ประชุมเวทีคู่ขนานผู้นำน้ำดุ-ชาวบ้านรุมประจานรัฐบาลไทยป่าหี่โชว์ผู้นำนานาชาติ คนรุ่นใหม่ภาคเหนือแสดงละครตัดคอผู้ลบหลู่พญามังราย

 


3.3

เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2556 ที่ร้านหนังสือบุค รีพับลิค ถ.คลองชลประทาน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เครือข่ายภาคประชาชนได้จัดเวทีคู่กับการประชุมระดับผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ขึ้นในหัวข้อ “การจัดการน้ำ:ผู้นำต้องฟังเสียงจากรากหญ้า” โดยแบ่งการแสดงความคิดเห็นออกเป็น 3 ช่วง โดยช่วงแรกเป็นการแสดงความคิดเห็นในภาคกว้างในการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลไทยภายใต้แผนการกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท

 

นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการจัดการน้ำแบบบูรณาการ กล่าวว่าโครงการบริหารจัดการน้ำภายใต้แผนการกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาทนั้น เป็นการจัดการแบบบนลงล่าง ซึ่งหลายพื้นที่ที่อยู่ในแผนของทางการ แต่ชาวบ้านกลับไม่รับรู้มาก่อนเลยว่าจะมีการสร้างเขื่อน ตนเชื่อว่าสาเหตุที่จัดให้มีการประชุมระดับผู้นำด้านน้ำครั้งนี้เนื่องจากประธานจัดงานและประธานกบอ.(คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย) เป็นคนๆเดียวกัน จึงต้องการประชาสัมพันธ์งาน

 

“มาถึงวันนี้ โครงการทั้งหมดที่อ้างว่าเป็นการจัดการน้ำ และต้องการให้เกิดความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผมยืนยันว่า โครงการเหล่านี้ไม่มีการมีส่วนร่วมโดยภาคประชาชนอย่างแท้จริง และในวันที่ 3-4 มิถุนายน จะมีการเซ็นสัญญากันแล้ว แต่ยังไม่มีการปฎิบัติใดๆที่ทำให้เห็นถึงกระบวนการการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเลย ที่ผ่านมาเราพยายามเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ แต่คุณกลับมองเราเป็นอีกอย่างหนึ่ง มองว่าเราเป็นขยะของสังคม ซึ่งผมรับไม่ได้” นายหาญณรงค์ กล่าว

 

นายหาญณรงค์กล่าวว่า รัฐบาลควรจัดทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและด้านอื่นๆให้ครอบคลุมก่อนที่จะมีการออกแบบและหาผู้รับเหมา แต่ทุกวันนี้รัฐบาลกลับกังวลใจอยู่ในเรื่องของการหาผู้รับเหมา ขณะเดียวกันในการประชุมผู้นำด้านน้ำครั้งนี้กลับไม่มีการพูดถึงแผนจัดการน้ำที่เป็นแม่น้ำนานาชาติ เช่น แม่น้ำโขง แม่น้ำสาละวิน

 

นายมนตรี จันทวงศ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนภาคเหนือ กล่าวว่าสิ่งที่รัฐบาลดำเนินการเกี่ยวกับแผนจัดการน้ำครั้งนี้ถือว่าเป็นการทำลายระบบนิติรัฐทั้งหมด เพราะไม่มีการปฎิบัติตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเลยโดยเฉพาะเรื่องการมีส่วนร่วมของภาคประชาขน ที่สำคัญคือรัฐบาลไม่อาจหลีกเลี่ยงคำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างคนในรัฐบาลกับบริษัทที่ชนะการประมูลได้ ทั้งนี้ตลอด 20 ปีที่ผ่านมาทุกรัฐบาล แม้กระทั่งรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชิณวัตร ได้ให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมในการจัดการน้ำโดยการสร้างกลไกลมารองรับ แต่รัฐบาลชุดนี้กลับทำลายกลไกลเหล่านี้หมดสิ้นเพียงชั่วข้ามคืน

 

นายปรเมศวร์ มินสิริ ผู้ดูแลเวปไซต์ไทยฟลัดดอทคอม กล่าวว่าขณะนี้การจัดการน้ำของสังคมไทยมาถึง 3 แยกโดยทางแรกคือเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งแม้รัฐบาลจะคิดว่าตัวเองวางแผนและคิดถูกแล้ว แต่ก็จำเป็นต้องฟังเสียงของประชาชนอยู่ดี ทางที่สองเมื่อเลือกการมีส่วนร่วมของประชาชนแล้วก็ต้องศึกษาผลกระทบที่จะตามมาในทุกๆด้าน ส่วนทางสุดท้ายในการประชุมแต่ละครั้งไม่ควรพูดแต่เรื่องน้ำอย่างเดียว แต่ควรพิจารณา 3 เรื่องในคราวเดียวกันคือ น้ำ อาหารและพลังงาน

