โดย Dewey Sim, Kok Xinghui และ Kimberly Lim

สรุปความโดย Ab-SIRC

ก่อนหน้าที่ Zakir Hossain Khokan จากบ้านเกิดที่ธากา (Dhaka – เมืองหลวงของบังกลาเทศ) เพื่อเดินทางมาทำงานก่อสร้างที่สิงคโปร์ซึ่งได้รับค่าจ้างสูงกว่านั้น เขาเคยเป็นผู้สื่อข่าวอิสระในบังกลาเทศโดยเสียค่าใช้จ่ายในการไปทำงานที่สิงคโปร์ 10,000  ดอลลาร์สิงคโปร์ (7,094 ดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งได้จากการขายที่ดินและการกู้ยืมเงิน ในปัจจุบันเขาอาศัยอยู่ในหอพักที่มีความแออัดเป็นอย่างยิ่ง

คุณภาพชีวิตของแรงงานข้ามชาติในสิงคโปร์กลายเป็นประเด็นถกเถียงในระดับชาติในช่วงเดือนที่ผ่านมาเมื่อการระบาดของไวรัสโคโรนาแพร่เข้าไปยังหอพักที่แออัดของแรงงาน  จำนวนผู้พักในแต่ละห้องอยู่ระหว่าง 10-20 คน ที่พักบางแห่งแรงงานต้องใช้พื้นที่อาบน้ำร่วมกับแรงงานอื่นอีกนับร้อยคน

นับตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน แรงงานข้ามชาติที่อาศัยอยู่ในหอพักจำนวน 13,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่มาจากอินเดีย บังกลาเทศ และจีน ตรวจพบว่าติดเชื้อโควิด 85 เปอร์เซ็นต์ของผู้ติดเชื้อทั้งหมดในสิงคโปร์  

ผู้ดำเนินกิจการหอพักแรงงาน ทั้งกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่และบริษัทก่อสร้างขนาดเล็ก ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากเมื่อมีการเผยแพร่รายงานเกี่ยวกับสภาพที่ไม่ถูกสุขลักษณะของหอพัก การที่กิจการหอพักอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลจึงเกิดการตั้งคำถามเรื่องการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานรัฐ เหตุใดจึงละเลยจนปล่อยให้เกิดการระบาดของไวรัสโควิด และมีการตั้งข้อสังเกตว่าหากมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการที่เข้มงวดเกี่ยวกับหอพักดูจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของเจ้าของหอมากกว่าแรงงาน

ที่หอพัก Cochrane Lodge 2  ซึ่ง Khokan อาศัยมาเป็นเวลา  8 ปีแล้วนั้น เจ้าหน้าที่ของหอพักดูเหมือนไม่ได้เตรียมตัวรับมือสำหรับการระบาดของไวรัสโควิด ถึงแม้ว่ามีผู้ติดเชื้อรายแรกในสิงคโปร์ตั้งแต่วันที่  23 มกราคม และมีแรงงานติดเชื้อไปตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์

ในระยะแรกนั้นที่พักแห่งนี้ซึ่งมีผู้อาศัย 4,000 คน ไม่มีการแจกหน้ากากอนามัยหรือการให้ข้อมมูลใด ๆ แก่ผู้พักอาศัย ทุกคนจึงมีความกังวลเนื่องจากไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น กว่าสิ่งของที่จำเป็นจะได้รับก็ล่วงมาถึงเดือนเมษายน

ราว 1 ใน 3  ของแรงงานต่างชาติในสิงคโปร์อาศัยอย่างแออัดอยู่ในพื้นที่หอพักขนาดใหญ่ (mega-dormitories) 43  แห่ง และหอพักที่ดัดแปลงมาจากโรงงานอีก 1,200 แห่ง แรงงานบางส่วนอาศัยอยู่ในที่พักชั่วคราวในแคมป์ก่อสร้าง การระบาดของไวรัสในหอพักแรงงานข้ามชาติได้เผยให้เห็นสิ่งที่เป็นจุดบอดในการรับมือกับการระบาดของรัฐบาลสิงคโปร์ซึ่งได้เคยรับการชื่นชมอย่างมาก

