แนะนายกฯเปลี่ยนมุมมองแก้ไขปัญหาคนจน-เลิกรำคาญ ตั้งแล้วคณะกรรมการแก้ไขปัญหาพีมูฟให้รองวิษณุเป็นประธาน หลังชงผิดข้อตกลง แกนนำชื่นชมท่าทีราชการดีขึ้นถึงขนาดรับปากยอมเป็นพยานในศาลให้ชาวบ้าน

เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2562 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ลงนามในคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือพีมูฟ โดยมีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นรองประธาน ส่วนคณะกรรมการประกอบด้วยหน่วยงานราชการต่างๆ เช่น อัยการสูงสุด ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีตัวแทนพีมูฟ 18 คน โดยมีรองปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นกรรมการและเลขานุการ

ทั้งนี้คณะกรรมการชุดดังกล่าว เป็นที่คาดหวังของชาวบ้านในเครือข่ายพีมูฟว่าจะเข้ามาแก้ปัญหาของพวกเขา โดยสมาชิกพีมูฟกว่า 800 คนจากกลุ่มปัญหาต่างๆทั่วประเทศได้เดินทางมาปักหลักอยู่ริมถนนราชดำเนินบริเวณหน้าอาคารสหประชาชาติ กทม.ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน และได้มีการเจรจากับผู้แทนรัฐบาลในประเด็นปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะการแต่งตั้งกลไกในการแก้ไขปัญหาตลอด 3 วันที่ผ่านมาซึ่งเดิมทีกลุ่มผู้ชุมนุมคิดว่าการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดใหญ่ที่มีรองนายกฯเป็นประธานจะแล้วเสร็จตั้งแต่เย็นวันที่ 11 และทั้งหมดจะแยกย้ายกันกลับ แต่ปรากฏว่าคณะกรรมการที่นายกรัฐมนตรีลงนามกลับไม่ใช่แก้ไขปัญหาของพีมูฟโดยเฉพาะ แต่เป็นคณะกรรมการที่แก้ไขปัญหาบูรณาการโดยรวม ทำให้ชาวบ้านต้องปักหลักรอเพื่อให้ได้คณะกรรมการแก้ไขปัญหาของพีมูฟ

นายประยงค์ ดอกลำไย แกนนำพีมูฟกล่าวว่าความล่าช้าในการแต่งตั้งคณะกรรมการฯเกิดจากการสื่อสารที่ไม่ตรงกันระหว่างทีมสำนักนายกฯกับทีมของนายเทวัญ เพราะเราต้องการให้แก้ไขปัญหาพีมูฟ แต่ครั้งแรกที่ชงขึ้นไปให้นายกรัฐมนตรีลงนามคือการแก้ไขปัญหามวลชนโดยไม่ระบุกลุ่ม ขณะที่ตำแหน่งประธาน ตอนแรกไม่ได้ระบุว่าเป็นรองนายกฯคนไหน แต่พีมูฟต้องการได้นายวิษณุ เพราะหลายเรื่องเกี่ยวกับกฏหมาย ดังนั้นจึงต้องให้นายกรัฐมนตรีลงนามใหม่ในวันนี้ ซึ่งแรกทีเดียวจะให้เสร็จก่อนเที่ยง แต่นายกฯไม่ยอมลงนามและไปงานอื่นก่อนจนท้ายสุดยอมลงนามตอน 13.30 น.

