โดย สมพงค์  สระแก้ว มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน(LPN)

ในช่วงสองเดือนที่ผ่านทางองค์กรได้เรื่องร้องทุกข์ปัญหาแรงงาน หนึ่งในเรื่องที่สำคัญคือ การต่อใบอนุญาตทำงานของพี่น้องแรงงานชาวเมียนมาร์ กัมพูชา และลาว ที่ไม่สามารถจัดการต่อได้ คือ การแจ้งเข้าแจ้งออกของนายจ้างเกิน 15 วัน   

โดยมีหลายสาเหตุ คือ 1. ตัวแรงงานไม่สามารถหานายจ้างใหม่ได้ทัน 2. นายจ้างใหม่ ยังคิดว่าต้องใช้ใบแจ้งออก จึงจะแจ้งเข้าใหม่ได้ 3. นายจ้างบางส่วนแจ้งออกให้ แต่ต้องจ่ายเงิน  4. เอกสารนายจ้างบางส่วนยึดไว้ หางานใหม่ ไปต่ออะไรไม่ได้ 5. นายจ้างรับเข้างานไว้ แต่ไม่ดำเนินการใดๆ ไม่แจ้งรับเข้า บวกกับไม่ได้สิทธิประกันสังคม 6. ตัวแรงงานดำเนินการเองไม่ได้ด้วยตนเอง  7. สถานประกอบการบางแห่งรับเข้างานแต่ต้องจ่ายค่าสมัครงานจำนวนมากกว่า 5,000 บาท   8. นายจ้างเก่าไม่แจ้งออก นายจ้างใหม่ไม่กล้ารับเข้า 9. สุดท้าย แรงงานลงใต้ดิน

สถานการณ์นี้ส่วนใหญ่มักเกิดกับสถานประกอบการขนาดเล็ก ขนาดย่อมและขนาดกลาง  เพราะมีหลายปัจจัยในเงื่อนไขและสภาพการจ้างงาน ส่วนสถานประกอบการขนาดใหม่มักไม่พบเพราะเอาเข้าระบบ MOU โดยตรง

จากการคลุกคลีสัมผัสกับพี่น้องแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาร์ พบว่าแรงงานส่วนใหญ่ประสบสภาวะ  “แรงงานตายหมด” 

แรงงานตายหมดหมายถึงว่า โดนล๊อค 15 วัน  และทำอะไรต่อไป

คำแนะนำของเรา คือ กลับบ้านด้วยวิธีทางใดแล้วแต่ หากแต่กลับมาใหม่คือ มาแบบ MOU เท่านั้น  แต่ส่วนใหญ่ไม่ไป ยังคงหาทางทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ เพราะงานที่ต้นทางค่าแรงไม่พอกิน

กลุ่มที่เป็น  “แรงงานตาย” คือกลุ่มที่ต้องมาทบทวนว่า หากเขามีนายจ้างแท้จริงทำงาน จะเปิดโอกาสให้เขาทำงานต่อหรือไม่ หรือปล่อยไปตามนโยบายระเบียบเดิม คือ อยากทำงานต้องกลับประเทศต้นทางแล้วกลับมาใหม่ แต่กลุ่มที่เป็น “แรงงานตาย”  กลายเป็นกลุ่มที่มีบุคคลบางกลุ่มหาผลประโยชน์ในทันที จ่ายรายเดือน หรือรีดรายวัน  

ต้องยอมรับว่าหากแรงงานข้ามชาติที่ต้นทางกลับเข้ามาใหม่ในระบบ MOU มีต้นทุนที่สูง เสียค่าใช้จ่ายตั้งแต่ออกจากบ้านเกิดมากทีเดียว หนำซ้ำกับการเผชิญมหันภัย  COVID – 19  การจัดการต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น  ตรวจคัดกรองก่อนเข้า เป็นมาตรการสำคัญ ต้นทุนเพิ่ม

ผู้ประกอบการรายย่อยใหม่ อ่วม แจ้งเข้าไม่ได้ ก็ลักลอบใช้ ถูกตรวจพบก็ใช้ระบบการคุ้มครองนอกระบบง่ายกว่า โซนใครโซนมัน ใครได้ประโยชน์ 

เงินที่เก็บหอมรอมริบวันละกว่า 300  บาท โดนพิษใต้ดินทันทีเร็วยิ่งกว่า COVID – 19  คือหัวละ  2,000-5,000 บาท  กรณีอย่างนี้ มีทุกแห่งในประเทศไทย พวกเขาไม่สนใจอะไรมากดอก

ดังนั้น รัฐบาลมี 2 ทางเลือกคือ 1. ปล่อยให้เป็นไปดังเดิม หลัง 31 มีนาคม ค่อยว่ากันต่อ จะเอาอย่างไร 2. “แรงงานที่ตาย”  แนะนำ ผลักดันให้กลับประเทศต้นทาง  วิธีการนี้ใช้ไม่เคยได้ผล 3 สงกรานต์ที่ผ่านมา  เคยมีนโยบายให้กลับบ้านฟรีไม่เสียตังค์ ปีนี้อาจใช้ไม่ได้ผล เพราะเท่าที่สำรวจแล้วว่า  คงไม่มีกลับเท่าไหร่นักเพราะกลัว COVID – 19  และ4. เปิดให้แรงงานที่ยังคงอยู่ในประเทศไทยที่มีนายจ้างแสดงตัวตน ทั้งที่เป็น  “แรงงานตาย” และ ไม่มีเอกสารใดๆ เข้าสู่ระบบ MOU บนดิน และมีการลงทะเบียนที่ลดขั้นตอนราคาถูก จดแจ้งก่อน แล้วดำเนินการต่ออีกครั้งก็ยังได้เหมือนปีก่อน  

จริงๆ  รัฐบาลไทยก็ทำได้หลายรูปแบบ จึงฝากให้ทุกท่านชวนคิดแบบ Win Win Solution ทุกคนได้ประโยชน์ มีแรงงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างสังคมที่ดีได้ภายใต้สถานการณ์นี้และปัญหาแรงงานเด็ก แรงงานบังคับ และค้ามนุษย์จะไม่หวนคืนมาให้ปวดสมองเพื่อแก้ไขปัญหา 

——————-

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.