เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2561 นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน(กสร.) กระทรวงแรงงานเปิดเผยถึงสถานการณ์การว่างงานว่า จากข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่ามีจำนวนผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงาน 38.42 ล้านคน เป็นผู้มีงานทำ 37.78 ล้านคน ซึ่งในจำนวนนี้ เป็นแรงงานที่ทำงานทั้งในภาคเกษตรกรรม ภาคการผลิตและภาคบริการ และการค้า โดยเป็นผู้ว่างงาน 3.77 แสนคน หรือร้อยละ 1.0 ของกำลังแรงงาน เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมาคือไตรมาสสอง ปี 2561 จำนวนผู้ว่างงานลดลง 3.4 หมื่นคน ทั้งนี้อัตราการว่างงานในภาพรวมปัจจุบันยังถือว่าอยู่ในระดับคงที่ คือ 1.0 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยมีอัตราการว่างงานอยู่ที่ร้อยละ 1.1 สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการว่างงานไม่รุนแรงและน่ากังวล

อธิบดีกสร. กล่าวอีกว่าสถานการณ์การจ้างงานโดยดูจากการใช้สิทธิทดแทนกรณีว่างงาน ของสำนักงานประกันสังคม(สปส.)ตัวเลขในเดือนกันยายน 2562 มีจำนวนผู้ถูกเลิกจ้าง 25,802 คน สมัครใจลาออก 139,731 คน และสิ้นสุดสัญญาจ้าง 6,879
คน ขณะที่ปี2561 มีผู้ถูกเลิกจ้าง24,479 คน สมัครใจลาออก 118,484 คนและสิ้นสุดสัญญาจ้าง 9,501 คน อย่างไรก็ตามจำนวนผู้ประกันตนกลับเพิ่มขึ้นชี้ให้เห็นว่าการจ้างงานมีการรับคนงานใหม่เข้ามาทำงานในกิจการต่างเพิ่มขึ้นโดยตัวเลขสถานประกอบการที่เข้าระบบประกันสังคม ปี 2561 มี 4.7 แสนแห่ง มีลูกจ้างเข้าเป็นผู้ประกันตน 11.5 ล้านคน ขณะที่ปี 2562 มีสถานประกอบการเข้าระบบประกันสังคม 4.8 แสนคน มีลูกจ้างในระบบประกันสังคม 11.6ล้านคน

ทั้งนี้กิจการที่มีการบอกเลิกจ้างที่มีความต่อเนื่องเช่นชิ้นส่วนยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเลคทรอนิกส์ รับเหมาค่าแรง และมีการเลิกจ้างในบางช่วงเช่นผลิตเหล็ก ส่งออกอาหารทะเล แปรรูปสัตว์น้ำ ขายปลีก ขายส่ง ทอผ้าและการขนส่ง อย่างไรก็ตามในช่วงท้ายปี ซึ่งเป็นไตรมาส 4 ระหว่าง ตุลาคม-ธันวาคม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด โดยเฉพาะในเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมที่เป็นช่วงของการเรียกร้องโบนัส และการขอปรับข้อตกลงสภาพการจ้างซึ่งที่ผ่านได้ส่งเสริมให้มีระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ดี ซึ่งหากนายจ้างให้ข้อมูลผลประกอบการและมีการพูดคุยหารือ สร้างความเข้าใจ และยอมรับฟังก็จะไม่เกิดปัญหา

ด้านม.ร.ว.จตุมงคล กล่าววว่า กระทรวงแรงงานมีตำแหน่งงานว่างกว่า 79,000 อัตรา ซึ่งสถานประกอบการยังมีความต้องการแรงงานอยู่เป็นจำนวนมาก กระทรวงแรงงานได้ฝึกทักษะแรงงานใหม่ให้สามารถมีทักษะที่จะทำงานได้ ส่วนสถานการณ์ในอนาคต ยังต้องรอดูการเจรจาการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ซึ่งขณะนี้มีแนวโน้มที่ดีขึ้น และขณะนี้รัฐบาลมีแนวทางในการพัฒนาประเทศโดยเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโดยเฉพาะระบบขนส่ง ซึ่งไม่ใช่การสร้างอุตสาหกรรม และโครงการดังกล่าวได้เริ่มไปแล้ว ภายในสัก 1-2 ปีเงินจะเริ่มออกมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเป็น 1.7 เท่า ส่วนโครงการอื่นๆ ที่กระตุ้นการใช้จ่ายก็มีความจำเป็นในสภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้

อนึ่ง ในช่วงนี้มีการโพสต์ข้อความและให้ข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับสถานการณ์การเลิกจ้างซึ่งมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ารุนแรงขึ้นทุกวันโดยมีภาพลูกจ้างต้องออกจากงานเนื่องจากสถานประกอบการปิดตัวลงเพราะธุรกิจขาดทุน อย่างไรก็ตามประเด็นดังกล่าวผู้บริหารกระทรวงแรงงานได้พยายามตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยพบว่าเป็นการให้ข้อมูลที่ค่อนข้างสับสนเพราะมีการใช้ภาพและข้อมูลเก่ามานำเสนอสู่สาธารณะชน ทำให้กลายเป็นข่าวลือหนักขึ้นทุกวัน
////////////////////////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.