เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2563 ดร.เดชรัตน์ สุขกำเนิด นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ ได้โพสต์เฟสบุคส่วนตัว Decharat Sukhamnerd มีเนื้อหาสำคัญระบุว่า สืบเนื่องจากปัญหาราคาค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น จากการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเมื่อจำเป็นต้องอยู่บ้านช่วยชาติ และการที่ต้องจ่ายแพงขึ้นตามอัตราก้าวหน้า รวมถึงคำถามว่า รัฐบาลจะลดค่าไฟฟ้าให้มากกว่า 3% ได้หรือไม่? 

ดร.เดชรัตน์กล่าวว่า ความต้องการไฟฟ้าสูงสุด เมื่อวานนี้ (19 เมษายน 2563) อยู่ที่ 24,481 เมกะวัตต์ ส่วนความต้องการไฟฟ้าสูงสุดในปีนี้ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2563 อยู่ที่ 28,636.7 เมกะวัตต์ ซึ่งยังต่ำกว่าที่เคยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2562 ซึ่งมีความต้องการไฟฟ้าสูงสุด 30,853.2 เมกะวัตต์ เรียกว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าในปีนี้ต่ำกว่าปีที่ผ่านมามาก น่าจะเป็นเพราะการลดการบริโภคไฟฟ้าของภาคอุตสาหกรรมและภาคธุรกิจ ตามมาตรการล็อคดาวน์ ปัญหากำลังการผลิตสำรอง ส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าที่เรามีตอนนี้อยู่ที่ 45,575 เมกะวัตต์ เพราะฉะนั้น เมื่อเปรียบเทียบกับความต้องการไฟฟ้าสูงสุดในปีนี้ (28,636.7 เมกะวัตต์) เรามีกำลังการผลิตสำรองในระบบอยู่ที่ 60% ของความต้องการไฟฟ้าสูงสุดในปีนี้ และหากเทียบกับเมื่อวานนี้ (24,481 เมกะวัตต์) เราก็มีกำลังการผลิตสำรองอยู่ที่ 86% ของความต้องการไฟฟ้าล่าสุด

“ถ้าเราพูดในมุมกลับ เราอาจกล่าวได้ว่า ในสถานการณ์ปัจจุบัน โรงไฟฟ้าของเราประมาณ 46% ไม่ได้เดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้า ค่าความพร้อมจ่าย การมีกำลังการผลิตสำรองเหลืออยู่ในระบบมากเกินไป (จากแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า ที่ควรมีกำลังการผลิตสำรองประมาณ 15%) ทำให้เราจำเป็นต้องจ่ายค่าตอบแทนการลงทุนในการสร้างโรงไฟฟ้า ให้กับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน และ กฟผ. โดยในกรณีของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนแบบที่มีความพร้อมจ่าย เราก็เรียกว่า ค่าความพร้อมจ่าย และก็จะถูกรวมเข้าไว้ในระบบค่าไฟฟ้า เช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าของกฟผ. ปัญหาของค่าความพร้อมจ่าย หรือค่าตอบแทนในการลงทุนก็คือ แม้ว่า ปัจจุบันนี้ เราใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก เราก็ยังต้องจ่ายเงินความพร้อมจ่ายนี้ต่อไปอยู่ดี หรือเรียกว่า “ไม่ใช้ก็ต้องจ่าย” (ตามคำว่า “ค่าความพร้อมจ่าย” เลย) และรายจ่ายนี้ก็จะถูกเรียกเก็บเงินจากผู้บริโภค ดังนั้น หากเราพิจารณาจาก สถานการณ์ปัจจุบัน ที่เราใช้โรงไฟฟ้าเพียงประมาณร้อยละ 54 ของโรงไฟฟ้าที่เรามี และโรงไฟฟ้าที่เรามีร้อยละ 66 เป็นโรงไฟฟ้าของเอกชน (รวมการนำเข้าจากต่างประเทศ) แต่สัดส่วนค่าไฟฟ้าที่เราต้องจ่ายให้กับโรงไฟฟ้าเอกชนกลับสูงถึงร้อยละ 80 ของค่าใช้จ่ายในการผลิตและรับซื้อไฟฟ้าทั้งหมด” นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ กล่าว

