โดยอภิวัจน์ สุปรีชาวุฒิพงศ

“เราไม่มีเงิน แต่มีข้าว มีพริก มีกะปิก็อยู่กันได้ สบายใจแล้ว ชุมชนพี่น้องได้อยู่ร่วมกันก็พอใจ ทุกวันนี้มีหลายหน่วยงานมาหว่านล้อมชาวบ้านว่าจะมีความเจริญ เราอยู่ที่นี่กันมานานก็ไม่เคยมีปัญหาอะไร เราอยู่กันได้ พวกเราไม่เอาโครงการขออยู่แบบดั้งเดิม น้ำเงา น้ำยวม ทุกวันนี้ก็แห้งลงทุกวัน หากผันน้ำไปแล้วเราจะได้อะไร เจาะอุโมงค์ไม่รู้จะมีสารอะไรออกมา จะเกิดมลพิษส่งผลกระทบอย่างไร หากสร้างเขื่อนจะมีหน่วยงานต่างๆ เข้ามาดูแลพื้นที่ เราอย่าหวังจะไปจับปลา จับกุ้งได้ เราอยู่ของเราแบบนี้ดีที่สุด ป่าของเรา เราเกิดที่นี่ ตายที่นี่”

นี่คือเสียงสะท้อนของนายดวงจันทร์ ทองคำ ผู้อาวุโสจากบ้านแม่เงา อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน ต่อโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพล จังหวัดแม่ฮ่องสอนและจังหวัดตาก หรือโครงการผันน้ำยวมสู่เจ้าพระยา ซึ่งกรมชลประทานจะก่อสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำยวม สร้างสถานีสูบน้ำเพื่อส่งน้ำเข้าอุโมงค์กว้าง 8 เมตร ความยาวกว่า 61 กิโลเมตรผ่านป่ารอยต่อจังหวัดเชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน ซึ่งจะไหลลงสู่แม่น้ำปิงที่อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ รวมมูลค่าโครงการกว่า 7 หมื่นล้านบาท ถือเป็นโครงการด้านทรัพยากรน้ำซึ่งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือคสช. มีคำสั่งระงับโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาทของรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปเมื่อปี 2557

แนวคิดการผันน้ำโขงและสาละวินสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีมาแล้วกว่า 40 ปี โดยเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นในช่วงปี 2535 เมื่อรัฐบาลไทยเริ่มศึกษาการผันน้ำจากลำน้ำสาขาของแม่น้ำสาละวิน ได้แก่แม่น้ำปาย แม่น้ำยวม และลุ่มน้ำแม่ละเมา ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำเมย เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา

ต่อมาในปี 2546 มีการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน มีการเสนอแนวทางสร้างเขื่อนน้ำยวมตอนล่างสู่เขื่อนภูมิพล แต่ก็มิได้ดำเนินการเนื่องจากต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก อีกทั้งมีมาตรการอื่นๆ เพื่อแก้ปัญหาลุ่มน้ำเจ้าพระยาอยู่แล้ว กระทั่งปี 2559 คณะกรรมการนโยบายน้ำแห่งชาติ(กนช.) จัดสรรงบประมาณเร่งด่วนให้กรมชลประทานศึกษาความเป็นไปได้ของแนวส่งน้ำที่เหมาะสม และศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม(EIA) โดยผลการศึกษาพบว่าแนวส่งน้ำที่เหมาะสมมี 2 แนวคือ

1.แนวส่งน้ำยวม-ห้วยแม่งูด อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล งบประมาณ 7 หมื่นล้านบาท

2.แนวส่งน้ำเมย-น้ำแม่ตื่น อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล งบประมาณ 3 หมื่นล้านบาท

กรมชลประทานได้เสนอรายงาน EIA ต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อ 15 มีนาคม 2562 ขณะเดียวกันในปี 2561 กรมชลประทานได้ทำสัญญาจ้างที่ปรึกษาสำรวจและออกแบบโครงการ มีระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่ 18 ตุลาคม 2561 – 12 กันยายน 2562  โดยกระบวนการหนึ่งของงานสำรวจและออกแบบคือการประชาสัมพันธ์โครงการ การประชุมสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียต่อโครงการ โดยมีการจัดเวทีในพื้นที่ถึง 10 ครั้ง แต่สำหรับชาวบ้านในพื้นที่โครงการพวกเขาบอกว่า ไม่เพียงการชี้แจงจะมีความคลุมเครือไม่ชัดเจน ที่สำคัญคือเสียงสะท้อนข้อกังวลและความเห็นแย้งของชาวบ้านกลับถูกตัดออกจากรายงานสรุปการประชุมแทบทุกเวที

