หวั่นมลพิษ-PM2.5 พุ่งกระฉูดตามนโยบายประชารัฐสร้างไบโอฮับขอนแก่น เผยเพิ่มพื้นที่ปลูกอ้อยอีกมหาศาล “กลุ่มฮักบ้านเกิด”จวกหน่วยงานรัฐปกปิดข้อมูล ยื่นหนังสือจี้ กกพ.เปิดเผย

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 ตัวแทนกลุ่มฮักบ้านเกิด บ้านเมืองเพีย ต.เมืองเพีย อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ได้เดินทางมายื่นหนังสือต่อนายวินิจ ศรีอุบล ผู้อำนวยการฝ่าย สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานประจำเขต 4 จังหวัดขอนแก่น เพื่อขอให้ดำเนินการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนหรือชุมชน และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและผู้ที่เกี่ยวข้องก่อนการพิจารณาดำเนินการหรืออนุญาตใด ๆ แก่ผู้ประกอบการโดยให้คณะกรรมการฯ ทำหนังสือตอบกลับเป็นลายลักษณ์อักษรภายใน 15 วัน และขอผู้ที่รับผิดชอบลงพื้นที่ชี้แจงข้อมูลโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลในนิคมอุตสาหกรรมชีวภาพทั้งหมดหลังจากรับหนังสือ โดยนายวินิจรับปากว่าจะเร่งขอข้อมูลไปยังหน่วยงานราชการส่วนกลางที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมาชี้แจงกับกลุ่มคนฮักบ้านเกิดโดยเร็ว

ทั้งนี้เนื่องจากเมื่อต้นปีที่ผ่านมาได้มีการเปิดข้อมูลจากผู้ประกอบการว่าจะมีการก่อสร้างโรงงานน้ำตาลขนาด 20,000 ตันต่อวัน พ่วงกับโรงไฟฟ้าชีวมวล 32 เมกะวัตต์ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวไม่ตรงกับการรายงานข่าวและข้อมูลที่ทางกลุ่มได้สืบค้นมาว่าจะมีการก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมชีวภาพ หรือไบโอฮับ ในพื้นที่ 4,000 ไร่รวมถึงข้อมูลใน แผนยุทธศาสตร์อ้อยและน้ำตาลทราย 10 ปี (พ.ศ. 2558 – 2569) ของ สำนักงานคณะกรรมการอ้อยและน้ำตาล (สอน.) ที่ระบุเป้าหมายในการผลิตไฟฟ้าชีวมวลจะเพิ่มขึ้นจาก 1,542 เมกะวัตต์ เป็น 4,000 เมกะวัตต์

น.ส.ผจงพร ผิวเผื่อน ตัวแทนกลุ่มฮักบ้านเกิดกล่าวว่า เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการและนายอำเภอบ้านไผ่ได้ประชุมร่วมกับชาวบ้านโดยอ้างว่าเพื่อชี้แจงข้อมูลให้ผู้ได้รับผลกระทบในรัศมีโครงการ 5 กิโลเมตร แต่ได้เปิดเผยข้อมูลเฉพาะโรงงานอ้อยและน้ำตาลขนาด 20,000 ตันต่อวัน พ่วงกับโรงไฟฟ้าชีวมวล 32 เมกะวัตต์ ซึ่งจะมีการก่อสร้างในไบโอฮับเท่านั้น การจัดประชุมดังกล่าวจึงเป็นการให้ข้อมูลเท็จ ไม่ได้เปิดเผยข้อมูลที่แท้จริงเพื่อให้ชาวบ้านได้รับรู้ข้อมูลที่รอบด้าน