 

 

ในช่วงที่ 2 ชาวบ้านที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากแผนจัดการน้ำของรัฐบาลได้ร่วมกันสะท้อนความคิดเห็น โดยนายพันธ์ จันทร์แก้ว ผู้ใหญ่บ้านแม่ขนิลใต้ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า เดิมทีกรมชลประทานเคยมีโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่ขาน แต่เมื่อชาวบ้านร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โครงการดังกล่าวได้เงียบหายไปพักใหญ่ แต่เมื่อไม่กี่วันก่อนกลับพบว่าโครงการสร้างเขื่อนแม่ขานถูกปัดฝุ่นหยิบขึ้นมาพิจารณาใหม่และถูกบรรจุไว้ในแผนของกบอ. ทำให้ชาวบ้านพากันนอนไม่หลับเพราะทั้งหมู่บ้านได้รับผลกระทบอย่างเต็มๆ

 

นายพันธ์ กล่าวว่าที่ผ่านมาชาวบ้านอยู่กินกันแบบพี่ๆน้องๆ ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรรม เมื่อมีเวลาว่างก็เก็บของป่ามากินมาใช้ แต่เมื่อเกิดโครงการสร้างเขื่อนซึ่งในแผนเดิมนั้นจะย้ายชาวบ้านไปไว้ในพื้นที่แห่งหนึ่งซึ่งไม่มีป่าและความอุดมสมบูรณ์เช่นเดิม ดั้งนั้นจึงไม่มีใครอยากไป ที่สำคัญคือรัฐบาลไม่เคยแจ้งให้ชาวบ้านทราบเลย

 

“พวกเรารู้สึกตกใจว่าโครงการสร้างเขื่อนแม่ขานกลับมาอีกครั้งได้อย่างไร คนในหมู่บ้านไม่มีใครอยากย้ายไปไหนหรอก แต่พวกเราก็ไม่รู้ว่าจะเดินหน้าคัดค้านกันอย่างไร เราอยากอยู่ที่เดิมของเรา”นายพันธ์ กล่าว

 

นายอุทิศ สมบัติ ตัวแทนแทนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนแม่แจ่ม อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า แม้พวกตนเป็นคนชายขอบ แต่ก็มี 1 เสียงเหมือนคนกรุงเทพฯ ที่ผ่านมาเมื่อเกิดน้ำท่วมใหญ่ในกรุงเทพฯและภาคกลางก็ไม่เคยคิดว่าจะส่งผลกระทบต่อคนแม่แจ่ม แต่สุดท้ายกบอ.กลับเอาเขื่อนมาไว้ที่แม่แจ่มซึ่งชาวบ้านต่างตกใจมากเพราะไม่เคยทราบเรื่องมาก่อน

 

“คนแม่แจ่มไม่ต้องการเขื่อน เราขอแค่อ่างเก็บน้ำเล็กๆก็พอ การที่น้ำท่วมก็เพราะมีการตัดไม้ทำลายป่า ถ้าจะสร้างเขื่อนสู้เอางบประมาณไปใช้ในการปลูกป่าดีกว่า เพราะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ทุกวันนี้ชาวบ้านแม่แจ่มเหมือนถูกปิดหูปิดตาและอยู่ในมุมมืด รัฐบาลควรถามความต้องการของชาวบ้านบ้าง ผมอยากฝากไปยังรัฐบาล หากคิดอย่างไร ก็ลงพื้นที่มาพบชาวบ้านบ้าง มาคุยกันบ้าง วิธีการที่รัฐบาลกำลังทำไม่ใช่การแก้ปัญหาแต่เป็นการสร่างปัญหามากกว่า”นายอุทิศ

 

นายสมมิ่ง เหมืองร้อง ตัวแทนผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการสร้างแก่งเสือเต้น จ.แพร่ กล่าวว่า ชาวสะเอียบได้คัดค้านการสร้างแก่งเสือเต้นมานานกว่า 23 ปี ปัจจุบันรัฐบาลได้เปลี่ยนจากสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นเป็นการสร้างเขื่อนที่แม่น้ำยมตอนบนและยมตอนล่าง ซึ่งก็เป็นผีตัวเดียวกันเพียงแต่เปลี่ยนสถานที่หลอกหลอน ที่สำคัญคือรัฐบาลยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนใดๆเลย

 

นายธีรเชษฐ์ โสทอง ตัวแทนชาวบ้านจากลุ่มน้ำชมพู จ.พิษณุโลก กล่าวว่ารัฐบาลมีโครงการสร้างเขื่อนกั้นลำน้ำชมพูซึ่งเป็นสายน้ำที่ไหลลงแม่น้ำน่าน หากมีการสร้างเขื่อนจริงเท่ากับเป็นการทำลายความอุดมสมบูรณ์ของป่าธรรมชาติที่มีทั้งจระเข้น้ำจืดและพืชพรรณต่างๆมากมาย ที่ผ่านมารัฐบาลไม่เคยให้ข้อมูลกับชาวบ้านจนชาวบ้านต้องไปแอบหาข้อมูลมาเอง นอกจากนี้ยังมีการบิดเบือนข้อมูลด้วย เช่น ไปเก็บข้อมูลจากพื้นที่ตรงที่เป็นป่าเสื่อมโทรมแล้วมาบอกว่าบริเวณทั่วไปไม่ใช่ป่า ทั้งๆที่เป็นเขตลุ่มน้ำชั้น 1 เอในเขตอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวง

 

นายวิรินทร์ บิดาแปง ตัวแทนชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากโครงการสร้างเขื่อนน้ำปิงตอนบน บ้านโป่งอาง อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ กล่าวว่าชาวบ้านได้รับผลกระทบจากเขื่อนกั้นแม่น้ำปิงตอนบนแน่หากมีการลงมือก่อสร้าง โดยเมื่อปี 2553-2554 ได้มีการสำรวจและศึกษาผลกระทบจากโครงการเขื่อนนี้ซึ่งอยู่ห่างจากหมู่บ้านราว 1 กิโลเมตร ซึ่งคาดว่าจะมีป่าไม้นับพันไร่ถูกน้ำท่วม อย่างไรก็ตามครั้งนั้นชาวบ้านได้ร่วมกันคัดค้านจนกระทั่งในปี 2555 ได้มีคำสั่งจากรัฐบาลให้ยุติโครงการไว้ก่อน

 

“ตอนนี้เรารู้สึกหวาดระแวงกลัวว่าจะมีการหยิบยกเอาโครงการเขื่อนนี้กลับมาอีก เราอยากบอกผู้ที่กำลังจะเข้าไปศึกษาว่าหมู่บ้านของเราไม่ต้อนรับพวกท่าน เพราะพวกท่านนำมาซึ่งความเดือดร้อนและสร้างความแตกแยกภายในชุมชน หากพวกเรายังอยู่จะไม่มีเขื่อนโป่งอางเกิดขึ้นแน่” นายวิรินทร์ กล่าว

 4.4

 

ในช่วงที่ 3 ของเวทีได้มีการพูดถึงผลกระทบจากการสร้างเขื่อนในแม่น้ำนานาชาติ คือแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาละวิน โดยนายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ที่ปรึกษาเครือข่ายอนุรักษ์ทรัพยากรและวัฒนธรรมลุ่มน้ำโขง-ล้านนา กล่าวว่า การประชุมระดับผู้นำด้านน้ำครั้งนี้เป็นเรื่องใหญ่ระดับเอเชีย แต่กลับมีเนื้อหาเล็กนิดเดียว ที่สำคัญกลับไม่มีการพูดคุยกันเรื่องแม่น้ำนานาชาติอย่างแม่น้ำโขง โดยเฉพาะในช่วงเดียวกันนี้ยังมีการประชุมคณะรัฐมนตรีไทย-ลาวด้วย ดังนั้นการที่ไม่มีการหยิบยกกรณีแม่น้ำโขงที่ประชาชนท้ายน้ำกำลังเดือนร้อนจากการสร้างเขื่อนขั้นมาพูดเลย ก็เท่ากับเป็นการประชุมปาหี่ เพราะแทนที่จะหารือกันถึงเรื่องการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนให้อยู่ดีกินดี แต่กลับไม่มีการพูดถึงซึ่งน่าเสียดายมากเพราะอุตส่าห์ลงทุนชวนผู้นำประเทศมาได้หลายคนและทุ่มเทงบประมาณจำนวนมหาศาล

 

