เขื่อนคลองสังข์ การจัดการน้ำที่ต้องคิดใหม่ -ทำใหม่



หาญณรงค์ เยาวเลิศ
มูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย)


เป็นข่าวร้อนอีกครั้งเมื่อวันที ๑๗ สิงหาคม ๒๕๖๒ มีหนังสือจากกรมชลประทาน ถึงผู้อำนวยการยางแห่งประเทศไทยเขตภาคใต้ตอนล่าง ขอให้การยางแห่งประเทศไทยเข้ารื้อย้ายต้นยางและสิ่งปลูกสร้างบริเวณแนวเขตทำบนดินและบริเวณที่ใช้เป็นบ่อยืมดิน จึงทำให้ชาวบ้านที่เป็นคนกรีดยางจะต้องออกจากพื้นที่แปลงยางที่กองทุนสวนยางแห่งประเทศไทยครอบครอง ซึ่งเป็นพื้นที่ได้รับผลกระทบจากโครงการอ่างเก็บน้ำคลองสังข์ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลกรุงหยัน อำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน ๔,๐๕๕ ไร่ ที่การยางแห่งประเทศไทยได้รับอนุญาตให้เช่าพื้นที่จากกรมป่าไม้ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๑๓


เขื่อนคลองสังข์ เป็นโครงการที่มีชาวบ้านคนหนึ่ง ขอให้มีการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำเนื่องจากอยากได้น้ำมาทำนา ปี ๒๕๑๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ได้เสด็จพระราชดำเนินท้องที่อำเภอทุ่งใหญ่ จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อ ๑๘ กันยายน ๒๕๒๓และได้มีพระราชดำริให้ศึกษาโครงการ ต่อมากรมชลประทานได้มีการวางโครงการ โดยอ่างมีความจุน้ำ ๓๖.๕ ล้านลูกบาศก์เมตร พื้นที่น้ำท่วม จำนวน ๖,๙๕๒ ไร่ ประกอด้วย พื้นที่ สปก. จำนวน ๒,๒๖๖ ไร่ พื้นที่การยางแห่งประเทศไทย จำนวน ๓,๕๔๑ ไร่(ซึ่งเป็นการเช่าพื้นที่ป่าสงวนจากกรมป่าไม้) และพื้นที่ป่าไม้ตาม พรบ.ป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ ที่ชาวบ้านครอบครองจำนวน ๖๓๑ ไร่ หากมีการก่อสร้างเขื่อนจะมีจำนวนผู้ได้รับผลกระทบ ที่เป็นเจ้าของที่ดินและจะถูกย้ายจำนวน ๓๑๒-๓๔๒ ครอบครัว และชาวบ้านที่ได้เป็นผู้กรีดยางได้รับผลกระทบอีก ไม่น้อยกว่า ๑๖๖ ครอบครัวและอาจจะกระทบต่อลูกจ้างเหมาของการยางแห่งประเทศไทยอีกจำนวนหนึ่ง จากกการที่การยางแห่งประเทศไทยคืนพื้นที่ให้กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อให้กรมชลประทานนำไปก่อสร้างโครงการ ผู้กรีดยางกับการยางแห่งประเทศไทยส่วนใหญ่จะมาอาศัยอยู่ร่วมกันทั้งครองครัว บางครอบครัว หลายชั่วอายุคน รุ่น พ่อ ลูกและหลาน เป็นต้น และคนเหล่านี้ไม่มีที่ดินทำกินของตนเอง

นอกจากนี้หากการอพยพถิ่นฐานใหม่ ชาวบ้านจะไม่ได้อยู่ร่วมกันแบบชุมชนเดิม แต่ละครอบครัวจะต้องตั้งต้นชีวิตใหม่ ค่าชดเชยที่ได้จะไม่เพียงพอต่อการซื้อที่ดินใหม่เนื่องจากได้รับค่าชดเชยเพียงไร่ละ ๓๖,๐๐๐ บาทขณะที่ที่ดินสำหรับทำการเกษตรในปัจจุบันมีการซื้อขายไร่ละประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ บาท รวมถึงหากมีการอพยพผู้ดำรงชีวิตยากที่สุดคือครอบครัวที่มีผู้พิการและผู้สูงอายุ เนื่องจากผู้สูงอายุจะไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้ในเวลาอันรวดเร็ว(อ้างอิงจาก ร่างรายงานการประเมิณผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมแบบเร่งด่วนโดยชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างโครงการเขื่อนคลองสังข์)


