เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2563 ที่บ้านดอยช้างป่าแป๋ ต.ป่าพลู อ.บ้านโฮ่ง จ.ลำพูน มีการจัดงาน “สถาปนาพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษชุมชนกะเหรี่ยงบ้านดอยช้างป่าแป๋” โดยมีชาวบ้านจากพื้นที่ต่างๆ รวมทั้งตัวแทนกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตัวแทนเครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงและชาวเลอันดามัน ประมาณ 400 คนเข้าร่วม

ทั้งนี้ช่วงเช้าชาวบ้านได้นำเสนอข้อมูลการจัดการพื้นที่ในรูปแบบเขตวัฒนธรรมพิเศษ และแนวทางการดูแลป่าและไร่หมุนเวียน รวมทั้งแนวทางการจัดการปัญหาไฟป่า ซึ่งได้รับความสนใจจากนายนพดล พลเสน ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ นายพงศ์รัตน์ ภิรมณ์รัตน์ ผู้ว่าราชการจัดหวัดลำพูน โดยระบุถึงการที่ชุมชนได้รับผลกระทบจากนโยบายและกฎหมายจัดการทรัพยากรของรัฐมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติบ้านโฮ่ง และการประกาศเขตห้ามล่าสัตว์ป่าบ้านโฮ่ง โดยไม่มีการกันเขตชุมชนและไร่หมุนเวียนของชาวบ้าน รวมถึงการดำเนินนโยบายทวงคืนผืนป่าของรัฐบาล

นายนพดล พลเสน กล่าวกับชาวบ้านว่า รัฐบาลเน้นย้ำการดำเนินนโยบายต่างๆ เพราะต้องการให้คนอยู่กับป่าได้ หลังจากนี้ทาง ทส. จะเร่งตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่าง ทส.และขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม(พีมูฟ) และตัวแทนชุมชน ในการสำรวจแนวแนวเขตป่าสงวนและเขตห้ามล่าสัตว์ป่าในพื้นที่ดอยช้างป่าแป๋ เพื่อให้มีข้อมูลตรงกัน และกันพื้นที่ชุมชนและไร่หมุนเวียนอย่างชัดเจน นอกจากนี้ให้เจ้าหน้าที่งดเว้นการจับกุมชาวบ้านในระหว่างสำรวจ เพื่อให้ชาวบ้านได้อยู่อย่างมั่นคง มีสิทธิชุมชนที่มั่นคง โดยชุมชนต้องมีกติกาในการดูแลป่าอย่างยั่งยืน และหน่วยงานรัฐต้องอำนวยความสะดวกแก่ชาวบ้านที่ร่วมกันดูแลผืนป่า

หลังจากนั้นนายนพดล ได้นำตัวแทนหน่วยงานรัฐ พร้อมกับตัวแทนชุมชน ร่วมกันประกอบพิธี “ปักหมุดสถาปนาพื้นที่จิตวิญญาณบ้านดอยช้างป่าแป๋” ซึ่งเป็นไปตามความเชื่อของคนกะเหรี่ยงเพื่อเป็นหมุดหมายสถาปนาพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษชุมชนกะเหรี่ยงดอยช้างป่าแป๋

ขณะที่ช่วงบ่ายมีเวทีเสวนา “สิทธิชุมชนในการจัดการทรัพยากร ดิน น้ำ ป่่า และพื้นที่จิตวิญญาณ ตามมติ ครม. 3 สิงหาคม 2553” โดยนายบัญชา มุแฮ ตัวแทนชาวบ้านดอยช้างป่าแป๋ กล่าวว่า ในแต่ละปีชาวบ้านจะใช้พื้นที่ทำไร่ไม่เกิน 200 ไร่ เมื่อทำกินเสร็จจะปล่อยพื้นที่ให้พักฟื้นกลายเป็นป่า จากนั้นปีต่อไปจะหมุนเวียนไปในไร่ที่พักฟื้นไว้นาน 7-10 ปี นี่คือวิถีการทำไร่หมุนเวียนของชาวบ้าน ไม่ได้เป็นการทำลายป่า เพราะเป็นรูปแบบการใช้ที่ดินที่มีความสมดุลกับธรรมชาติ ใช้ภูมิปัญญาของคนกะเหรี่ยงในการเพาะปลูกพืชพันธุ์อย่างหลากหลาย ไม่มีการใช้สารเคมีหรือยาฆ่าแมลง ไร่ที่พักฟื้นก็เป็นแหล่งอาหารของสัตว์เลี้ยงและสัตว์ป่า รวมทั้งชาวบ้านมีการจัดการดูแลเฝ้าระวังการเกิดไฟป่า ทำแนวกันไฟยาว 30 กิโลเมตร และตั้งจุดถังน้ำดับไฟรอบผืนป่า เพราะชาวบ้านถือว่าพื้นที่ป่าดอยช้างป่าแป๋กว่า 2 หมื่นไร่คือพื้นที่ทางจิตวิญาณที่ชุมชนต้องช่วยกันดูแล แต่ที่ชาวบ้านกังวลคือ การประกาศใช้กฎหมาย 3 ฉบับ คือ พรบ.อุทยานแห่งชาติ พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า และพรบ.ป่าชุมชน ที่ประกาศใช้ปี 2562 มีการจับกุมและยึดที่ชาวบ้าน ซึ่งส่งผลกระทบต่อวิถีการทำไร่หมุนเวียน

