ข้อเท็จจริง 8 ประการ กรณีการสร้างเขื่อนไซยะบุรี และคำถามถึงความรับผิดชอบของธนาคารที่ปล่อยกู้

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2562 ได้มีแถลงการณ์ออกมาพร้อมกัน 2 ฉบับเกี่ยวกับการสร้างเขื่อนไซยะบุรีบนแม่น้ำโขง โดยฉบับแรกเป็นแถลงการณ์ของเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดแม่น้ำโขง ที่ชี้แจงข้อเท็จจริง 8 ประการกรณีที่หนังสือพิมพ์หลายฉบับนำเสนอข้อมูลในวันที่ 29 ตุลาคม 2562 ซึ่งเป็นวันที่เขื่อนไซยะบุรี เริ่มผลิตไฟฟ้าเพื่อขายอย่างเป็นทางการให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดังนี้

1.ข้อเท็จจริงที่อวดอ้างบนสื่อ: “โรงไฟฟ้าต้นแบบ “ฝายทดน้ำขนาดใหญ่” Run of river มีการอธิบายว่าโรงไฟฟ้าไซยะบุรี ผลิตไฟฟ้าโดยอาศัยการยกระดับน้ำ บริหารจัดการน้ำแบบ in flow = out flow  ยกระดับเท่าตลิ่งในช่วงฤดูน้ำหลาก ยกระดับเพียง 1 ครั้งตลอดอายุของโรงไฟฟ้า ไม่มีอ่างเก็บน้ำ

ข้อเท็จจริงจากผู้เชี่ยวชาญและจากพื้นที่: แม้จะเรียกตัวเองว่า “ฝายทดน้ำ” แต่โครงสร้างของเขื่อนไซยะบุรีเป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ พาดผ่านกลางลำน้ำโขง ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า คือ เขื่อนขนาดใหญ่ (mega dam หรือ large dam) ที่มีความสูง 35 เมตรและยาวมากกว่า 820 เมตร มีการยกระดับน้ำตอนเหนือเขื่อนขึ้นไปประมาณ 30-65 เมตร เอกสารโครงการระบุว่ามีอ่างเก็บน้ำกินความยาวไปตามลำน้ำถึง 80 กิโลเมตร (impoundment) 

การใช้งานเขื่อนในช่วงการทดลองผลิตไฟฟ้า และการเปิดใช้งานของเขื่อนไซยะบุรีอย่างเป็นทางการ เป็นที่ประจักษ์และปรากฎแก่สายตาของประชาชนที่อาศัยอยู่ท้ายน้ำ ตั้งแต่เมืองปากลาย ในสปป.ลาว ลงมาตลอดระยะทาง 700 กิโลเมตรในเขตภาคอีสานริมฝั่งแม่น้ำโขงของไทย ว่าเกิดเหตุการณ์ระดับน้ำโขงขึ้นลงผิดธรรมชาติ ผิดฤดูกาลอย่างต่อเนื่องและยาวนาน ขณะที่สภาพแม่น้ำโขงในบริเวณอ่างเก็บน้ำ ทางเหนือของเขื่อนไซยะบุรี เขตแขวงไซยะบุรี แขวงหลวงพระบางระยะทางกว่า 80 กิโลเมตร กลับมีปริมาณน้ำเต็มสองฝั่งนับตั้งแต่มีการทดลองผลิตไฟฟ้า ปัจจุบัน และคาดว่าจะเป็นเช่นนี้ตลอดอายุการใช้งานของเขื่อน 

โดยวงจรธรรมชาติ ในช่วงฤดูฝนแม่น้ำโขงต้องท่วมหลาก สิ่งมีชีวิต ปลา ฯลฯ ต้องว่ายอพยพมุ่งสู่ลำน้ำโขงตอนบน ลำน้ำสาขา และพื้นที่ชุ่มน้ำ (wetland) ตลอดลุ่มน้ำ เพื่อวางไข่ ขยายพันธุ์ และอนุบาลตัวอ่อน เมื่อเขื่อนตอนบนกักเก็บน้ำทำให้เกิดปรากฎการณ์ระดับน้ำในฤดูฝนลดลงอย่างมาก และผันผวน ทำให้วงจรของสิ่งมีชีวิตในแม่น้ำโขงได้รับผลกระทบ ลำน้ำสาขาและพื้นที่ชุ่มน้ำไม่สามารถมีน้ำหลาก ส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ 

