ชาวบ้านลุ่มน้ำชีค้านเก็บค่าน้ำชลประทาน ชี้ซ้ำเติมเกษตรกรรากหญ้า แนะทบทวนประสิทธิภาพการใช้น้ำ

เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2563 ที่ศูนย์พิทักษ์สิทธิการจัดการทรัพยากรชุมชนลุ่มน้ำชีตอนล่าง ตำบลโพนเมือง อำเภออาจสามารถ จังหวัดร้อยเอ็ด ชาวบ้านในนามคณะกรรมการเครือข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำชี จังหวัดร้อยเอ็ดและจังหวัดยโสธร กว่า 150 คน ได้จัดเวทีแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับ พรบ.น้ำ หลังจากคณะรัฐมนตรีผ่านความเห็นชอบหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าชลประทาน การจัดเก็บหรือชำระค่าชลประทาน และการยกเว้นและการผ่อนชำระค่าชลประทาน พ.ศ…ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ

ทั้งนี้ที่ประชุมมีความเห็นตรงกันว่าควรเสนอให้ยกเลิก พรบ.น้ำ ที่จะเก็บภาษีน้ำกับเกษตรกร เพราะเป็นการเพิ่มปัญหาให้กับเกษตรกรระดับรากหญ้าทั้งระยะสั้นระยะยาว

นายจันทรา จันทาทอง กรรมการเครือข่ายชาวบ้านลุ่มน้ำชีจังหวัดร้อยเอ็ด ได้อ่านคำประกาศคัดค้านการเก็บภาษีน้ำและเสนอให้ยกเลิก พรบ.น้ำที่ซ้ำเติมเกษตรกรชาวรากหญ้าว่า หลังการคลอด พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 โดยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. เกษตรกรลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำในภาคอีสานต่างกังวลว่าจะมีการเก็บภาษีน้ำหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมาเกษตรลุ่มน้ำทั้งภาคอีสานคัดค้านมาโดยตลอด เพราะจะส่งผลกระทบในระยะสั้นและระยะยาวต่อวิถีชีวิตของชาวนาลุ่มน้ำชีและลุ่มน้ำภาคอีสาน เนื่องจากปีที่ผ่านมาน้ำท่วมข้าวนาปีเสียหายหมดทำให้เกษตรขาดรายได้หลัก ทำให้ปีนี้เกษตรกรจะต้องทำนาปรังเพื่อทดแทนนาปี และชาวนาก็เสียค่าน้ำอยู่แล้ว 3 ลักษณะคือ 1.ในรูปแบบเป็นกลุ่มผู้ใช้น้ำที่เก็บเฉลี่ยกันรายชั่วโมง 2.เสียค่าน้ำในลักษณะค่าไฟฟ้าที่บางครอบครัวเจาะบ่อบาดาลสูบน้ำขึ้นมาทำนาปรังหรือรดน้ำสวนผัก 3.ค่าน้ำมันที่บางครอบครัวจะต้องนำเครื่องสูบน้ำดึงน้ำขึ้นมา

“ที่ผ่านมาเกษตรกรก็เสียค่าน้ำอยู่แล้ว ปัจจุบันพวกเรายิ่งเห็นชัดแล้วว่า พรบ.น้ำ ฉบับบนี้เป็นฉบับรวมศูนย์อำนาจการจัดการน้ำอยู่ที่รัฐ เพราะสุดท้ายต้องขึ้นกับหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่ กนช.กำหนด โดยเฉพาะมาตรา 49 กำหนดให้ นายกรัฐมนตรี มีอำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์อัตราค่าใช้น้ำสำหรับการใช้น้ำประเภทดังกล่าว โดยให้กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการเรียกเก็บลดหย่อนหรือยกเว้นค่าใช้น้ำดังกล่าว”ในคำประกาศระบุ

ในคำประกาศระบุว่า ระบบภาษีน้ำ การเก็บค่าธรรมเนียมการใช้น้ำ เป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานในการดำรงชีวิตของมนุษย์ ขัดต่อหลักสากลว่าด้วยการเข้าถึงน้ำอันเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตมนุษย์ แม้ว่ากิจการและรูปแบบการใช้น้ำจะมีหลากหลาย แต่สิทธิของชุมชนในการจัดการและใช้ประโยชน์จากน้ำอย่างสมดุลและยั่งยืนควรได้รับการรับรอง และมีอำนาจในการบริหารจัดการเองได้ การใช้น้ำของชุมชน ไม่ควรต้องแลกด้วยเงินที่ต้องจ่ายให้รัฐ หรืออย่างน้อยควรมีการกำหนดปริมาณอันจำเป็นที่ชุมชนต้องใช้ก่อน เว้นแต่ปริมาณที่เกินกว่านั้น และชุมชนต้องมีส่วนร่วมในการกำหนด

“ปัญหาทรัพยากรน้ำเป็นเรื่องความล้มเหลวของรัฐและหน่วยงานของรัฐที่ไปมุ่งเน้นแต่เรื่องการจัดหาน้ำ การพัฒนาแหล่งน้ำ หรือน้ำต้นทุน จนละเลยเรื่องการพัฒนาระบบชลประทานย่อยในระดับไร่นา ระดับชุมชน หรือลุ่มน้ำขนาดเล็กที่ให้ชุมชนมีบทบาทสำคัญในการจัดการในฐานะเจ้าของทรัพยากร รวมถึงการละเลยที่จะมุ่งเน้นเรื่องการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีอย่างแท้จริง เช่น การนำน้ำทะเลมาใช้ด้วยกระบวนการทำให้กลายเป็นน้ำจืด การรีไซเคิลน้ำจากเมืองและภาคอุตสาหกรรมเพื่อนำมาใช้ในระบบน้ำประปา หรือเป็นน้ำดิบใหม่ การลดภาษีเครื่องจักรอุปกรณ์เทคโนโลยีเหล่านี้จากต่างประเทศเพื่อนำมาใช้กับการประบปรุงคุณภาพน้ำให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีก” คำประกาศระบุ

คำประกาศระบุว่า ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศแห้งแล้ง แต่ความสามารถในการจัดการน้ำต่ำมาก เพราะตั้งโจทย์ผิด ควรทำจากเล็กไปหาใหญ่ ไม่ใช่พัฒนาโครงการขนาดใหญ่แล้วมาสร้างความขัดแย้งและส่งผลกระทบกับคนเล็กคนน้อย จึงเสนอว่า อีก 2 ทศวรรษ จากนี้มีความจำเป็นเรื่องการจัดการน้ำในส่วนผู้ใช้น้ำ เช่น ระบบการใช้น้ำในพื้นที่เกษตรกรรมทำอย่างไรจึงจะประหยัด ใช้น้ำน้อย มีประสิทธิภาพ และได้ผลผลิตดี ราคาดี ไม่ใช่ไปหาน้ำมามากๆ แล้วเก็บค่าน้ำอย่างที่กำลังจะทำ

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.