นายสมชาติ รักสองพลู ตัวแทนพีมูฟ กล่าวว่า การที่ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ชุมชน และทุกองค์กร ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในการแก้ไขปัญหาให้เกิดเป็นรูปธรรม โดยพื้นที่เขตวัฒนธรรมพิเศษบ้านดอยช้างป่าแป๋ต้องเป็นพื้นที่ต้นแบบในการสร้างความเข้าใจกับ ทส. และช่วยอธิบายแก่สังคมให้เข้าใจในวิถีการทำไร่หมุนเวียน ซึ่งความพยายามของชาวบ้านที่จัดทำข้อมูล มีกติกาชุมชน มีการจัดการที่ดี จะเป็นเครื่องมือในการป้องกันสิทธิชุมชนของคนอยู่กับป่า นอกจากนี้ชาวบ้านต้องใช้มติ ครม. 3 สิงหาคม 2553 เป็นเครื่องมือผลักดันร่าง พรบ.ส่งเสริมอนุรักษ์วิถีกลุ่มชาติพันธุ์ให้เป็นกฏหมาย เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดจากกฎหมายที่ดิน 3 ฉบับ

นายสุนทร ฉายวัฒนะ ผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าฉบับใหม่ที่เพิ่งประกาศใช้ เปิดโอกาสให้ชุมชนมีการจัดการป่าอย่างมีส่วนร่วมได้ สิ่งที่ชุมชนต้องทำคือ การจัดทำแผนจัดการพื้นที่อย่างมีส่วนร่วม ดังนั้นการกำหนดเขตวัฒนธรรมพิเศษจึงไม่ขัดต่อกฎหมายฉบับนี้ อย่างพื้นที่ดอยช้างป่าแป๋มีพื้นที่ไร่หมุนเวียน 2,707 ไร่ ตามพรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า กำหนดให้มีการสำรวจการถือครองภายใน 240 วันนับแต่วันประกาศใช้ เมื่อสำรวจเสร็จรัฐจะให้สิทธิชุมชนจัดการพื้นที่ แต่ไม่ใช่ในรูปแบบโฉนด น่าจะเป็นแนวทางแก้ปัญหาชาวบ้านถูกจับกุมจากกฎหมายฉบับนี้

ส่วน ดร.นฤมล อรุโนทัย สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงมีความเหมือนกับปัญหาของชาวเลในอันดามัน เพราะชาวเลก็ถูกขับไล่ออกจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติทางทะเล และพื้นที่แหล่งท่องเที่ยว วิถีการหากินในทะเลก็ได้รับผลกระทบจากประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่ วิถีของชาวเลจึงหดแคบลง ซึ่งมติ ครม. 2 มิถุนายน 2553 เพื่อฟิ้นฟูวิถีชาวเล จะเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาของชาวเลได้เช่นเดียวกับกรณีของชาติพันธุ์กะเหรี่ยง เพราะทั้งสองชาติพันธุ์มีวิถีวัฒนธรรมที่เป็นปรัชญาที่ใช้วิถีวัฒนธรรมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติเหมือนกัน

นายอภินันท์ ธรรมเสนา ผู้แทนกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมได้ผลักดันการประกาศเขตวัฒนธรรมพิเศษในกลุ่มเปราะบาง 2 กลุ่มนำร่อง คือ กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยง และกลุ่มชาติพันธุ์ชาวเล เพราะถือเป็นกลุ่มเปราะบางมากที่สุด โดยเตรียมผลักดัน ร่างพรบ.ส่งเสริมอนุรักษ์วิถีกลุ่มชาติพันธุ์ ให้สามารถประกาศใช้ได้ภายในปี 2565 โดยยึดหลักในการร่างกฎหมาย 4 ข้อ คือ 1.การมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน 2.กฎหมายต้องทำให้ชีวิตชาวบ้านดีขึ้น 3.กฎหมายต้องทำให้กระบวนการจัดการพื้นที่ดีขึ้น 4.กฎหมายต้องสร้างความเข้าใจเรื่องวิถีของกลุ่มชาติพันธุ์ต่อสังคม หากทำสำเร็จจะสามารถเป็นมาตรการขยายผลนำไปใช้กับกลุ่มชาติพันธุ์อื่นต่อไปด้วย

นายประยงค์ ดอกลำไย ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน หรือ กป.อพช. กล่าวว่า มติ ครม.ทั้งสองฉบับมีอายุ 10 ปี แต่มีอายุการทำงานจริงเพียง 2 ปี เพราะไม่ถูกนำมาดำเนินการใดๆ ในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ และยุค คสช. อีกทั้งนโยบายทวงคืนผืนป่าทำให้ชาวบ้านถูกดำเนินคดี 4,600 คดี โดยที่ชาวบ้านดอยช้างป่าแป๋ถูกยึดที่ทำกินจนต้องลงไปรับจ้างได้ค่าแรงวันละ 300 บาท เพื่อนำเงินไปซื้อข้าวสาร แทนที่จะสามารถเก็บเกี่ยวข้าวไร่ไว้กินเองได้ นอกจากนี้การที่รัฐพยายามเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ร้อยละ 40 ซึ่งไม่จำเป็นต้องไปยึดที่ดินของชาวบ้าน และจับกุมดำเนินคดีกับชาวบ้าน แต่สามารถเพิ่มต้นไม้เพื่อช่วยกักเก็บคาร์บอนได้ทั่วประเทศ อย่างเช่น ชาวบ้านดอยช้างป่าแป๋อยู่มาตั้ง 219 ปี ก่อนมีกฎหมายป่าไม้ 100 ปี ดังนั้นชาวบ้านจึงไม่ใช้ผู้บุกรุก การไล่จับชาวบ้านในพื้นที่ภาคเหนือโดยเฉพาะเชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน ซึ่งมีพื้นที่ป่าเกินร้อยละ 40 อยู่แล้วเพื่อไปทดแทนป่าที่หายไปของประเทศ โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ที่ไม่มีป่าเหลืออยู่ จึงไม่เป็นธรรมกับชาวบ้าน

ทั้งนี้ชุมชนดอยช้างป่าแป๋ ได้ยื่นข้อเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 1.ขอให้เพิกถอนเขตห้ามล่าสัตว์ป่าป่าบ้านโฮ่งออกจากพื้นที่ 21,023 ไร่ที่เป็นขอบเขตชุมชน ให้เหลือเป็นสถานะป่าสงวนแห่งชาติป่าบ้านโฮ่ง แล้วให้สิทธิชุมชนในการจัดการในรูปแบบป่าชุมชนหรือป่าจิตวิญญาณ 2.เนื่องจากชุมชนดอยช้างป่าแป๋เป็นกะเหรี่ยงดั้งเดิมที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าอยู่ในอาศัยและดำรงวิถีชีวิตในพื้นที่มาก่อนการประกาศเป็นเขตป่าของรัฐ ชุมชนจึงยืนยันให้ใช้มติ ครม. 3 สิงหาคม 2553 ว่าด้วยแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง ให้มีผลในการฟื้นฟูและคุ้มครองอย่างเป็นรูปธรรม

3.ชุมชนไม่ยอมรับมติ ครม. 26 พฤศจิกายน 2561 และ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2562 จึงขอให้มีการทบทวนเพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชุมชนของชาวกะเหรี่ยงด้วย หากยังไม่มีการทบทวนและปรับปรุงแก้ไข ชุมชนจะไม่ขอเข้าร่วมกระบวนการแก้ไขปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น

————

ภาพโดย ปิยศัก​ดิ์ อู่ทรัพย์​

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.