“เท่าที่ประเมินพบว่ามีปัญหาเพราะมีช่องว่างของทีมงานในทำเนียบ แต่ภาพรวมในการแก้ปัญหาของพีมูฟในครั้งนี้ พบว่าท่าทีตัวแทนรัฐบาลคือรองเลขานายกฯท่านดีมาก แต่เขาอาจตั้งรับปัญหาแบบรายกรณีค่อนข้างเยอะ มีการเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาเจรจาในวันรุ่งขึ้นทันที ซึ่งหน่วยงราชการทุกแห่งโดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯดีมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เห็นได้จากกรณีรายปัญหาถูกบรรจุไว้ใน 193 กรณีและมีการกำหนดแผนงานที่มีหน่วยรับผิดชอบทุกรกณี”นายประยงค์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีหลายคนตั้งคำถามว่าทำไมการแก้ปัญหาของพีมูฟถึงไม่เสร็จสิ้นเสียทีทั้งๆที่ผ่านมาแล้วหลายรัฐบาล นายประยงค์กล่าวว่า ปัญหาของชาวบ้านหลายกรณีเกี่ยวข้องกับกฎหมายและนโยบายทที่ไม่เป็นธรรม ดังนั้นในการเดินทางมาครั้งนี้เราเลยตั้งหลัก 2 เรื่องคือรายกรณีว่าเชื่อมโยงกับนโยบายหรือกฎหมายอะไร เช่น เรื่องคดีความต่างๆ ซึ่งชาวบ้านไม่เคยชนะเลย อย่างมากก็รับสารภาพ และการแก้ไขปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องให้กระทรวงยุติธรรมเยียวยา แต่ควรเปลี่ยนระบบพิจารณาจากระบบกล่าวหาเป็นระบบไตร่สวน ขณะเดียวกันทัศนคติของคนในกระบวนการยุติธรรมก็เป็นเรื่องสำคัญ เพราะที่ผ่านมามักไม่ได้เอาเรื่องสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาเข้ามาร่วมพิจารณา การเดินมาในครั้งนี้ชาวบ้านจึงไปยื่นหนังสือที่สำนักงานประธานศาลฏีกา อย่างไรก็ตามในเรื่องของป่าไม้และที่ดินของรัฐทั้งหมดไม่สามารแก้ได้เพราะติดกฎหมายที่ต้องมีการปฎิรูปโดยเฉพาะที่ดินสาธารณประโยชน์ เพราะแม้หน่วยงานกลางจะเห็นด้วยกับชาวบ้าน แต่คนที่ดูแลคือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งส่วนกลางเข้าไปแทรกแซงไม่ได้

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากต้องการให้บรรยากาศแก้ไขปัญหาดีขึ้น รัฐบาลควรดำเนินการอย่างไร นายประยงค์กล่าวว่า ท่าทีของฝ่ายการเมืองโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีต้องไม่มองว่าผู้ชุมนุมน่ารำคาญ และต้องมีการปรับทัศนคติของฝ่ายนโยบายให้มองชาวบ้านด้วยความเข้าใจ และครั้งนี้วิธีการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลเป็นการแก้ปัญหาการชุมนุมมากกว่า แต่ไม่ได้แก้ปัญหาของชาวบ้านอย่างแท้จริง เพียงต้องการให้ยุติโดยเร็วเท่านั้นซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ อย่างไรก็ตามท่าทีของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงที่เกี่ยวข้องดีขึ้นมาก

“ท่าทีที่เปลี่ยนไปมากคือหน่วยงานรัฐเรื่องคดีความ เมื่อก่อนเขามักให้คำตอบว่าไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรมได้ แม้ว่าชาวบ้านจะไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่ครั้งนี้หน่วยงานราชการกลับรับไปทำ บางท่านถึงขนาดรับที่จะไปแถลงต่อศาลเพื่อเป็นพยานให้ชาวบ้านหรือฝ่ายจำเลย เมื่อเป็นเช่นนี้อาจทำให้อัยการและศาลเข้าใจชาวบ้านมากขึ้น และมีทางออกที่ดีขึ้น”นายประยงค์ กล่าว

ทั้งนี้ตอน 17.00 น.ชาวบ้านได้ทำพิธีบายศรีสู่ขวัญให้กับนายเทวัญและฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องในการช่วยกันแก้ไขปัญหา ก่อนที่ทั้งหมดจะแยกย้ายกันเดินทางกลับ

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.