การกักเก็บน้ำของเขื่อนในฤดูฝน (หรือที่ผู้พัฒนาโครงการ พยายามเรียกว่า “ยกระดับน้ำ”) ทำให้ตะกอนแร่ธาตุ ที่เป็นหัวใจของความอุดมสมบูรณ์ในแม่น้ำโขง ถูกกักเก็บไปในปริมาณมาก และหายไปจากระบบแม่น้ำโขง

ระดับน้ำโขงที่ผันผวน สร้างความเสียหายอย่างยับเยินต่อระบบนิเวศ และวิถีชีวิตของประชาชน ไปจนถึงปลายน้ำ พรรณพืชที่มีความสำคัญ เช่น ต้นไคร้น้ำ ซึ่งเปรียบเสมือนป่าชายเลนของแม่น้ำโขง เป็นแหล่งอาศัยวางไข่สัตว์น้ำ ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของระดับน้ำ ที่ขึ้นลงผิดฤดูกาล ถูกทำลาย ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ และตายซากอย่างมากมายอย่างที่ปรากฎในภาพข่าว และ social media ต่างๆ

สิ่งที่ทางเจ้าของโครงการอ้างถึง run of river และ in flow=out flow เป็นการนำเสนอข้อมูลแบบไม่มีข้อมูลปัจจุบัน (real time) ที่สำคัญอย่างยิ่ง ข้อมูลที่กล่าวอ้างนี้ สาธารณะและผู้ได้รับผลกระทบไม่สามาถเข้าถึงหรือร่วมตรวจสอบได้

อนึ่ง ตัวอย่างรูปธรรมของ “เขื่อน run of river” ที่สร้างความเสียหายต่อระบบนิเวศอย่างสิ้นเชิง คือ เขื่อนปากมูล ที่สร้างกั้นลำน้ำสาขาที่ใหญ่ที่สุดของแม่น้ำโขง

2 ข้อเท็จจริงที่อวดอ้างบนสื่อ: ต้นแบบ“โรงไฟฟ้าล่องหน” ที่กล่าวอ้างว่าด้วยความก้าวหน้าทุกแขนง และที่ปรึกษาจากบริษัทชั้นนำทั่วโลก ออกแบบและคัดสรรเทคโนโลยีเพื่อให้ฝูงปลา ตะกอน และเรือในแม่น้ำโขง ยังคงเดินทางผ่านโครงสร้างได้เสมือนว่าไม่มีโรงไฟฟ้าแห่งนี้อยู่ ทางปลาผ่านที่สมบูรณ์แบบที่สุดในปัจจุบัน โครงสร้างประตู 11 บาน ออกแบบเพื่อรองรับการระบายน้ำและตะกอน มีทางสัญจรเรือที่ทันสมัย

ข้อเท็จจริงจากผู้เชี่ยวชาญและจากพื้นที่: โรงไฟฟ้าล่องหน ถือเป็นการสร้างวาทกรรมที่อำพรางความจริง ทั้งที่เป็นเขื่อนคอนกรีตสูงกว่า 35 เมตรและยาว 820 เมตรกขวางกั้นลำน้ำโขง และในรายงานการศึกษาของคณะมนตรีแม่น้ำโขง หรือ Council Study ระบุว่า ปริมาณน้ำที่จะไหลผ่านประตูมีความเร็วมากถึง 7-10 เมตร/วินาที หรือ 25-36 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะเป็นอันตรายต่อการขึ้นลงของปลาแม่น้ำโขง ซึ่งมีปกติปลาสามารถว่ายความแรงเฉลี่ย 1.1 เมตรต่อวินาทีหรือความเร็ว 4 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 

ทางปลาผ่านที่อ้างถึงจึงเป็นเพียงวากทกรรมสวยหรู ที่สร้างไปบนข้อเท็จจริงที่ไม่มีการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญและสาธารณะ

ผลกระทบด้านตะกอน การศึกษาทบทวนการออกแบบเขื่อนโดยคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง Review of the Design Changes Made for Xayaburi Hydropower Project (MRC 2019) ระบุชัดเจนว่าผลกระทบต่อปริมาณตะกอนและการพังของตลิ่ง จะเกิดเป็นบริเวณกว้างตลอดพื้นที่ท้ายน้ำของเขื่อนไซยะบุรี เป็นระยะทางนับร้อยกิโลเมตร หรือที่เรียกว่า “คลื่นตลิ่งพัง” erosional wave ดังที่ปรากฎในพื้นที่ท้ายน้ำชัดเจนในหลายจังหวัดในภาคอีสาน และจะส่งผลไปจนถึงกัมพูชาและเวียดนาม โดยเฉพาะในฤดูแล้ง

ประเด็นสำคัญคือ การออกแบบเขื่อนใหม่ที่อ้างว่าออกแบบโดยที่ปรึกษาจากบริษัทชั้นนำทั่วโลกและคัดสรรเทคโลโลยีที่สุดนั้น กลับไม่มีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังที่เอกสาร Review of the Design Changes Made for Xayaburi Hydropower Project (MRC 2019) ระบุว่า การลงทุนในทางปลาผ่านใหม่ของเจ้าของโครงการแทบไม่มีมีการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ แม้ว่าจะมีเสียงเรียกร้องและคำขอหลายครั้งจากภาคประชาสังคมในลุ่มน้ำโขงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และยังมีข้้อคันพบว่า ผู้พัฒนาโครงการได้พยายามลงทุนอย่างมาก เพื่อแก้ไขตามข้อกังวลที่มีการเสนอระหว่างการการทบทวนด้านเทคนิคของเขื่อนไซยะบุรี อย่างไรก็ดี ยังไม่มีการให้ข้อมูลมากเพียงพอเพื่อให้สามารถประเมินประสิทธิภาพของมาตรการเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากไม่มีการให้ข้อมูลเกี่ยวกับหลักเกณท์ในการเดินเครื่องที่ได้รับการปรับปรุง

3 ข้อเท็จจริงที่อวดอ้างบนสื่อ: ต้นแบบโรงไฟฟ้าพลังน้ำลดภาวะโลกร้อน ผลิตไฟฟ้าเฉลี่ย 7,600 ล้านหน่วยไฟฟ้าต่อปี มีความสามารถลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 3.8 ล้านตันต่อปี

ข้อเท็จจริงจากผู้เชี่ยวชาญและจากพื้นที่: คำอธิบายนี้เป็นระบบคิดที่ไม่ถูกต้องและตีความเอาเองโดยไม่ได้คำนวณความเสียหายต่อระบบนิเวศแม่น้ำโขงซึ่งมีคุณค่าและมูลค่า ทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมที่ประเมินค่ามิได้ และยังไม่มีหลักประกันใดๆว่า เขื่อนจะผลิตไฟฟ้าได้จริงตามจำนวนที่ระบุไว้ตามสัญญาซื้อขายเท่านั้น

4 ข้อเท็จจริงที่อวดอ้างบนสื่อ: ต้นแบบ “โรงไฟฟ้ามาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด”

ข้อเท็จจริงจากผู้เชี่ยวชาญและจากพื้นที่: เป็นเพียงคำอธิบายที่กล่าวอ้างของผู้พัฒนาโครงการเท่านั้น ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดดังกล่าวต่อสาธารณะ

5 ข้อเท็จจริงที่อวดอ้างบนสื่อ: ต้นแบบ “โรงไฟฟ้าพัฒนาชุมชน” โดยอ้างว่าใส่ใจคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ประชาชนโดยรอบ เป้าหมายให้ทุกครอบครัวรอบโรงไฟฟ้าพ้นขีดความยากจน มีการจ้างแรงงานท้องถิ่นกว่า 60% ถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อยกระดับฝีมือแรงงาน จัดทำโครงการเพื่อสาธาระประโยชน์มุ่งพัฒนาบ้าน โรงเรียน และชุมชนโดยรอบ