สภาพความเป็นอยู่ของแรงงานภายในที่พักที่คับแคบและสกปรกได้รับการอธิบายจาก Tommy Koh นักการทูตสิงคโปร์ว่าเป็น “ระเบิดเวลาที่รอการระเบิด” คำกล่าวของเขามีขึ้นภายหลังการแรงงานกว่า 20,000 คนถูกกักตัวภายใต้มาตรการล็อคดาวน์  

การกระโจนเข้าหาประเด็นแรงงานข้ามชาติกับการระบาดของไวรัสโควิดยังเติมเชื้อของความหวาดกลัวต่อชาวจีน ชาวสิงคโปร์บางส่วนประณามพฤติกรรมของแรงงานข้ามชาติว่าทำให้เกิดการระบาดของไวรัส  Tommy Koh ซึ่งมีการมองกันว่าสิ่งที่ชาวสิงคโปร์ปฏิบัติต่อแรงงานข้ามชาตินั้นเป็นการปฏิบัติเยี่ยง “โลกที่สาม ไม่ใช่โลกที่หนึ่ง”

การแบ่งแยกทางสังคมระหว่างชาวสิงคโปร์และแรงงานข้ามชาติที่ประทุขึ้นในช่วงการระบาดของไวรัสโควิดไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด ย้อนกลับไปเมื่อปี 2008 ชาวสิงคโปร์ในย่าน Serangoon Gardens  ซึ่งเป็นย่านที่พักอาศัยของกลุ่มชนชั้นกลางระดับบนได้คัดค้านโครงการของรัฐบาลในการดัดแปลงโรงเรียนร้างเป็นหอพักแรงงาน โดยให้เหตุผลว่าโครงการดังกล่าวจะเพิ่มปัญหาอาชญากรรม 

หอพักขนาดใหญ่ในสิงคโปร์มีมาสักระยะหนึ่งแล้ว แต่เหตุการณ์ที่เป็นจุดเปลี่ยนและนำปสู่การอพยพแรงงานจำนวนมากไปอยู่ในหอพักเหล่านี้คือการจลาจลในพื้นที่ลิตเติลอินเดียในปี 2013 อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับแรงงานอินเดียนำไปสู่ความไม่พึงพอใจของแรงงานต่างชาติและเกิดการรวมตัวประท้วงจนนำไปสู่การจลาจล ซึ่งมีการปะทะระหว่างแรงงานกับเจ้าหน้าที่ 

ภายหลังเหตุจลาจล การสอบสวนของคณะกรรมการที่นำโดย Teo Chee Hean รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้พบความไม่พึงพอใจของชาวสิงคโปร์ที่มีต่อพฤติกรรมของแรงงานข้ามชาติ ไม่ว่าจะเป็นการรวมตัวกันเพื่อรับประทานอาหารหรือดื่มร่วมกันบริเวณใต้อพาร์ทเมนท์ การทิ้งขยะไม่เป็นที่ การอาเจียน หรือถ่ายปัสสาวะในบริเวณรอบ ๆ อาคารที่พัก คณะกรรมการจึงมีข้อเสนอให้รัฐบาลทำงานร่วมกับผู้ประกอบการหอพักเพื่อจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ สร้างหอพักเป็น “เขตที่อยู่ของแรงงาน” (worker ‘s living quarter) มีการจัดให้มีร้านค้าในบริเวณหอพักซึ่งขายสินค้าในราคาที่เหมาะสมเพื่อดึงดูดให้แรงงานไม่ต้องออกไปยังภายนอกที่พัก 