นายนิวัฒน์กล่าวว่า วิธีคิดของนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองนายกรัฐมนตรีและประธานกบอ.นั้นคือต้องการนำเสนอโครงการจัดการน้ำหรือประชาสัมพันธ์ให้ต่างประเทศรับทราบเท่านั้น และมีการแต่งตัวเป็นพญามังรายโดยชี้มือขึ้นฟ้าและลงดิน ซึ่งหากเป็นนักแสดงคนอื่นทำก็ไม่มีปัญหา แต่ที่ตนพยายามทักท้วงมาโดยตลอดเพราะนายปลอดประสพคือประธานกบอ.ซึ่งเป็นหัวหน้าการจัดการน้ำของรัฐบาล ดังนั้นการที่นายปลอดประสพแต่งตัวเป็นพญามังรายจึงมีนัยว่ากำลังคิดอย่างไร

 

“ท่านจะยกตนเทียบพญามังรายหรือ แม้การแสดงครั้งนี้ ได้เขียนบทและเขียนเนื้อหาไว้ดี พยายามสะท้อนความคิดของพญามังรายซึ่งทรงเน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่นายปลอดประสพกลับไม่มีสิ่งเหล่านี้อยู่เลย พญามังรายท่านเคารพธรรมชาติและย้ายจากเมืองกุมกามมาอยู่เชียงใหม่ แต่รัฐบาลชุดนี้มีแต่ขุดแม่น้ำลำคลองและสร้างเขื่อนเพื่อเอาชนะธรรมชาติ ถือได้ว่าเป็นขึด ” นายนิวัฒน์ กล่าว และว่าเมื่อชาวบ้านออกมาเสนอแนะนายปลอดประสพกลับข่มขู่ ซึ่งถือว่าเป็นประเด็นกดขี่ทางวัฒนธรรม “ผมไม่เข้าใจว่าทำไมท่านต้องแสดงเอง แทนที่จะไปดูภาพรวมการประชุม ถ้าให้ดีให้คุณณเดช (คูกิมิยะ พระเอกชื่อดัง) แสดงไม่ดีกว่าหรือ คุณแค่ต้องการหาประโยชน์จากการประชาสัมพันธ์โครงการกับผู้นำประเทศต่างๆ ผมคิดว่าถ้าผู้นำนานาชาติเขาได้รับรู้เหตุผลที่พวกเราสะท้อนไป เขาคงหัวเราะกันน่าดู”

 

นายพงษ์พิพัฒน์ มีเบญจมาศ ตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนในแม่น้ำสะละวินกล่าวว่าขณะนี้แม่น้ำสาละวินยังคงไหลเป็นอิสระ แต่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)พยายามผลักดันให้มีการสร้างเขื่อนฮัตจีซึ่งอยู่ห่างจากชายแดนไทยไปแค่ 40 กิโลเมตร ซึ่งจะส่งผลกระทบกับประชาชนไทยและกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆมากมาย แต่รัฐบาลไม่เคยหยิบยกเรื่องนี้ไปหารือกับประเทศที่เกี่ยวข้องเลย ที่สำคัญคือในพื้นที่ที่มีการสร้างเขื่อนยังมีการสู้รบเกิดขึ้นจนถึงขณะนี้ ทำให้ไม่รู้ว่าจะอพยพชาวบ้านไปไว้ที่ใด

 

 

 

ทั้งนี้ก่อนปิดเวทีชาวบ้านได้ร่วมกันอ่านแถลงการณ์ดังนี้

 

ในวาระที่มีการประชุมระดับผู้นำด้านน้ำแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (Asia-Pacific Water Summit) ที่จังหวัดเชียงใหม่ ระหว่างวันที่ 14-20 พฤษภาคม 2556 นั้น แม้ว่าจะมีผู้เข้าร่วมประชุมในฐานะผู้นำจากหลายประเทศ แต่พบว่าการประชุมกลับมิได้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม และปัญหาผลกระทบต่อประชาชนแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังมีความพยายามข่มขู่ คุกคาม ไม่ให้มีการจัดกิจกรรมแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างจากรัฐบาล เป็นการคุกคามเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งเป็นสิทธิมุษยชนขั้นพื้นฐาน และเป็นหลักปฏิบัติของประเทศประชาธิปไตย

 

เครือข่ายภาคประชาชนในลุ่มน้ำภาคเหนือและภาคอีสาน มีข้อกังวลและข้อเสนอต่อปัญหาด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ ทั้งในประเทศไทยและในระดับภูมิภาค ดังนี้

 