ข้อเท็จจริงจากผู้เชี่ยวชาญและจากพื้นที่: ชุมชนลุ่มน้ำโขงมีประชาชนอาศัยและพึ่งพาทรัพยากรลุ่มน้ำโขงตอนล่างถึง 60 ล้านคน แต่ผู้พัฒนาเขื่อนไซยะบุรีนับ “ผู้ได้รับผลกระทบ” หรือ “ชุมชน” เพียงผู้ที่อาศัยในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า หรือผู้ที่อพยพออกไปจากแม่น้ำโขงเพื่อให้สามารถสร้างเขื่อนได้เท่านั้น

วิธีคิดของผู้พัฒนาเขื่อนไซยะบุรี เป็นการกีดกันและไม่นับผู้ได้รับผลกระทบอีกจำนวนมากที่อาศัยและพึ่งพาแม่น้ำโขง อาทิ ประชาชนที่อาศัยอยู่ริมแม่น้ำโขง ใน 7 จังหวัดภาคอีสานของไทย ที่กำลังเผชิญผลกระทบจากเหตุการณ์ระดับน้ำโขงผันผวนผิดฤดูกาลอยู่ในขณะนี้ การประปาเทศบาลและภูมิภาค ที่ได้รับผลกระทบต่อการสูบน้ำดิบจากแม่น้ำโขงเนื่องจากแม่น้ำโขงท้ายน้ำเขื่อนไซยะบุรีลดระดับลงอย่างรวดเร็ว เป็นต้น 

6 ข้อเท็จจริงที่อวดอ้างบนสื่อ: ต้นแบบ “โรงไฟฟ้ารักษ์ปลา” โดยอ้างว่าได้ศึกษาพฤติกรรมปลาอย่างต่อเนื่อง พัฒนาระบบทางปลาผ่านที่ทันสมัยและก้าวหน้าที่สุดจากทุกมุมโลกมาใช้ร่วมกันแบบ muti-system fish passing facilities เพื่อให้ระบบครอบคลุมความหลากหลายของพันธุ์ปลา

ข้อเท็จจริงจากผู้เชี่ยวชาญและจากพื้นที่: ลุ่มน้ำโขงมีการประมงที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีปลาธรรมชาติที่ศึกษาพบถึง 1,000 ชนิด และการศึกษาของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขงระบุว่ากว่า 70 % เป็นพันธุ์ปลาอพยพทางไกล มีพฤติกรรมการอยู่อาศัย หาหอาหาร อพยพ แตกต่างกันไปตามสายพันธุ์ ฤดูกาล และระบบนิเวศ  ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีเทคโนโลยีใดสามารถแก้ไขปัญหาผลกระทบจากเขื่อนและการอพยพของปลาน้ำโขงที่หลากหลายได้

ระบบต่างๆ ที่ผู้พัฒนาเขื่อนระบุไว้ในเนื้อหาโฆษณานั้น เป็นเพียงการกล่าวอ้างโดยไม่มีการพิสูจน์ และไม่มีสถาบันที่เป็นกลางที่เชื่อถือได้ให้การรับรอง

7 ข้อเท็จจริงที่อวดอ้างบนสื่อ: ต้นแบบ “การสร้างสมดุลระหว่างธุรกิจและสิ่งแวดล้อม” โดยอ้างว่ามีการลงทุนเพื่อจัดการสิ่งแวดล้อมสูงถึง 19,400 ล้านบาท

ข้อเท็จจริงจากผู้เชี่ยวชาญและจากพื้นที่: ต้นแบบของเขื่อนไซยะบุรีอาจจะเรียกได้ว่า “สร้างไป ศึกษาไป กู้ไป” การลงทุนสร้างเขื่อนไซยะบุรี นอกจากผลกำไรจากการก่อสร้างแล้ว ผู้พัฒนาเขื่อนยังระบุอีกว่าจะมีรายได้จากการขายไฟฟ้าถึง 13,000-14,000 ล้านบาทต่อปี (หรือคิดเป็นรายได้ 35-38 ล้านบาทต่อวัน) จึงเป็นที่ชัดเจนว่าการสัมปานพัฒนาเขื่อนไซยะบุรี เป็นการนำทรัพยากรส่วนรวมของภูมิภาคอุษาคเนย์ไปใช้สร้างผลกำไรสำหรับบริษัทและครอบครัวไม่กี่ราย