รัฐบาลให้มีการก่อสร้างอาคารชุดเพื่อเป็นหอพักของแรงงานโดยเฉพาะ (purpose-built dormitory complexs) ซึ่งภายในอาคารชุดประกอบไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อาทิ มินิมาร์ท ศูนย์อาหาร  รวมทั้งโรงภาพยนตร์ สนามคริกเกร็ต มีการออกกฎหมายที่พักสำหรับลูกจ้างชาวต่างชาติในปี 2015 ซึ่งกำหนดให้หอพักที่รองรับแรงงานมากกว่า 1,000 คน แต่ต้องขออนุญาตจากทางการ ดำเนินการตามหลักสุขาภิบาล สุขขอนามัย และกำหนดขนาดของพื้นที่ต่อแรงงาน

แม้ว่ามีการบังคับใช้กฎเกณฑ์เกี่ยวกับที่พักของแรงงาน ผู้ประกอบการหอพักแรงงานมองเห็นศักยภาพทางการตลาด เนื่องจากบริษัทก่อสร้างและโรงงานต่าง ๆ ยังมีการนำเข้าแรงงานจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง  มีตัวอย่างหนึ่งคือ กลุ่มบริษัท Centurion ซึ่งประกอบกิจการที่พักแรงงานในสิงคโปร์และมาเลเซีย โดยรายได้ของกลุ่มบริษัทในปี 2019 เพิ่มขึ้น 11 เปอร์เซ็นต์จากปีก่อนหน้า (จาก 94.66 ล้านดอลาร์สหรัฐ เป็น 133.4  ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ) โดยเน้นการลงทุนในกิจการที่พักสำหรับแรงงานต่างชาติตั้งแต่ปี 2011 ซึ่งมีการประเมินว่าสิงค์โปร์น่าจะเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนที่พักแรงงาน เนื่องจากยังพึ่งพิงแรงงานต่างชาติค่อนข้างมาก

การกำหนดให้นายจ้างต้องนำแรงงานไปพักยังที่พักที่มีมาตรฐานที่ดีกว่าเดิมเป็นสิ่งขับเคลื่อนความต้องการที่พัก จำนวนอาคารหอพักแรงงานที่ได้รับการขึ้นทะเบียนของกลุ่มบริษัท Centurion เติบโตโดยเฉลี่ย 37 เปอร์เซ็นต์ในช่วงปี 2011  ถึง 2019 โดยมีแรงงาน 28,000 คน พักอยู่ในอาคารหอพักของ Centurion

ผู้ประกอบกิจการหอพักแรงงานในสิงคโปร์มีทั้งสิ้น 27 ราย ส่วนใหญ่เป็นกิจการที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างกำไร โดยเก็บค่าที่พักประมาณ 300-400 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อเดือน นอกจากกลุ่ม  Centurion แล้ว ผู้ประกอบการรายใหญ่ได้แก่ บริษัท Vorbis ซึ่งดำเนินกิจการหอพัก 3 แห่ง มีแรงงานจำนวน 20,000 คนพักอยู่ในหอของบริษัท Vorbis ผู้ประกอบการแต่ละรายนั้นเป็นเจ้าของหอพักมากกว่าหนึ่งแห่ง 

ส่วนใหญ่ของแรงงานข้ามชาติที่ติดเชื้อไวรัสโควิดอาศัยอยู่ในหอพักของเอกชน  การระบาดที่หอพักพบครั้งแรกเมื่อวันที่ 30 มีนาคม โดยเป็นการพบผู้ติดเชื้อจากหอพักที่ Punggol ซึ่งดำเนินการโดย S11 Capital Investment  หอพักแห่งนี้ซึ่งมีขนาด 14,000 เตียง ได้กลายเป็นคลัสเตอร์การระบาดที่ใหญ่ที่สุด โดยมีผู้ติดเชื้อถึง 2,436 ราย จากจำนวนแรงงานที่ติดเชื้อทั้งหมดกว่า 13,000 ราย

