กะเหรี่ยงกว่า 6 พันคนเดือดร้อนหนัก อุทยานฯ สาละวินประกาศขยายเขตทับ 10 หมู่บ้าน

 

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม นายตริณ ศรีอมรมารี ชาวบ้านสบเมย ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า จากการที่หน่วยงานของรัฐมีความพยายามในการเข้ามาจัดการทรัพยากรของรัฐในเรื่องของการเร่งขยายพื้นที่เขตอุทยานแห่งชาติสาละวิน ใน.ต.แม่สามแลบนั้น ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตอย่างมาก โดยขณะนี้ชาติพันธุ์หลายกลุ่มที่อาศัยอยู่ลุ่มน้ำสาละวิน กำลังเผชิญกับปัญหาพื้นที่เกษตรลดลง ผู้ที่ประกอบอาชีพ ทำนา ทำสวน ทำไร่ผัก โดยพืชที่นิยมมากที่สุด คือ ไร่ยาสูบ ซึ่งสร้างรายได้ในการผลิตมากถึงครั้งละ 10,000 -20,000 บาท นั้น ไม่สามารถปรับปรุงสถานที่ปลูกพืช หรือทำไร่หมุนเวียนได้ เนื่องจากรัฐมีความพยายามเข้ามาบริหารจัดการ เช่น ส่งเสริมปลูกป่าสักในป่าชุมชน ทำให้เกิดผลกระทบทางอ้อม คือ เกิดสถานการณ์ลักลอบตัดไม้สักทองมากขึ้น ป่าไม้ลดดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ป่าชุมชนที่บรรพบุรุษของชาติพันธุ์หลายกลุ่มเคยพึ่งพาอาศัย และรักษามาเป็นเวลาหลายปี เริ่มเข้าสู่ระบบเงื่อนไขรัฐบาล ยากที่ชาวบ้านจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากร และหากจะอาศัยคนนอกเข้ามาก็ยาก เพราะ ต.แม่สามแลบเป็นชายแดน เป็นพื้นที่เสี่ยง ขณะเดียวกันแม้จะมีกระแสสังคมอาเซียนเข้ามาก็ตาม แต่ชาวบ้านก็ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบการศึกษาที่รองรับสังคมในอนาคตได้ จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับรู้และเข้าใจว่า อาชีพทำไร ทำนา คือลมหายใจของชาติพันธุ์ในพื้นที่ดังกล่าว และไม่อยากให้มีการขยายเขตอุทยานฯ

 

ด้านนายไพโรจน์ พนาไพร ผู้ประสานงานเครือข่ายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำสาละวิน กล่าวว่า เมื่อประมาณเดือนมกราคม 2556 มีตัวแทนภาคประชาชนได้เข้าร่วมประชุมกับสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 16 สาขาแม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ทราบว่า สำนักงานดังกล่าวมีคำสั่งเกี่ยวกับการเสนอพื้นที่อุทยานไม้สักใหญ่และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อผนวกเป็นอุทยานสาละวิน ทำให้มีการขยายเขตอุทยานแห่งชาติดังกล่าวทับพื้นที่ของชาวบ้านในเขต ต.แม่สามแลบ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน จำนวน 10 หมู่บ้าน จำนวน 3,033 หลังคาเรือน ประกอบด้วยประชาชนประมาณ 6,000 คน ซึ่งหากการประกาศขยายพื้นที่อุทยานนั้นเป็นผลสำเร็จจะส่งผลต่อชาวบ้านใน พื้นที่ดังกล่าวอย่างมาก โดยเฉพาะเกิดข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ทำกิน และการเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากร ดังนั้นจึงอยากให้มีการทบทวนเรื่องราวดังกล่าว โดยชะลอการดำเนินการต่อ แต่ให้มีการประชาคม หรือ ทำประชาพิจารณ์จากพื้นที่ก่อนการประกาศอย่างเป็นทางการ

 

“มีเจ้าหน้าที่ในสำนักบางส่วน ที่นำเสนอรายงานว่า ได้ทำประชาพิจารณ์แล้วในเรื่องของการเตรียมประกาศเขตพื้นที่อุทยาน ฯ แต่ในความเป็นจริง ชาว ต.แม่สามแลบ ไม่มีใครรับรู้ ซึ่งเครือข่ายฯ จะมีการดำเนินการต่อเพื่อหาทางออกต่อไป โดยเบื้องต้นจะส่งหนังสือไปที่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อร้องเรียนกรณีถูกละเมิดดังกล่าว และอาจจะปรึกษาเพื่อหาทางออกต่อไป ส่วนในระดับท้องถิ่นอาจจะยื่นหนังสือถึง นางนฤมล ปาลวัตร ผู้ว่าราชการจังหวัด แม่ฮ่องสอน เพื่อช่วยเหลืออีกทาง” นายไพโรจน์ กล่าว

 

ด้านนายวิชัย อัมพรนภา ชาวบ้านโพซอ ต.เสาหิน อ.แม่สะเรียง กล่าวว่า แม้ขณะนี้จะยังไม่มีคำสั่งเป็นทางการในเรื่องการขยายพื้นที่อุทยานสาละวินก็ตาม แต่ที่ผ่านมามีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยตกเป็นเหยื่อของการจัดการทรัพยากรภาครัฐ ที่เน้นการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยชาวบ้านโพซอ เคยถูกฟ้องร้องข้อหาบุกรุกพื้นที่อุทยานแห่งชาติสาละวินและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสาละวิน ในอดีตมีมากกว่า 40 คดี แต่เจรจาในระดับอำเภอสำเร็จจึงถูกปรับประมาณรายละ 1,000 บาทยังเหลือคดีอยู่ระหว่างการตรวจสอบในชั้นศาลอีก 7 คดี หากแพ้ก็คงจะต้องจ่ายเงินหลักแสน ซึ่งไม่ยุติธรรมสำหรับคนทำมาหากินด้วยใจบริสุทธิ์ และหากพิจารณาตามความจริง เป็นเรื่องยากที่ชาติพันธุ์หลายกลุ่ม จะเข้าใจกฎหมายของรัฐบาล ซึ่งสวนทางกับวิถีชีวิตดั้งเดิมของตน ที่อาศัยป่ามานาน และไม่มีทางจะรู้ได้ชัดเจนว่าเขตใดห้ามทำเกษตร ห้ามทำไร่หมุนเวียน เพราะหากทุกพื้นที่ทั่วลุ่มน้ำสาละวิน ถูกประกาศทั้งหมด ชาวบ้านก็ไม่เหลือพื้นที่ใดสำหรับดำรงชีวิตแล้ว ไร่หมุนเวียนคงกลายเป็นตำนาน จะให้รับจ้างอย่างคนเมืองก็ตติดปัญหาสัญชาติ และเรื่องภาษา

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.