กรณีโครงการแก้ปัญหาอุทกภัย ภายใต้เงินกู้ 3.5 แสนล้าน เป็นโครงการที่รัฐบาลเป็นผู้วางแผนและตัดสินใจเองอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ปราศจากการปรึกษาหารือกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อให้เกิดความคิดและข้อมูลที่หลากหลาย ขั้นตอนกระบวนการทั้งหมดที่ผ่านมา เป็นไปอย่างเร่งรีบ ไม่มีขั้นตอนและมาตรการที่รับรองว่าจะสามารถดำเนินโครงการไปจนสามารถแก้ไขปัญหาอุทกภัยได้จริง และมีการตั้งข้อสังเกตจากหลายฝ่ายว่า นอกจากโอกาสในการคอรัปชั่นแล้ว โครงการ 3.5 แสนล้าน อาจนำไปสู่ความล้มเหลวในที่สุด

 

โครงการเขื่อนภายใต้ชุดโครงการ 3.5 แสนล้านบาท อาทิ เขื่อนแม่แจ่ม เขื่อนแม่ขาน เขื่อนโป่งอาง เขื่อนแก่งเสือเต้น (หรือเขื่อนยมบน ยมล่าง) เขื่อนคลองชมพู และเขื่อนแม่วงก์ ถูกนำมาบรรจุในแผน โดยยังไม่มีการศึกษาเชิงยุทธศาสตร์ ที่ชี้ชัดว่าสามารถแก้ไขปัญหาอุทกภัยได้จริง ที่สำคัญ รัฐบาลไม่สร้างกระบวนการปรึกษาหารือกับผู้ได้รับผลกระทบ ชาวบ้านในพื้นที่ต่างไม่ได้รับข้อมูลโครงการ ไม่สามารถแสดงความคิดเห็น หรือมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามรัฐธรรมนูญ

 

กรณีแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแม่น้ำนานาชาติของ 6 ประเทศ คือ จีน พม่า ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม เป็นปัญหาเรื้อรังยาวนานมานับตั้งแต่เขื่อนกั้นแม่น้ำโขงแห่งแรกในประเทศจีนสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี 2542 ผลกระทบข้ามพรมแดนต่อระบบนิเวศแม่น้ำโขงบริเวณพรมแดนไทย-ลาว การขึ้นลงของน้ำผิดธรรมชาติเนื่องจากการใช้งานเขื่อนทางตอนบนส่งผลเสียหายร้ายแรงต่อพันธุ์ปลาธรรมชาติแม่น้ำโขงทางท้ายน้ำ โดยเฉพาะพรมแดนไทย-ลาว ที่ จ.เชียงราย สร้างความเสียหายต่อการประมง การเก็บไก การปลูกผักริมน้ำ และวีถีชีวิตพึ่งพาแม่น้ำโขง นอกจากนี้ยังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมฉับพลันในปี 2551 และเหตุการณ์แม่น้ำโขงแห้งขอดในรอบ 60 ปีในปี 2553 จวบจนปัจจุบัน ยังไม่มีการเจรจาการแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนดังกล่าวระหว่างรัฐบาลประเทศท้ายน้ำและรัฐบาลจีนแต่อย่างใด คนหาปลาและชาวบ้านริมโขงจำนวนมากต้องเผชิญปัญหาเพียงลำพัง

 

แม่น้ำโขงทางตอนล่างยังมีโครงการเขื่อนไซยะบุรี ในประเทศลาว และอีก 11 โครงการไฟฟ้าพลังน้ำที่จะสร้างกั้นแม่น้ำโขง เขื่อนไซยะบุรีเริ่มก่อสร้างอย่างเป็นทางการเมื่อปลายปี 2555 ท่ามกลางเสียงคัดค้านมากมาย จนกลายเป็นกรณีความขัดแย้งในระดับนานาชาติ โครงการเขื่อนแห่งนี้ก่อสร้างโดยบริษัทไทย เงินกู้จากธนาคารไทย 6 แห่ง ไฟฟ้าส่งขายประเทศไทย เป็นเขื่อนสัญชาติไทยในดินแดนลาว ที่จะส่งผลกระทบเสียหายร้ายแรงต่อระบบนิเวศแม่น้ำโขงและพันธุ์ปลาธรรมชาติ ซึ่งข้อมูลระบุว่าร้อยละ 70 ของพันธ์ปลาแม่น้ำโขงเป็นปลาอพยพทางไกลเพื่อวางไข่และหากิน

 