การเพิ่มเงินลงทุนเพื่อจัดการสิ่งแวดล้อมในวงเงินที่สูง ไม่ได้แปลว่ามาตรการดังกล่าวจะได้ผล ในเมื่อความสำคัญอันดับแรกของเขื่อนคือเพื่อผลิตไฟฟ้าเพื่อขายสร้างรายได้ นอกจากนี้ข้อมูลที่ปรากฎระบุว่าผู้พัฒนาโครงการยังได้ผลตอบแทนเพิ่ม คือได้ขยายเวลาสัมปทานเป็น 31 ปีอีกด้วย

8 ข้อเท็จจริงที่อวดอ้างบนสื่อ: ต้นแบบ “โรงไฟฟ้าเพื่อเสถียรภาพด้านพลังงานของภูมิภาค

ข้อเท็จจริงจากผู้เชี่ยวชาญและจากพื้นที่: ปัจจุบันกำลังการผลิตไฟฟ้าในระบบของประเทศไทย มีกำลังการผลิตอยู่ที่ 43,253 เมกะวัตต์ และความต้องการใช้พลังงานสูงสุดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2562 อยู่ที่ 30,853.20 เมกะวัตต์ ซึ่งทำให้ปริมาณไฟฟ้าสำรองในประเทศอยู่ที่ 12,400 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็น 30 % ของกำลังการผลิตทั้งหมดของประเทศ อาจกล่าวได้ว่า การผลิตไฟ้ฟ้าของขื่อนไซยะบุรีเข้าสู่ระบบตามสัญญาซื้อขาย ก็เท่ากับการซื้อไฟฟ้ามาสู่ระบบสำรองพลังงานของประเทศเท่านั้น

การนิยามว่า พลังงานน้ำ เป็นพลังงานหมุนเวียนและเป็นทางเลือก แต่ลักษณะของเขื่อนขนาดใหญ่นั้น ต้องปิดกั้นแม่น้ำสายใหญ่และต้องการพื้นที่กักเก็บน้ำขนาดใหญ่ ได้ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ป่าไม้ แหล่งความหลากหลายทางชีวภาพ พื้นที่เกษตรกรรมและที่อยู่อาศัยของประชาชน และเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน และที่สำคัญต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสังคมเหล่านั้นไม่ได้ถูกคำนวนอยู่ในความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของโครงการ แต่มีการคำนวนความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์เฉพาะเจ้าของโครงการเท่านั้น

“พวกเราขอเรียอกขอเรียกร้องให้บริษัทไซยะบุรีพาวเวอร์มีมาตราการที่แสดงความรับผิดชอบต่อผลกระทบข้ามพรมแดนต่อประชาชนที่อาศัยอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง สำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะภาคการเงินการธนาคาร ต้องทำการประเมินโดยอิสระ ด้วยการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่างๆเพื่อเปรียบเทียบการศึกษาผลกระทบจากเขื่อนไซยะบุรี ที่ธนาคารเคยบอกว่าได้ตรวจสอบแล้ว กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในขณะนี้ โดยเฉพาะประเด็นสิ่งแวดล้อมและสังคม”

ส่วนแถลงการณ์อีก 1 ฉบับเป็นของแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand) ที่เรียกร้องความรับผิดชอบของธนาคารเจ้าหนี้ในโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี โดยระบุว่า สืบเนื่องจากการเริ่มต้นขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ดำเนินการโดยบริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัดเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา ท่ามกลางเสียงคัดค้านอย่างต่อเนื่องจากภาคประชาสังคมหลายประเทศ และเพียงไม่กี่เดือนหลังจากที่แม่น้ำโขงแห้งขอดเป็นประวัติการณ์