ความกังวลผลกระทบที่คลุมเครือ

    การจัดประชุมชี้แจงโครงการและรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียในโครงการนี้ กำหนดให้มีขึ้น 10 ครั้ง โดยครั้งแรกเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 เป็นการประชุมปฐมนิเทศโครงการ จากนั้นเป็นการประชุมกลุ่มย่อย เกี่ยวกับองค์ประกอบต่างๆ ของโครงการ ได้แก่ งานเขื่อนน้ำยวม งานสถานีสูบน้ำบ้านสบเงา งานอุโมงค์และถังพักน้ำพื้นที่อ.อมก๋อย และงานอุโมงค์และถังพักน้ำในพื้นที่อ.ฮอด ซึ่งดำเนินการทั้งสิ้น 8 เวทีในช่วงระหว่างเดือน กุมภาพันธ์-พฤษภาคม 2562

    แต่หลังจากจัดประชุมกลุ่มย่อยไปได้แค่ 6 เวที เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำสาละวินก็เห็นว่า ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการซึ่งเจ้าหน้าที่มาชี้แจงแก่ชาวบ้านในพื้นที่นั้นยังไม่ครบถ้วน จึงมีมติที่จะทำหนังสือคัดค้านถึงกรมชลประทาน โดยเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2562 เครือข่ายฯ ได้ส่งหนังสือคัดค้านกระบวนการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมและงานสำรวจออกแบบ โดยขอให้มีการชี้แจงกระบวนการดำเนินโครงการ และชี้แจงความคืบหน้าการจัดทำ EIA

มึดา นาวานาถ ชาวบ้านท่าเรือ ต.สบเมย อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน หนึ่งในผู้ที่จะได้รับผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำยวม บอกว่า การชี้แจงของเจ้าหน้าที่บอกถึงข้อดีของโครงการ การเพิ่มปริมาณน้ำเขื่อนภูมิพลแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในพื้นที่ภาคกลาง สำหรับในพื้นที่โครงการก็จะมีการพัฒนาต่างๆ แต่สิ่งสำคัญที่ชาวบ้านต้องการทราบคือจะเกิดผลกระทบอย่างไรบ้าง และจะมีมาตรการชดเชยความเสียหายอย่างไร ก็ไม่มีการชี้แจงในประเด็นเหล่านี้  ซึ่งทำให้ชาวบ้านรวมทั้งผู้นำชุมชนที่เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่สะท้อนความเห็นไปในแนวทางเดียวกันว่าไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้

“บ้านท่าเรือห่างจุดที่จะสร้างเขื่อนน้ำยวมประมาณ 10 กิโลเมตร มีประชากรอยู่หลายครัวเรือน แต่อีไอเอระบุว่าได้รับผลกระทบเพียงครัวเรือนเดียว ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ ขณะเดียวกันได้พูดคุยกับชาวบ้านแม่เงา ซึ่งเป็นจุดก่อสร้างสถานีสูบน้ำ บ้านที่สนับสนุนโครงการเป็นผู้ได้รับผลกระทบ แต่บ้านไหนที่คัดค้านโครงการกลับไม่มีรายชื่อเป็นผู้ได้รับผบกระทืบ ทำให้สงสัยถึงการพิจารณาผลกระทบว่ามีหลักเกณฑ์อย่างไร”