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน (Josephine Teo) มองว่าการระบาดอย่างหนักในหอพักเกิดจากปฏิสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างแรงงานที่พักในหอ ทางการสิงคโปร์ระบุว่าห้างมาตาฟาร์เซ็นเตอร์ ( Mustafa Centre) ห้างสรรพสินค้าซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ คนท้องถิ่น และนักท่องเที่ยว เป็นจุดเริ่มต้นของการระบาดไปยังแรงงาน อีกสาเหตุหนึ่งคือ แรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่ยังคงทำงานแม้ว่ากิจการส่วนใหญ่ในสิงคโปร์เริ่มมาตรการทำงานจากบ้าน ผู้บริหารของ Centurion เจ้าของกิจการหอพักซึ่งมีแรงงานที่พักในหอพักของ Centurion  ติดเชื้อจำนวน 500 คน มองว่าการที่แรงงานยังคงไปทำงานเป็นการทำให้ตัวแรงงานเสี่ยงต่อการติดไวรัส

เพื่อรับมือกับการระบาดของไวรัสในพื้นที่หอพักแรงงาน รัฐบาลได้จัดให้หอพักแรงงาน 25 แห่งเป็นพื้นที่กักตัว แรงงานถูกกำหนดให้อยู่แต่ในห้องพักและรัฐบาลรับผิดชอบจัดส่งอาหารไปให้ การก่อสร้างต่าง ๆ ถูกสั่งให้หยุดและคนงานที่ไม่ได้พักอยู่ที่หอพักถูกสั่งให้อยู่แต่ในบ้านตามมาตรการ Stay-home notice  มีแรงงานเกือบ 3,000 ถูกนำไปตรวจหาเชื้อไวรัสในแต่ละวัน และดำเนินการแยกผู้ป่วยออกมา 

กลุ่มสนับสนุนสิทธิของแรงงานได้เตือนถึงความเสี่ยงต่อการการระบาดของไวรัสในหอพักของแรงงานตั้งแต่หลังการพบผู้ติดเชื้อรายแรกในสิงคโปร์ มีการเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อลดความแออัดหนาแน่นของแรงงานในห้องพักและการเตรียมพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆล่วงหน้าเพื่อรองรับการกักตัว ส่วนกลุ่ม Non-profit Transient Workers Count Too (TWC2)  ได้ส่งข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลผ่าน The Straits Times เมื่อวันที่ 23 มีนาคม โดยมีเนื้อหาระบุถึงความเสี่ยงของการเกิดคลัสเตอร์การระบาดใหม่ในกลุ่มแรงงานข้ามชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้เนื่องจากความแออัดของที่พักแรงงานที่อาศัยอยู่ร่วมกันมากถึง 12 – 20 คนต่อห้อง การนอนอยู่บนเตียง 2 ชั้น และการเบียดเสียดกันอยู่บนรถรับส่งแรงงาน

Kong Chee Min CEO ของกลุ่ม  Centurion ผู้ประกอบการหอพักแรงงานระบุว่า หอพักแรงงานนั้น “ได้รับการออกแบบมาในสภาวะปกติและมันก็มีความเหมาะสมดีแล้ว” “สองเดือนก่อนหน้านี้ ไม่มีใครเคยได้ยินคำว่าระยะห่างที่ปลอดภัย ไม่มีใครมองเห็นภาพอะไรเกี่ยวกับโควิก 2019”

มีนายจ้างบางส่วนที่ได้ดำเนินการในระดับที่เหนือกว่าข้อกำหนดของกฎหมาย ดังกรณีของ Hussain Abdul วิศวกรวัย  36 ปี ซึ่งถูกย้ายออกจากหอพักแรงงาน Sungei Tengah Lodge ในช่วงต้นเดือนมีนาคม ไปอยู่ในที่พักของบริษัทร่วมกับเพื่อนร่วมงานอีก 2  คน และห้องเขามีพื้นที่มากพอสำหรับการเว้นระยะห่าง นายจ้างของเขายังเป็นผู้จัดส่งอาหารและข้าวของต่าง ๆ ในเขาทุกสัปดาห์

การตรวจสอบการดำเนินการของหอพักโดยหน่วยงานอื่น ๆ อาทิ สื่อสารมวลชนได้ฉายให้เห็นภาพที่ชัดเจนของการดำเนินการของหอพักแรงงาน ในเดือนมีนาคม Labourtel Management Corporation ผู้ประกอบการหอพักแรงงาน 4  แห่ง ได้เป็นผู้ประกอบการรายแรกที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดภายใต้กฎหมายที่พักสำหรับลูกจ้างชาวต่างชาติ (FEDA) หลังจากมีการตรวจพบว่าสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ของหออยู่ในสภาพสกปรกและไม่เป็นไปตามกฎหมาย

