
เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2562 เว็บไซต์ของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง หรือ MRC ได้เผยแพร่รายงานการแจ้งเตือน การระบายน้ำจากเขื่อนจิงหง มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ระหว่างวันที่ 5-9 กรกฎาคม 2562 ซึ่งระบุ ว่า สืบเนื่องจากการแจ้งเตือนอย่างเป็นทางการของกระทรวงทรัพยากรน้ำของจีนส่งถึงสำนักงานเลขาธิการMRC ประกอบกับฝนตกและฤดูฝนได้เริ่มขึ้นแล้ว ไม่มีแนวโน้มน่ากังวลแต่อย่างใด
ทั้งนี้การแจ้งเตือนจากกระทรวงทรัพยากรน้ำของจีนระบุว่า ระหว่างวันที่ 5-9 กรกฎาคม 2562 เขื่อนจิงหงจะลดการระบายน้ำลงครึ่งหนึ่งคือ จากเดิมที่ระบายจำนวน 1,050-1250 ลูกบาศก์เมตร/วินาที เหลือ 504-600 ลูกบาศก์เมตร/วินาที โดยจะระบายต่อเนื่องต่อไปอีก 7 วันระหว่าง วัน 10-16 กรกฎาคม 2562 การระบายน้ำก็จะยังคงอยู่ระหว่าง 504 ลูกบาศก์เมตร/วินาทีและ800 ลูกบาศก์เมตร/วินาที หลังจากนั้นปริมาณการปล่อยน้ำออกจากเขื่อนจะเพิ่มขึ้นในวันที่ 17 กรกฎาคม 2562 ในปริมาณการระบายเดิมคือ 1050-1250 ลูกบาศก์เมตร/วินาทีในวันที่ 19 กรกฎาคม ซึ่งในจดหมายแจ้งเตือนระบุเหตุผลของการลดการระบายน้ำของเขื่อนจิงหงในครั้งนี้ว่า เป็นไปเพื่อการบำรุงรักษาระบบสายส่งไฟฟ้าของเขื่อนจิงหง
เว็บไซด์MRC ระบุว่าจากการแจ้งเตือนดังกล่าว สำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการแม่น้ำโขง คาดการณ์ว่า จะทำให้ระดับน้ำแม่น้ำโขงที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย จะลดลงประมาณ 0.45 เมตร ในช่วงวันที่ 7-11 กรกฎาคม และระดับที่สถานีหลวงพระบางและสถานีหนองคายจะเริ่มลดลงในช่วงวันที่ 9-16 กรกฎาคม โดยมีระดับลดลง 0.38 -0.20 เมตร และคาดการณ์ว่า ระดับน้ำที่สถานีนครพนม -จตุรมุข กรุงพนมเปญ จะเพิ่มขึ้น 0.30 – 0.50 เมตร เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าฝนจะตกในเขตลุ่มน้ำโขงตอนล่าง
ดร.อัน พิด ฮัดดา ผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการคณะกรรมการแม่น้ำโขง กล่าวว่า การแจ้งเตือนของรัฐบาลจีนครั้งนี้เพื่อให้ชุมชนและประเทศที่อยู่ตอนล่างได้เตรียมรับมือกับความเสี่ยงและการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพบนแม่น้ำโขงสายหลักร่วมกัน
ขณะที่สถานการณ์แม่น้ำโขงในเขตอำเภอเชียงแสนและอำเภอเชียงของ ยังอยู่ในระดับต่ำมากเช่นเดียวกับฤดูแล้ง หาดแก่งหินต่างๆ โผล่พ้นน้ำเป็นจำนวนมาก การลดการปล่อยน้ำในครั้งนี้ของเขื่อนจิงหง ทำให้เกิดการผันผวนและส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศแม่น้ำโขงทั้งสาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ชาวบ้านริมแม่น้ำโขงได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่เขื่อนจีนลดการระบายน้ำลงแม่น้ำโขงจนทำให้ปริมาณน้ำลดเหลือน้อยซึ่งแตกต่างจากหน้าฝนในปีก่อนๆ นอกจากนี้ปริมาณน้ำยังผันผวนอย่างหนักและบ่อยขึ้น (http://transbordernews.in.th/home/?p=23197 )