผู้ชม และทำลายความน่าเชื่อถือของไทยเอง” ครูจ๋า บอก

 

ครูจ๋า เล่าว่า ปัจจุบันมีนักศึกษาด้านนาฏศิลป์หลายคนสนใจละครชาตรีอยู่ จึงสละเวลาไปถ่ายทอดให้โดยไม่คิดค่าจ้าง เพราะสิ่งเดียวที่อยากเห็นก่อนฉากสุดท้ายในละครชาตรี คือ ได้เห็นคนรุ่นใหม่ ยังศรัทธาในวัฒนธรรมของตน หากถามว่า เหตุใด ครูจ๋าไม่ยอมเปลี่ยนตัวเองเพื่อความอยู่รอดของละครชาตรี ครูตอบด้วยน้ำตาว่า ไม่ต้องการลบล้างวัฒนธรรมเก่าที่บรรพบุรุษสร้างมา มันเหมือนทิ้งมรดกของพวกเขา โดยไม่คิดจะเทิดทูน บูชา ดังนั้นรายได้แค่ 2,000-3,000 บาทต่อเดือนจึงเป็นอัตราที่พึงพอใจ

 

…ฉันไม่เลือกเปลี่ยนตัวเองเพื่อความอยู่รอด เพราะฉันรู้ว่า หากทำอะไรด้วยความฉาบฉวย มันง่าย แต่ไม่มั่นคง ฉันอยากให้ใครก็ได้ ที่รู้ว่า ละครชาตรีเป็นมรดกทางวัฒนธรรม ที่ควรแก่การรักษา วันนี้หากขอได้ ขอให้โรงหนังนางเลิ้งเปิดใช้ จะเป็นพื้นที่โชว์ลิเก การขับร้อง การรำ ละครชาตรี ดนตรี หรือ จัดเหมือนนิทรรศการเล็ก ๆ ในโรงหนัง และขอเก็บแค่ค่าบำรุงรักษา 10-20 บาท จากนักท่องเที่ยว คนที่มาเยือนจะรู้รากเหง้าวัฒนธรรมละครชาตรีที่แท้จริง

 

ASTVผู้จัดการออนไลน์ 4 มีนาคม 2556

 

 

 

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.