ธงชัย เลิศพิเชียงไพบูลย์ พะตีหรือผู้อาวุโสเชื้อสายกะเหรี่ยงจากบ้านแม่เงา อ.สบเมย พื้นที่ซึ่งนอกจากจะได้รับผลกระทบจากระดับน้ำที่สูงขึ้นจากการสร้างเขื่อนน้ำยวมแล้ว ยังเป็นพื้นที่ก่อสร้างสถานีสูบน้ำและถังพักน้ำก่อนส่งน้ำเข้าอุโมงค์ไป เล่าถึงการชี้แจงโครงการว่า ทุกครั้งที่เข้าร่วมการประชุมได้ลุกขึ้นพูดเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ในพื้นที่ เพราะกังวลว่าโครงการนี้จะสร้างความเสียหายแก่ป่าไม้จนกู้คืนไม่ได้ แต่เจ้าหน้าที่ชี้แจงว่าส่งผลกระทบแค่เพียง 4 หลังคาเรือน ซึ่งคิดว่าไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะจะมีการขุดเจาะอุโมงค์นำดินขึ้นมากองทิ้งในพื้นที่

“ทุกฝ่ายที่ลงมาไม่ได้พูดถึงผลกระทบและการเยียวยา เพราะที่ดินทำกินของพวกเราต่างก็ไม่มีเอกสารสิทธิ์ จะให้ไปอยู่ไหน จะเอาไปลอยแพไม่ได้ เราเป็นมนุษย์ เราอยู่กันมีความสุขสงบอยู่แล้ว แม้ไม่มีเงิน แต่ก็มีกิน มีความสุข จะทำโครงการอะไรควรต้องคิดให้รอบคอบก่อน พวกเราชาวบ้านไม่ต้องการโครงการนี้ เพราะไม่เกิดประโยชน์อะไรกับเราเลย” พะตีธงชัยกล่าว

ขณะเดียวกันในอีกหลายๆ พื้นที่ พบว่าชาวบ้านไม่เคยได้รับทราบข้อมูลใดๆ เลย ข่าวลือเรื่องโครงการที่จะผ่านพื้นที่ยิ่งสร้างความกังวลให้แก่พวกเขา

โขยพะ แก้วกลางดง ชาวบ้านยองกือ ต.อมก๋อย อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ซึ่งอยู่ในแนวที่อุโมงค์ส่งน้ำจะผ่านพื้นที่กล่าวว่า หน่วยงานผู้รับผิดชอบควรจะต้องมาบอกกับชาวบ้านว่าจะทำอะไร แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีการมาชี้แจง ชาวบ้านไม่เคยรู้ข้อมูลอะไรเลย ขอให้คิดถึงความรู้สึก คิดถึงหัวอกชาวบ้านที่จะต้องได้รับผลกระทบบ้าง ที่ผ่านมาชาวบ้านในแถบนี้ก็กังวลกรณีการสำรวจเหมืองแร่ถ่านหินอยู่แล้ว ยิ่งเกิดโครงการผันน้ำขึ้นอีก ทำให้ชาวบ้านกังวลมากขึ้น เพราะตั้งชุมชนอยู่อาศัยกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นทวด หากเกิดโครงการแล้วมีผลกระทบเกิดขึ้น ก็ไม่รู้จะทำอะไร ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน รวมทั้งเรื่องการทำมาหากิน

เช่นเดียวกับ วิทยา คมชายชาญ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 7 บ้านหนองอึ่งใต้ ต.นาเกียน อ.อมก๋อย ซึ่งได้รับเชิญให้เข้าร่วมประชุมหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยได้รับความกระจ่างในประเด็นผลกระทบ

“เราถามก็ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แล้วจะบอกกับชาวบ้านได้อย่างไร จะไปเอ่ยสุ่มสี่สุ่มห้ามันไม่ได้ อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาลงพื้นที่ชี้แจงกับชาวบ้านเอง ถ้าโครงการจะทำให้เกิดความเสียหาย ก็ต้องทำให้เกิดความโปร่งใส” วิทยาบอกถึงความกังวลในประเด็นผลกระทบที่ยังมีความคลุมเครือ