“มีการรายงานข่าวในสื่อต่าง ๆ และงานวิชาการที่เกี่ยวข้องมาตั้งแต่ปี 2558 เรื่องไบโอฮับในอำเภอบ้านไผ่ แม้แต่ผู้บริหารที่จะเข้ามาประกอบกิจการก็ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนมาเป็นระยะว่า พื้นที่ 4,000 ไร่ที่ซื้อไว้จะสร้างเป็นนิคมอุตสาหกรรมชีวภาพ และจะมีโรงไฟฟ้าชีวมวล 1,800 เมกะวัตต์ แต่กลับไม่เคยมีหน่วยงานรัฐลงพื้นที่มาให้ข้อมูลทั้งหมดกับชาวบ้านมาก่อนเลย เมื่อชาวบ้านไปขอข้อมูลจากนายอำเภอ อุตสาหกรรมจังหวัด หรือ อบต.บ้านไผ่ หน่วยงานรัฐทุกหน่วยงานก็บ่ายเบี่ยงอ้างว่ายังไม่มีข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่โครงการขนาดใหญ่แบบนี้จะเป็นไปได้อย่างไรที่ไม่มีใครในหน่วยงานรู้เรื่องมาก่อน โรงไฟฟ้าชีวมวล 1,800 เมกะวัตต์ เป็นโรงไฟฟ้าที่มีขนาดใหญ่มากและจะส่งกระทบอย่างมากมายกับชาวบ้าน” น.ส.ผจงพร กล่าว

ด้าน นางสุคลธมานย์ กั้วเจริญ ตัวแทนชาวบ้านกล่าวว่า หากในพื้นที่มีการสร้างนิคมอุตสาหกรรมชีวภาพหรือโรงไฟฟ้าชีวมวลย่อมเกิดผลกระทบเหมือนพื้นที่อื่นๆ ที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากโรงงานน้ำตาลและโรงไฟฟ้าชีวมวล ใครจะรับผิดชอบ

“ถ้ามีอุตสาหกรรมชีวภาพเกิดขึ้นในพื้นที่ ใครจะรับประกันว่าจะไม่เกิดผลกระทบต่อแก่งละว้า พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับชาติ เป็นแหล่งผลิตน้ำประปาของอำเภอบ้านไผ่ ที่มีคน 40 หมู่บ้านใช้ประโยชน์ในการหาอยู่หากิน เป็นพื้นที่ปศุสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดขอนแก่น เพราะการปลูกอ้อยใช้สารเคมีมากกว่าทำนา 5 เท่า โรงงานอุตสาหกรรมจะแย่งน้ำและปล่อยน้ำเสีย แก่งละว้าย่อมได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ยังมีเรื่องมลพิษทางอากาศ จากการเผาอ้อย ควันจากการเผาไหม้ทำให้เกิดฝุ่น PM2.5 และเล็กกว่า 10 ไมครอน ทุกวันนี้ก็ยังไม่มีหนทางแก้ปัญหาเมื่อกรุงเทพหรือขอนแก่นได้รับผลกระทบจากมลพิษจากฝุ่นควันเป็นอันดับ 1 ในประเทศ” นางสุคลธมานย์

อนึ่ง ต่อมาวันที่ 23 มกราคม 2560 ได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อการขับเคลื่อนการลงทุนอุตสาหกรรมชีวภาพในประเทศไทย ตามนโยบายประชารัฐ สู่การพัฒนาคลัสเตอร์อุตสาหกรรม ระหว่างบริษัทเอกชน 13 ราย และหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษาและการวิจัย รวม 23 หน่วยงาน โดยจะมีการลงทุนโครงการต่าง ๆ 5 กลุ่ม ในช่วงระยะเวลา 10 ปี ในภาคอีสาน ได้แก่ 1) กลุ่มเอทานอล จากการใช้อ้อยและมันสำปะหลัง เป้าหมายผลิต 2,506 ล้านลิตรต่อปี 2) กลุ่มโรงงานชีวมวลจากชานอ้อย เป้าหมายผลิตไฟฟ้า 1,800 เมกะวัตต์ และการนำกากมันมาผลิตเป็นก๊าซชีวภาพแล้วนำไปผลิตไฟฟ้า 336 – 500 เมกะวัตต์ 3) กลุ่มไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ 4) กลุ่มไบโอพลาสติก หรือ พลาสติกชีวภาพ 5) กลุ่มแป้งและน้ำตาล และกลุ่มอุตสาหกรรมยา ชีววัตถุ วัคซีนขั้นสูง โดยการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพจะมี “ศูนย์กลางอุตสาหกรรมชีวภาพ หรือไบโอฮับ” ในพื้นที่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ซึ่งผู้ประกอบการได้กว้านซื้อที่ดินไว้แล้วประมาณ 4,000 ไร่

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.