เขื่อนไซยะบุรี เดินหน้าอย่างรวดเร็วทั้งๆ ที่ยังไม่ผ่านข้อตกลงแม่น้ำโขง พ.ศ. 2538 ที่ 4 ประเทศแม่น้ำโขงตอนล่างลงนามไว้ คณะมนตรีแม่น้ำโขงยังไม่ให้ความเห็นชอบ ขณะที่เขื่อนอื่นๆ อาทิ เขื่อนปากแบง เขื่อนสานะคาม เขื่อนปากลาย กำลังจะเริ่มกระบวนการเร็วๆ นี้

 

แม่น้ำสาละวิน แม่น้ำนานาชาติระหว่างจีน พม่า ไทย ก็เกิดโครงการเขื่อนขนาดใหญ่กว่า 30 โครงการตลอดลุ่มน้ำ ทั้งในเขตทิเบตและยูนนานของจีน ในรัฐชาติพันธุ์ของพม่า อาทิ เขื่อนกุ๋นโหลง เขื่อนท่าซางในรัฐฉาน เขื่อนยวาติ๊ดในรัฐคะเรนนี และเขื่อนฮัตจีในรัฐกะเหรี่ยง ซึ่งทั้งหมดนี้ลงทุนโดยบริษัทและรัฐวิสาหกิจจากไทยและจีน เพื่อส่งออกไฟฟ้า

 

สถานการณ์ในพม่า พบว่าทุกเขื่อนที่วางแผนบนแม่น้ำสาละวิน เป็นเขื่อนกลางสนามรบ ที่ยังคงมีความขัดแย้งและการปะทะกับกองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ ขณะที่ชาวบ้านเจ้าของพื้นที่ ทั้งชาวไทใหญ่ คะยา กะเหรี่ยง ต้องหนีภัยความตายมายังชายแดนไทย ไม่มีสิทธิที่จะออกเสียงเพื่อปกป้องทรัพยากรของตน

 

2.2การเปิดเสรีการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีหลักธรรมภิบาล มีกฎหมายสิ่งแวดล้อม สิทธิมุษยชน ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจและการลงทุนข้ามพรมแดน โดยเฉพาะในโครงการขนาดใหญ่ที่จะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อชุมชน ดังเช่นโครงการเขื่อนต่างๆดังกล่าวข้างต้น

 

 

 

เครือข่ายประชาชนในลุ่มน้ำภาคเหนือและภาคอีสาน ขอแสดงจุดยืนคัดค้าน การพัฒนาทรัพยากรน้ำที่ไม่เคารพสิทธิของชุมชน และระบบ Single-command หรือ ระบบสั่งการแบบรวมศูนย์ ไม่ใช่คำตอบของการจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ การมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนเป็นสิ่งสำคัญ

 

 

 

นอกจากนี้ก่อนปิดรายการได้มีการจัดกิจกรรมการแสดงโดยกลุ่มคนรุ่นใหม่นักพัฒนาภาคเหนือ ซึ่งมีการเขียนป้ายวิพากษ์วิจารณ์นายปลอดประสพและแผนจัดการน้ำของรัฐบาล และยังได้มีการแสดงประหารชีวิตบุคคลที่ลบหลู่พญามังราย โดยให้ลูกหลานชาวลั๊วะเป็นเพชฌฆาตตัดศรีษะหุ่นที่ทำจากต้นกล้วยและมีใบหน้าคล้ายนายปลอดประสพติดอยู่

 

ทั้งนี้นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ได้อ่านโองการความว่า

 

“ด้วยเหตุนายปลอดคนแคว้นอโยธยาซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการจัดการน้ำแห่งประเทศได้แต่งกายและแสดงละครเป็นพญามังราย มีเนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องน้ำซึ่งพญามังรายเป็นกษัตริย์ล้านนาที่ได้สร้างรูปแบบการจัดการน้ำ ระบบเหมืองฝาย จนเป็นที่ยอมรับและใช้มาถึงปัจจุบัน ซึ่งเรียกว่า “มังรายศาสตร์”

 

“การแต่งกายการแสดงเป็นพญามังรายของนายปลอดในคราวนี้เป็นการลบหลู่เกียรติโดยยกตนขึ้นเสมอพญาเจ้าและหาประโยชน์จากการแสดงละครเพื่อโฆษณาชวนเชื่อโครงการจัดการน้ำของประเทศที่กำลังดำเนินการอยู่ และยังไม่เป็นที่ยอมรับของผู้คนหลายๆด้าน

 

ดังนั้นเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไปและเพื่อรักษาเกียรติ์ของพญามังรายเจ้า จึงสำเร็จโทษนายปลอด”

 

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.