ที่ผ่านมาชาวบ้านได้ยื่นหนังสือคัดค้านตั้งแต่สมัย นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้มีคณะทำงานลงพื้นที่ โดยชาวบ้านอ้างว่า การขอน้ำเพื่อเอาน้ำไปทำนาสมัยปี ๒๕๒๓ นั้น ปัจจุบันสภาพพื้นที่ทำการเกษตร ได้เปลี่ยนแปลงไปพื้นที่คาดว่าจะเอาน้ำไปใช้ในระบบเกษตร ทำนา เปลี่ยนเป็นทำสวนยางพารา และปาล์มน้ำมันกันหมดแล้ว ซึ่งไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีเขื่อนเพื่อนำน้ำไปทำนาอีกแล้ว และปริมาณน้ำฝนในเขตอำเภอทุ่งใหญ่ ซึ่งเป็นต้นน้ำตาปี มีฝนตกมากกว่า ๑,๗๐๐ มิลลิเมตรต่อปี ไม่มีความจำเป็นเลย เพราะปาล์มน้ำมันและยางพารา ไม่ต้องมีระบบชลประทานรดน้ำ และเคยมีโครงการในภาคใต้ที่ระบบชลประทานแบบที่กำลังจะทำก็ไม่ได้ใช้ ปล่อยเป็นที่รกร้าง เพราะชาวบ้านไม่ใช้น้ำ


ชาวบ้านยืนยันว่าแหล่งน้ำอื่นใกล้เคียงกับที่จะสร้างเขื่อนคลองสังข์ เช่น ทะเลสองห้อง อ่างเก็บเขานางนอน ฝายกักเก็บน้ำพรุเตียว อ่างเก็บน้ำทะเลพล สระน้ำสวนหลวง ร.๙ ซึ่งแหล่งน้ำเหล่านี้ มีการขุด และมีน้ำใช้ทั้งปี แต่ไม่มีระบบในการนำน้ำมาใช้ เพียงแต่ได้ก่อสร้างไว้เท่านั้น และแหล่งน้ำเหล่านี้ ก็อยู่ไม่ไกลกับจุดที่จะมีการก่อสร้างเขื่อนคอลงสังข์
ชุดคณะทำงานของ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ลงพื้นที่และสำรวจแหล่งน้ำ และได้ทำข้อเสนอไปยังหน่วยงานและรัฐมนตรี ว่าควรจะพัฒนาแหล่งน้ำที่มีไม่จำเป็นต้องสร้างเขื่อนคลองสังข์ เพราะจะทำให้เกิดความขัดแย้ง


สุดท้ายหน่วยงานไม่ได้ดำเนินการตามข้อเสนอแนะ และได้เดินหน้า โครงการ โดยชาวบ้านบางกลุ่มอยากได้ค่าชดเชย แต่ไม่ได้รับผลกระทบที่อยู่อาศัย ก็เห็นด้วย ส่วนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบ และจะต้องโยกย้าย และไม่อยากจะย้ายอีกครั้ง ก็คัดค้านไม่ยอมให้สำรวจผลอาสิน และที่ดินของตน จำนวน ๓๗ ราย เหตุเพราะชาวบ้านเหล่านั้น เคยถูกโยกย้ายมาแล้ว จากอำเภอพิปูน เมื่อปี ๒๕๓๒ จากดินโคลนถล่ม มาตั้งถิ่นฐานพอจะลืมตาอ้าปากได้ จะถูกโยกย้ายอีกครั้ง คงไม่เป็นธรรมกับชาวบ้าน ในเป็นผู้ได้รับผลกระทบซ้ำซ้อน ในการย้ายจากเขื่อนอีกครั้ง ซึ่งจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่สามารถคุยกับชาวบ้านกลุ่มดังกล่าวได้เลย


จะเห็นว่า แนวทางการจัดการน้ำของหน่วยงานภาครัฐ เป็นแบบเดียวกัน คือ การสร้างเขื่อน ถึงแม้จะไม่ความจำเป็นที่จะต้องทำระบบชลประทานก็ตาม ซึ่งเหมือนกับเสื้อโหล ที่ไม่ได้พิจารณาความต้องการของพืชที่จะใช้ ก็คิดที่จะสร้างเขื่อนแบบเดียวกันหมด


ถึงแม้โครงการนี้จะเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อดีต รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิวัฒน์ ศัลยกำธร ได้เรียนชี้แจงว่า พระราชดำริ เป็นเสมือนแนวทางว่าจะทำหรือไม่ก็ได้ ให้คำนึงถึง เพื่อเป็นแนวทางเท่านั้น ไม่ใช่ บรมราชโอการ ที่จะต้องปฏิบัติ หลีกเลี่ยงไม่ได้


และในพื้นที่เดียวกัน หลังปี ๒๕๑๙ ก็ได้มีการสร้างฝายคลองสังข์แล้ว เพื่อจะหาน้ำให้กับเกษตรกรที่ต้องการใช้น้ำตามคำร้องขอ มาคราวหนึ่งแล้วด้วย เพียงแต่ปรับปรุงให้ดำเนินการได้ ก็จะสมบูรณ์มากขึ้นไม่จำเป็นต้องมีการสร้างเขื่อนคลองสังข์

//////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.