ดร.เดชรัตน์ ได้เสนอทางออกไว้สองทางคือ  1. การเจรจากับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน เพราะฉะนั้น การจะลดค่าไฟฟ้าลงได้ รัฐบาลก็จำเป็นจะต้องเจรจากับผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ทั้งในประเทศไทย และในประเทศเพื่อนบ้าน (ซึ่งบางส่วนเป็นบริษัทลูกของ กฟผ.) ให้ยอมลดค่าความพร้อมจ่ายลงมา ตามสถานการณ์การใช้ไฟฟ้าที่ลดลง เพราะตรงนี้คือ ค่าใช้จ่ายมากที่สุดในระบบไฟฟ้าของไทยในปัจจุบัน สำหรับราคาก๊าซธรรมชาตินั้น ค่าใช้จ่ายในการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนก็รวมค่าก๊าซธรรมชาติเข้ามาด้วย 

“คำตอบสำหรับเรื่องนี้คือ ราคาก๊าซธรรมชาติลดแน่ครับ แต่มันจะลดช้าลงประมาณ 6 เดือน ตามสูตรราคาคำนวณก๊าซธรรมชาติที่จะดีเลย์ตามราคาน้ำมันประมาณ 6 เดือน การออกแบบระบบราคาแบบนี้ก็เพื่อป้องกันปัญหาตอนราคาน้ำมันขึ้นแบบรวดเร็ว จะได้ไม่กระทบกับค่าไฟฟ้าเร็วเกินไป” อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ กล่าว

ดร.เดชรัตน์กล่าวว่า ทางออกที่ 2 คือการปรับราคาก๊าซธรรมชาติโดยการชดเชยราคา  ในประเด็นนี้ รัฐบาลอาจใช้วิธีขอลดราคาก๊าซธรรมชาติในเวลานี้ และไปจ่ายชดเชยให้ราคาก๊าซธรรมชาติมันสูงขึ้นในอีก 6 เดือนข้างหน้าแทนก็ได้ หมายความว่า ทุกคนได้เงินและจ่ายเงินเท่าเดิม เพียงแต่ปรับระยะเวลาการรับเงินในช่วงนี้เล็กน้อย เพื่อให้ผู้ใช้ไฟฟ้าได้รับค่าไฟฟ้าถูกลงในเวลานี้ หรือหากเจรจาเรื่องลดราคาก๊าซธรรมชาติไม่ได้ ก็อาจใช้วิธีที่รัฐบาลจ่ายค่าก๊าซธรรมชาติส่วนที่ยังไม่ลดราคาลง (ตามสูตรการคำนวณ) ให้ผู้ใช้ไฟฟ้าแทนก่อนในเวลานี้ แล้วรัฐบาลค่อยไปเก็บเงินคืนผ่านค่าไฟฟ้าในอีก 6 เดือนข้าหน้าก็เป็นได้

“พูดง่ายๆ ก็คือ ทำให้ราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับการผลิตไฟฟ้าถูกลง (ทันที) ในช่วงที่คนอยู่บ้าน และราคาค่าก๊าซธรรมชาติแพงขึ้น (โดยเปรียบเทียบ) ในอีก 6 เดือนข้างหน้า ซึ่งจะเป็นผลดีกับผู้ใช้ไฟฟ้าที่เป็นบ้านเรือน แต่อาจต้องขอความร่วมมือของภาคเอกชนและภาคธุรกิจที่จะต้องกลับมาจ่ายค่าไฟฟ้าแพงขึ้น (โดยเปรียบเทียบ) ในอีก 6 เดือนข้างหน้า ถ้าทำ 2 ประเด็นได้ คือ การลดค่าความพร้อมจ่าย และการลดราคาก๊าซธรรมชาติล่วงหน้าและชดเชยให้ผู้ขายก๊าซในภายหลัง (หรือจ่ายแทนผู้ซื้อก๊าซธรรมชาติล่วงหน้าและเรียกเก็บค่าไฟฟ้าจากผู้ใช้ไฟฟ้า) เราก็จะสามารถลดราคาค่าไฟฟ้าได้มากกว่า 3% แน่นอน” ดร.เดชรัตน์ กล่าว 

อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า ในระยะยาว เราควรช่วยกันตรวจสอบอย่าให้กำลังการผลิตสำรองมันล้นเกินกว่าที่ควรจะเป็น จนเป็นภาระของผู้ใช้ไฟฟ้าอย่างที่เป็นอยู่ ทั้งนี้ปัจจุบันประเทศไทย โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ได้รับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านจำนวน 5,720 เมกะวัตต์ จาก 8 เขื่อนและ 1 โรงไฟฟ้าถ่านหิน คือ เขื่อนเทินหินบูน ห้วยเฮาะ น้ำเทิน 2 น้ำงึม 2 ไซยะบุรี น้ำเงี้ยบ 1 เซเปียน เซน้ำน้อย โรงไฟฟ้าหงสา และซื้อจากมาเลเซีย โดยเขื่อนเหล่านี้มีบริษัทลูกของกฟผ.ร่วมทุนด้วย  

////////////////////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.