โครงการไซยะบุรีเป็นเขื่อนแห่งแรกในลุ่มน้ำโขงตอนล่างและเป็นเขื่อนแรกที่ผ่านกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า (Prior Consultation Process) ของคณะกรรมการแม่น้ำโขง โครงการดังกล่าวถูกตั้งคำถามและคัดค้านตลอดมาในหลากหลายระดับในช่วงก่อสร้าง เสียงคัดค้านและข้อกังวลเหล่านี้ล้วนเสนอในทิศทางเดียวกันว่า การสร้างเขื่อนไซยะบุรีมีแนวโน้มจะก่อ “หายนะทางระบบนิเวศ” ครั้งใหญ่ งานวิจัยอิสระชิ้นแล้วชิ้นเล่าชี้ว่าไซยะบุรีจะก่อให้เกิดปัญหาข้ามพรมแดนที่เยียวยายากยิ่ง จากการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำในแม่น้ำ กีดกันการไหลของตะกอน และกีดขวางเส้นทางอพยพของปลา ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรกว่า 60 ล้านคนที่พึ่งพาแม่น้ำโขงทั้งทางตรงและทางอ้อม

เฉพาะประเด็นเส้นทางอพยพของปลา นักวิทยาศาสตร์หลายคนวิจารณ์ตลอดมาว่า เทคโนโลยีทางปลาผ่านในโครงการนี้ เป็นเทคโนโลยีของอเมริกาและยุโรป ใช้ได้กับปลาเพียง 5-8 ชนิด เช่น ปลาแซลมอน และปลาเทราท์ ไม่เหมาะสมกับแม่น้ำโขงซึ่งมีปลาสำคัญทางเศรษฐกิจมากกว่า 50 ชนิดที่อพยพตามลำน้ำ นอกจากนี้ ปัจจุบันยังไม่มีเทคโนโลยีใดสามารถแก้ปัญหาการอพยพของปลาจากการสร้างเขื่อนในแม่น้ำโขงได้ แต่บริษัทกลับใช้แม่น้ำโขงเป็น “ห้องทดลอง” เทคโนโลยีใหม่ที่ไม่เคยมีข้อพิสูจน์ถึงประสิทธิผล โดยมีระบบนิเวศของแม่น้ำเป็นเดิมพัน

นอกจากประสิทธิผลของเทคโนโลยีทางปลาผ่านของโครงการจะยังเป็นที่กังขาแล้ว โครงการนี้ยังมีความไม่โปร่งใสและจุดอ่อนในกระบวนการประเมินผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมในหลายประเด็นตลอดมานับจากช่วงก่อสร้าง รายงานการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมของบริษัท (ปี ค.ศ. 2010) ประเมินเพียงผลกระทบในพื้นที่ที่สุ่มเสี่ยงจะเกิดน้ำท่วมจากโครงการ และพื้นที่ปลายน้ำห่างจากที่ตั้งโครงการในรัศมี 10 กิโลเมตรเท่านั้น  โดยบริษัทไม่เคยมีการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดนแต่อย่างใด ทั้งยังไม่เคยเปิดเผยรายงาน EIA ดังกล่าวต่อผู้มีส่วนได้เสียในกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า นอกจากนี้ บริษัทยังไม่เคยเปิดเผยข้อมูลปลา และข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำเหนือเขื่อนและใต้เขื่อนต่อสาธารณะ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ขาดไม่ได้ในการประเมินประสิทธิผลของเทคโนโลยีทางปลาผ่านและแนวโน้มผลกระทบทั้งต่อชุมชนริมฝั่งโขงและระบบนิเวศแม่น้ำ