บทเรียนจากปากมูล-ลำตะคอง

    ร่องรอยผลกระทบจากการพัฒนาที่ผ่านมา คือสิ่งที่ชาวบ้านในพื้นที่โครงการผันน้ำยวมสู่เขื่อนภูมิพลนำมาเป็นบทเรียน โดยเฉพาะกรณีเขื่อนปากมูล อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ค่าชดเชยความเสียหายจากการก่อสร้างเขื่อนต่ำกว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง อีกทั้งยังมีปัญหาการจ่ายค่าชดเชยไม่ครบถ้วน และค่าชดเชยแก่ผู้ประกอบอาชีพหาปลาในลำน้ำมูลที่ต้องสูญเสียอาชีพไปจากการสร้างเขื่อน ซึ่งกลุ่มชาวบ้านปากมูลต้องใช้เวลาเรียกร้องมานานนับสิบปี และจนถึงขณะนี้หลายปัญหาก็ยังคงอยู่และไม่ได้รับการแก้ไข นี่คือสิ่งที่มึดาบอกว่าเป็นสิ่งที่ชาวบ้านลุ่มน้ำยวม และลุ่มน้ำเงากังวลเป็นอย่างยิ่ง

    “เจ้าหน้าที่ทั้งจากกรมชลประธานและบริษัทที่ปรึกษาบอกว่าจะมีการชดเชย แต่จะชดเชยอย่างไรไม่มีความชัดเจน เรามีคำถามขอคำยืนยันเรื่องค่าชดเชยก็ไม่สามารถตอบได้” มึดาบอกถึงความกังวลของชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทย และต่อให้มีสัญชาติไทย แทบทั้งหมดก็ไม่มีเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งเป็นข้อเสียเปรียบยิ่งกว่ากรณีเขื่อนปากมูล ทำให้ชาวบ้านบางส่วนใม่กล้าที่จะมีปากเสียงคัดค้าน เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อการขอสัญชาติไทย แต่ส่วนใหญ่กังวลต่อผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับที่ดินและที่ทำกินกันทั้งนั้น

    มะละมิ(ไม่มีชื่อสกุล) ชาวบ้านท่าเรือ ม.8 ต.สบเมย อ.สบเมย ซึ่งเธอเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทยบอกว่า เจ้าหน้าที่ซึ่งมาชี้แจงยืนยันว่า แม้ที่ดินจะไม่มทีเอกสารสิทธิ์ก็จะให้ค่าชดเชย แต่ก็ไม่ได้บอกว่าจะให้เท่าไหร่ และไม่เปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้ซักถามมากนัก อีกทั้งเธอเองรวมทั้งเพื่อนบ้านคนอื่นๆ ก็ไม่กล้าถาม

    มะละมิประกอบอาชีพรับจ้าง เธออาศัยอยู่ในที่ดินซึ่งไม่มีเอกสารสิทธิ์มากว่า 40 ปีแล้ว ที่ดินเล็กๆ เนื้อที่ไม่เกิน 100 ตารางวาหรือ 1 งาน นอกจากตัวบ้านที่อยู่อาศัยแล้ว บริเวณบ้านก็ปลูกพืชผักสวนครัวเพื่อยังชีพเท่านั้น สิ่งที่ค้างคาใจและอยากถามให้ได้คำตอบคือ ชาวบ้านอย่างเธอจะได้ประโยชน์อะไรจากโครงการนี้บ้าง เธอและเพื่อนบ้านอีกหลายคนซึ่งไม่มีสัญชาติ ไม่มีบัตรประชาชน อยู่ที่นี่ ทำมาหากินที่นี่ได้ แต่หากต้องสูญเสียที่ดิน ที่อยู่อาศัย การต้องอพยพไปหาที่อยู่ใหม่เป็นเรื่องวยากลำบากสำหรับคนไร้สัญชาติอย่างพวกเธอ

    นอกจากนี้การขุดเจาอุโมงค์ส่งน้ำระยะทางกว่า 61 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นการขุดเจาะอุโมงค์ที่มีความยาวที่สุดในประเทศไทย แต่กรณีนี้ก็เคยมีบทเรียนมาแล้วจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำลำตะคองแบบสูบกลับ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ที่มีการขุดเจาอุโมงค์ส่งน้ำระยะทาง 1,470 เมตร จากอ่างเก็บน้ำเขื่อนลำตะคองขึ้นไปยังอ่างเก็บน้ำบนเขายายเที่ยง นับตั้งแต่เริ่มการก่อสร้างในปี 2538 ชาวบ้านในพื้นที่ก็ได้รับผลกระทบต่างๆ หลายด้าน อาทิ การระเบิดวันละ 2 ครั้ง ในช่วง 2 ปี ฝุ่นละอองจากการขุดเจาะปนเปื้อนในอากาศและแหล่งน้ำ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ อัตราการผู้เจ็บป่วยเพิ่มมากขึ้น

    หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ ซึ่งเคยติดตามข้อมูลโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำลำตะคองมาตั้งแต่เมื่อกว่า 20 ปีก่อนเล่าว่า การขุดเจาะจริงของโครงการโรงไฟฟ้าลำตะคองแบบสูบกลับพบว่าเป็นหินชนิดอื่นซึ่งแตกต่างจากการศึกษาทางธรณีวิทยาก่อนเริ่มโครงการ ทำให้ต้องเพิ่มปริมาณการใช้ดินระเบิด จากเดิมที่คาดว่าจะใช้เพียง 10 ตัน ก็เพิ่มขึ้นเป็น 100 ตัน ส่งผลให้เกิดผลกระทบตามมา

    “การก่อสร้างอุโมงค์ส่งน้ำในโครงการผันน้ำยวม จะใช้วิธีระเบิดในช่วงแรกๆ ซึ่งยังไม่มีการศึกษาทางธรณีวิทยา จะศึกษาเมื่อ EIA ผ่านและประเมินหน้างาน ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวลถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นอย่างมาก”

เสียงคัดค้านที่ถูกลบหาย

    แม้จะมีกระบวนการชี้แจงข้อมูลโครงการจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกระบวนการรับฟังความเห็นจากประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย แต่ก็มิได้ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่โครงการคลายความกังวลลงไปได้ นอกจากการชี้แจงข้อมูลที่ไม่กระจ่างชัดแล้ว พวกเขายังรู้สึกว่า ความคิดเห็น ข้อเสนอแนะท้วงติง เสียงสะท้อนของพวกเขา ไม่เพียงไม่มีการรับฟัง กลับถูกทำให้หายไปจากการอ้างอิงอย่างเป็นทางการ

มึดาบอกว่า การรับฟังความเห็นเป็นเพียงการทำให้ครบตามกระบวนการเท่านั้น แต่คนในพื้นที่ไม่ได้มีส่วนร่วมอย่างแท้จริง หลายพื้นที่ซึ่งอยู่ริมแม่น้ำยวมก็ไม่เคยได้รับแจ้งให้เข้าร่วมประชุม และไม่เคยได้รับทราบข้อมูลหรือการชี้แจงใดๆ เลย

“ชาวบ้านในพื้นที่เป็นกะเหรี่ยง มีข้อจำกัดการสื่อสารด้วยภาษาไทย แต่เจ้าหน้าชี้แจงด้วยภาษาไทย เราก็ขอให้มีล่าม การประชุมครั้งต่อมาเขาก็จัดล่ามให้เป็นกะเหรี่ยงสะกอ แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นกะเหรี่ยงโปว์ ทำให้สื่อสารกันไม่ได้อีก”

จากการติดตามข้อมูลของโครงการ และการเข้าร่วมการประชุมชี้แจงและรับฟังความเห็นของกลุ่มชาวบ้านที่รวมตัวกันเป็นเครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำยวม เงา เมย สาละวิน มึดาบอกว่า เครือข่ายฯพบความผิดปกติที่คำถามถึงผลกระทบ การชดเชยเยียวยาและข้อท้วงติงคัดค้านของชาวบ้านไม่มีอยู่ในเอกสารสรุปการประชุมในแต่ละเวทีเลย ซึ่งทำให้พวกเขากังวลว่า การลบเสียงคัดค้านออกจากบันทึกการประชุม อาจเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กระบวนการรับฟังความเห็นว่า โครงการนี้ไร้เสียงคัดค้านจากชาวบ้าน