เมื่อมองไปถึงหลังการระบาดของไวรัส Ngoh  Yi Sin  นักวิเคราะห์จากธนาคาร CIMB เห็นว่าหน่วยงานต่าง ๆ ควรใช้มาตรการที่ดีกว่าเดิมในการดำเนินการเกี่ยวกับที่พักของแรงงาน ซึ่งรวมทั้งการกำหนดให้เพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวก และการเพิ่มพื้นที่เฉลี่ยต่อแรงงาน  แต่ Lee Keng Ling นักวิเคราะห์จากธนาคาร DBS  มองว่านั่นอาจนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการหอพัก และกดดันให้ผู้ประกอบการรายเล็ก ๆ หลุดออกไปจากตลาด ในขณะที่ซีอีโอของ Centurion คาดว่ากฎระเบียบที่มีอยู่ในปัจจุบันน่าจะได้รับการพิจารณาทบทวน และเห็นว่าการทำให้มาตรฐานต่าง ๆ เข้มงวดมากขึ้นนั้นเป็นประโยชน์แต่เพียงต่อชุมชนของแรงงานข้ามชาติเท่านั้น 

นักกิจกรรมและกลุ่มสิทธิแรงงานมีความหวังว่าการระบาดของไวรัสโควิดจะนำไปสู่การตรวจสอบความจริงและประเด็นเชิงโครงสร้างที่เป็นปัญหาจะได้รับการแก้ไข เรื่องหนึ่งซึ่งเป็นประเด็นถกเถียงกันคือการยังไม่มีผู้ตรวจการ (commissioner) ด้านกิจการที่พักแรงงานต่างชาติซึ่งเป็นตำแหน่งที่มีภายใต้กฎหมายที่พักสำหรับลูกจ้างชาวต่างชาติ ผู้ตรวจการดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการดูแลเรื่องการออกใบอนุญาตการดำเนินกิจการหอพัก และดูแลการบังคับใช้มาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับที่พัก รวมทั้งการดำเนินการของผู้ประกอบการที่พักในการวางแผนเรื่องการกักตัว และการจัดเตรียมสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ อย่างเพียงพอในกรณีที่เกิดโรคระบาด

ข้อวิจารณ์อีกประการหนึ่งคือ ความผิดปกติในการดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย ปรากฏว่าผู้ประกอบการงใช้เวลานานถึง 4  ปีหลังการประกาศใช้กฎหมายในการปรับปรุงแก้ไขให้กิจการของตนเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย

ภายใต้สถานการณ์ที่ย่ำแย่ก็พอมีความหวังอยู่บ้างในการที่สิงคโปร์ได้หันมาพิจารณาแก้ไขปัญหาที่พักของแรงงานข้ามชาติที่มีจำนวน 323,000 คน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาแห่งชาติ (Lawrence Wong) ระบุถึงแผนการก่อสร้างที่พักสำหรับแรงงานข้ามชาติในพื้นที่ใหม่ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายใน 1 หรือ  2 ปี รัฐบาลยังได้ใช้ความพยายามในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นที่หอพักของแรงงาน ทั้งเรื่องความสะอาด การจัดการขยะ และสุขาภิบาล เช่นเดียวกับการจัดเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจจำนวน 380- 400  คน ทำหน้าที่ลำเลียงอาหารไปส่งให้แรงงาน 

