พลังมวลชนแต่งชุดดำกดดันสนช.ลาออก-ยุติบทบาท หลังเร่งปั้มกฎหมายมากมาย-ไม่รอบคอบจนชาวบ้านเดือดร้อน พนักงานรัฐวิสาหกิจ-กรรมกรเข้าร่วม เลขาสรส.แนะรื้อใหญ่

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2562 ที่บริเวณหน้าวัดเบญจมบพิตรฯ กทม.ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ชาวบ้านจากหลายองค์กร อาทิ เครือข่ายสลัม 4 ภาค เครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ สมาพันแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์(สรส.) กว่า 100 คนได้มารวมตัวเพื่อยื่นหนังสือขอให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ยุติการออกกฎหมาย โดยทางผู้ชุมนุมต้องการที่จะเดินทางไปยังอาคารรัฐสภา แต่ถูกสกัดกั้นจากเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งส่งกำลังมาคอยควบคุมกว่า 50 นาย

ทั้งนี้ชาวบ้านได้สวมเสื้อสีดำและมีป้ายเขียนข้อความต่างๆ ที่เป็นการเรียกร้องให้ สนช.ยุติการออกกฎหมาย ขณะแกนนำได้ผลัดกันขึ้นเวทีรถกระจายเสียงวิพากษ์วิจารณ์การทำหน้าที่ของ สนช.และได้มีการอ่านแถลงการณ์ เรื่อง “ยุติการตรากฎหมาย คืนอำนาจให้ประชาชน” ซึ่งระบุว่า โดยที่ได้มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไปในวันที่ 23 มกราคม 2562 และจะจัดให้มีการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคม เพื่อกลับสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ด้วยเหตุนี้ สนช.จึงสมควรยุติการพิจารณาและตรากฎหมายใหม่ทุกฉบับ เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นผู้ดำเนินการ อันเป็นไปตามหลักการอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย

“การตรากฎหมายจะเกี่ยวพันกับนโยบายที่พรรคการเมืองใช้ในการรณรงค์ช่วงเลือกตั้ง รัฐบาลที่อยู่ในช่วงการเลือกตั้งทั่วไปจึงมีสถานะเป็นรัฐบาลรักษาการ ไม่ควรดำเนินการใดที่มีผลผูกพันกับรัฐบาลที่จะมาใหม่ สนช.ซึ่งสมาชิกไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชนจึงไม่สมควรเป็นอย่างยิ่งที่จะพิจารณากฎหมายในช่วงเวลาที่มีการเลือกตั้ง” ในแถลงการณ์ ระบุ

ในแถลงการณ์ระบุว่า คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน(กป.อพช.) องค์กรภาคประชาชน สหภาพแรงงาน นักศึกษา และประชาชนผู้รักประชาธิปไตยจึงขอเรียกร้องให้ 1.สนช.ยุติการพิจารณากฎหมายทุกฉบับในทันที 2.นายกรัฐมนตรีต้องชะลอการนำร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านการพิจารณาของ สนช.นับแต่วันที่มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย เพื่อให้รัฐบาลใหม่ที่จะมาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นผู้ดำเนินการต่อไปตามนัยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 147

3.ด้วยเหตุดังกล่าวมาทั้งหมด สนช.จึงไม่มีภารกิจที่จะดำเนินงานต่อไป ประกอบกับค่าตอบแทนสมาชิก สนช. ผู้ช่วย และค่าใช้จ่ายอื่น รวมเดือนละไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาท นับจากวันนี้ถึงเดือนพฤษภาคม 2562 ต้องใช้ภาษีของประชาชนจ่ายให้กับสมาชิก สนช.อีกไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาท เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ บ้านเมือง สนช.จึงควรแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกนับตั้งสิ้นเดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นไป

นายดิเรก กองเงิน ชาวบ้านโป่ง ต.แม่แฝก อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ปัจจุบันในชุมชนได้จัดทำพื้นที่นำร่องธนาคารที่ดิน โดยในพื้นที่มีป่าชุมชนซึ่งชาวบ้านร่วมกันดูแลรักษาและใช้สอย แต่หากกฎหมายอุทยานฯ ฉบับใหม่ที่รอเข้าพิจารณาในสนช.ออกมาบังคับใช้ จะส่งผลกระทบกับชาวบ้านเป็นอย่างมากเพราะให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐมากมาย ที่สำคัญคือป่าชุมชนจะต้องกลายเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานฯ โดยที่ชาวบ้านไม่สามารถเข้าไปหาอยู่หากินได้เหมือนเมื่อก่อน แม้แต่การเลี้ยงวัวเลี้ยงควายที่เป็นวิถีดั้งเดิมก็ทำไม่ได้อีกต่อไปและต้องขออนุญาตเจ้าหน้าที่ทุกขั้นตอน กระทั่งตัวชาวบ้านที่เข้าป่าก็ถือว่ากระทำผิด

“จริงๆ แล้วการประกาศเขตอุทยานฯ ควรมีการสำรวจ และหารือกับชาวบ้านที่อยู่มาก่อน เพื่อกันพื้นที่ของชุมชนออกไป ไม่ใช่จู่ๆ ก็ไปขีดเอาจากแผนที่ กลายเป็นการสร้างปัญหาให้กับชาวบ้านมากมาย” นายดิเรก กล่าว

นายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการ สรส.กล่าวว่า สมาชิกสรส.และคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทยเข้าร่วมสนับสนุนการเคลื่อนไหวเรียกร้องให้ สนช.ยุติการออกกฎหมายครั้งนี้เนื่องจากเป็นความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการออกกฎหมายที่ไม่รัดกุมเพราะเร่งรีบเหมือนกับโรงงานปั้มกฎหมาย ซึ่งในการชุมนุมครั้งนี้แม้อาจยังไม่บรรลุเป้าหมาย แต่ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีที่ภาคประชาชนจะได้ร่วมมือกันเคลื่อนไหวผลักดันเพื่อประโยชน์ของประชาชน

“บางทีอาจจำเป็นต้องรื้อกันใหม่หมด เพราะกฎหมายหลายฉบับที่ออกไปนั้นสร้างปัญหามาก เช่น พรบ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี ที่เอาใจนักลงทุนมากเกินไปจนไม่สนใจความเดือดร้อนของชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ หรือ พรบ.โรงงาน พรบ.ข้าวซึ่งแม้จะชะลอออกไปแล้ว แต่สะท้อนให้เห็นถึงการมีช่องโหว่ช่องว่างของกฎหมาย” นายสาวิทย์ กล่าว

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.