แนวโน้มผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน ตลอดจนความไม่โปร่งใสของโครงการดังสรุปโดยสังเขปเบื้องต้นนั้น ล้วนก่อให้เกิดคำถามว่า ธนาคารที่ให้การสนับสนุนทางการเงินกับโครงการทั้งหกแห่ง ซึ่งล้วนแต่เป็นธนาคารสัญชาติไทย มีแนวทางกำกับบริษัทในฐานะลูกหนี้ของธนาคารอย่างไร โดยเฉพาะในเมื่อธนาคารไทยห้าแห่งที่ปล่อยสินเชื่อให้กับโครงการนี้ อันได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารทิสโก้ ล้วนร่วมลงนามใน “แนวทางการดำเนินกิจการธนาคารอย่างยั่งยืนในด้านการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ”  (Sustainable Banking Guidelines: Responsible Lending) เมื่อเดือนสิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา  เอกสารดังกล่าวระบุว่า ธนาคารที่ร่วมลงนามจะ “หารือกับผู้มีส่วนได้เสียนอกจากหน่วยงานกำกับดูแล ผู้ถือหุ้น และลูกค้า เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านสังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล และประเมินแนวโน้มผลกระทบที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร” และ “จะหารือกับลูกค้าในเชิงรุก เพื่อสนับสนุนการลดผลกระทบเชิงลบและปรับปรุงผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของลูกค้า”

นอกจากนี้ ธนาคารสองแห่งคือ ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารกสิกรไทย ยังประกาศรับหลักการชี้แนะเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติ (United Nations Guiding Principles on Business and Human Rights: UNGP) ซึ่งสาระสำคัญของหลักการชี้แนะดังกล่าวอยู่ที่การวางมาตรการที่จะแสดงให้เห็นว่าเคารพในสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงการมีกลไกรับเรื่องร้องเรียน และกลไกเยียวยาที่เหมาะสม

แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย และองค์กรร่วมลงนามจึงมีข้อเรียกร้องดังต่อไปนี้ต่อธนาคารไทยทั้งหกแห่งที่ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด เร่งรัดให้บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด เปิดเผยข้อมูลสำคัญดังต่อไปนี้ต่อสาธารณะ ก่อนการขอเบิกเงินกู้ (drawdown) งวดต่อไป ประกอบด้วยข้อมูลปลาผ่านทางปลาผ่านของบริษัท (ชนิดพันธุ์ จำนวน) ตั้งแต่เดือนเมษายน 2562 ถึงปัจจุบัน ข้อมูลการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำเหนือเขื่อนและใต้เขื่อน ตั้งแต่เดือนเมษายน 2562 ถึงปัจจุบัน เนื่องจากบริษัทได้เริ่มขายไฟฟ้าให้แก่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยอย่างไม่เป็นทางการในเดือนเมษายน 2562 ที่ผ่านมา ข้อมูลกลไกรับเรื่องร้องเรียน และมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการ ประกาศรับหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (United Nations Guiding Principles on Business and Human Rights: UNGP) ขององค์การสหประชาชาติ และกำหนดให้บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด ในฐานะลูกหนี้ของธนาคาร ประกาศรับหลักการดังกล่าวด้วย

เปิดช่องทางรับเรื่องร้องเรียนจากผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการไซยะบุรี ตามหลักการชี้แนะ UNGP

ประกาศว่าจะไม่ให้การสนับสนุนทางการเงินใดๆ แก่โครงการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำที่สร้างในแม่น้ำสายหลัก (mainstem) ของลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ที่มีแผนจะก่อสร้างในอนาคต (exclusion list) อย่างน้อยเป็นเวลา 10 ปี ตามข้อเสนอของผู้มีส่วนได้เสียในกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าของคณะกรรมการแม่น้ำโขง

ประกาศรับชุดหลักการอีเควเตอร์ (Equator Principles) มาตรฐานสากลของการปล่อยสินเชื่อโครงการขนาดใหญ่

แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย คาดหวังและเชื่อมั่นว่า การดำเนินการตามข้อเรียกร้องทั้งห้าข้อข้างต้นนั้น นอกจากจะช่วยให้ธนาคารรับมือกับความเสี่ยงทางสังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social, Governance: ESG risks) อันอาจเกิดจากโครงการไซยะบุรีในอนาคตได้แล้ว จะยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบทางสังคม และเปิดศักราชใหม่ให้กับวงการธนาคารพาณิชย์ไทย ให้ก้าวเข้าสู่ ‘การธนาคารที่ยั่งยืน’ อย่างเป็นรูปธรรม สมดังเจตนารมณ์ที่ธนาคารแทบทุกแห่งได้ประกาศต่อสาธารณะ