John Gee อดีตประธานของ TWC2 ซึ่งเป้ากลุ่มส่งเสริมการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมต่อแรงงาน กล่าวถึงที่พักแห่งใหม่ของแรงงานที่รัฐบาลว่า อย่างน้อยที่สุดต้องเป็นที่พักที่แรงงานแต่ละคนมีพื้นที่กว้างขึ้น ห้องสุขาและห้องอาบน้ำมากขึ้น อย่างไรก็ตามเขาต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากไปกว่านี้ เขาต้องการให้มีการรับฟังความเห็นจากตัวแรงงานด้วย เขายังกล่าวถึงแรงงานบางส่วนที่ไม่ได้พักในหอพักแรงงาน และพักอยู่ในที่พักข้างนอกที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน เนื่องจากที่พักดังกล่าวอยู่ใกล้ที่ทำงานและแรงงานสามารถประหยัดเวลาในการเดินทาง

Laavanya Kathiravelu นักสังคมวิทยาจากสถาบันเทคโนโลยีนันยางเห็นด้วยว่าแรงงานควรมีส่วนร่วมในกระบวนการดังกล่าวด้วย เธอกล่าวถึงความหวาดกลัวของแรงงานในการส่งเสียงพูดถึงปัญหาของตน กลัวการถูกยกเลิกวีซ่า และการขาดช่องทางการสื่อสารกับรัฐเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ควรได้รับการแก้ไข เธอยังเสนอให้มีการจัดตั้งกรรมการจัดการหอพักของแต่ละหอพักหรือแต่ละกลุ่มแรงงานเพื่อสะท้อนผลประโยชน์ของแรงงานต่อกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องโดยตรง

กลุ่มที่ให้ความช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติเสนอแนะให้รัฐบาลใช้เงินที่เก็บค่าธรรมเนียมการจ้างแรงงานต่างชาติซึ่งนายจ้างต้องจ่ายในแต่ละเดือนตั้งแต่ 300 – 950 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อแรงงานหนึ่งคน กลุ่มช่วยเหลือแรงงานเห็นว่าบางส่วนของค่าธรรมเนียมดังกล่าวควรถูกใช้ไปเพื่อสร้างความเป็นอยู่ที่ดีของแรงงานและคุ้มครองค่าจ้างแรงงาน

ทั้ง John Gee และ Laavanya Kathiravelu มีความหวังว่ารัฐบาลจะเข้าไปดูแลการดำเนินการของผู้ประกอบการที่พักแรงงานมากขึ้น มีข้อเสนอให้รัฐบาลดำเนินการบริหารที่พักแรงงานบางแห่งเพื่อตั้งมาตรฐานการดำเนินงานสำหรับผู้ประกอบการเอกชน การดำเนินการที่ผ่านมาของผู้ประกอบการที่พักมีเป้าหมายเพื่อสร้างกำไร ดังนั้น ประเด็นเรื่องสุขภาพของสาธารณชน หรือสวัสดิการของผู้พักอาศัยซึ่งเป็นแรงงานข้ามชาติจึงไม่ได้เป็นประเด็นหลักที่ผู้ประกอบการให้ความใส่ใจ

Luck Tan จาก Humanitarian Organisation for Migration Economics (Home) ระบุว่าการระบาดของไวรัสชักนำไปสู่คำถามว่า แรงงานข้ามชาติควรเป็นเพียงผู้รับความเมตตาและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ หรือถึงเวลาที่จะใช้แนวทางที่วางอยู่บนหลักสิทธิ (a rights-based approach) ที่เคารพในความเป็นมนุษย์และเสริมสร้างพลังแก่แรงงาน?  เขาระบุว่าเพื่อจะเปลี่ยนนโยบายของรัฐบาล จำเป็นต้องเปลี่ยนความคิดของสังคมด้วยเช่นกัน

——————-

ที่มา: https://www.scmp.com/week-asia/health-environment/article/3082453/coronavirus-after-little-india-riot-singapore-promised?fbclid=IwAR3-sOK3jNn6QgPBf1SBShndcw6EZ8ikRYIn3Jvyv55z28Zpt4-1eikPsms

หมายเหตุ-บทความชิ้นนี้เป็นความร่วมมือกันระหว่างศูนย์วิจัยนวัตกรรมสังคมเชิงพื้นที่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กับ the Department of Southeast Asia Studies มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ และนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ในประเทศไทย

////////////////////////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.