“เราได้เห็นสรุปการประชุมจากหลายๆ เวที ไม่มีการบันทึกสิ่งที่เราคัดค้านเลย เมื่อทักท้วงเจ้าหน้าที่ก็นิ่งเฉย เมื่อจะถามก็ถูกตัดบทไม่ให้มีโอกาสได้พูด ทำให้เราต้องทำป้ายข้อความคัดค้านโครงการไปชูในเวทีสุดท้ายการประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการ เพราะหากไม่มีโอกาสได้พูดจะกลายเป็นว่าไม่มีเสียงคัดค้าน เราจึงต้องทำป้ายข้อความให้มีการบันทึกภาพ และให้ทุกคนได้รู้ว่าเราคัดค้าน ซึ่งในวันนั้นมีเจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจและทหารมาดูแลความเรียบร้อยค่อนข้างมากกว่าทุกครั้ง และพวกเราถูกขอร้องไม่ให้นำป้ายคัดค้านเข้าไปข้างในที่ประชุม จึงชูป้ายกันอยู่หน้าห้องประชุม” มึดาเล่าถึงสิ่งที่ชาวบ้านแสดงออก เพื่อป้องกันมิให้มีการนำกระบวนการรับฟังความเห็นที่ผ่านมาทั้งหมดไปใช้อ้างอิงในทางที่ไม่เป็นคุณต่อพวกเขา

วันชัย ศรีนวล ผู้ใหญ่บ้านแม่งูด หมู่ 6 ต.นาคอเรือ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ปลายอุโมงค์ที่จะปล่อยน้ำลงสู่ห้วยแม่งูด ก่อนจะไหลต่อไปลงทะเลสาปดอยเต่า  บอกถึงการประชุมชี้แจงโครงการที่ปิดกั้นข้อโต้แย้งของชาวบ้านว่า การเรียกผู้นำชุมชนไปประชุมชี้แจงก็เพียงแค่แนะนำโครงการว่าจะทำอย่างไร มีผลดีอย่างไร แต่ไม่ได้ชี้แจงประเด็นผลกระทบ ตนเองเตรียมข้อมูลเพื่อที่จะสอบถาม ก็ถูกเจ้าหน้าที่ตัดบทไม่ให้พูดอ้างว่าหมดเวลาการประชุมแล้ว

ไม่เพียงแต่ในการประชุมรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียเท่านั้นที่เสียงคัดค้านของชาวบ้านถูกตัดออกไปจากกระบวนการประชุมที่เป็นทางการ แม้แต่ในการสะท้อนความเห็นต่อผู้แทนของประชาชนอย่างการลงพื้นที่ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเดินทางลงพื้นที่อ.สบเมยเพื่อติดตามโครงการดังกล่าวเมื่อช่วงเดือนม.ค.ที่ผ่านมา เสียงของตัวแทนชาวบ้านก็ยังถูกกีดกัน

ยอดชาย พรพงไพร รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)แม่สวด อ.สบเมย เล่าว่า ได้รับแจ้งจากฝ่ายปกครองอ.สบเมย ให้เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการ ที่ห้องประชุมอุทยานแห่งชาติแม่เงา โดยเขาเป็นตัวแทนเพียงคนเดียวของต.แม่สวด แต่ห้องประชุมมีพื้นที่จำกัดจึงต้องรออยู่ภายนอก ต่อมาเมื่อมีการถามถึงตัวแทนชุมชนจึงถูกเรียกตัวเข้าไปภายในห้องประชุม แต่แทบไม่ได้พูดอธิบายอะไรเลยเพราะมีเวลาน้อย พอจะถามถึงเรื่องผลกระทบก็ถูกตัดบทให้ฝ่ายอื่นได้พูด

คุ้มหรือไม่? ลงทุน 7 หมื่นล้านได้น้ำเพิ่ม 10 เปอร์เซ็นต์

    งบประมาณก่อสร้างของโครงการซึ่งประเมินไว้ประมาณ 7 หมื่นล้านบาท ไม่รวมค่าบำรุงรักษาปีละ 328 ล้านบาท และค่ากระแสไฟฟ้าสำหรับสูบน้ำส่งเข้าระบบอีกปีละ 2,985 ล้านบาท ได้ปริมาณน้ำจากโครงการนี้เพื่อเพิ่มให้เขื่อนภูมิพลเพียงปีละ 1,795.25 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ในขณะที่ความต้องการทั้งลุ่มน้ำเจ้าพระยาประมาณปีละ 20,415 ล้านลบ.ม. หรือได้น้ำไปเพิ่มให้เขื่อนภูมิพลไม่ถึง 10 % เป็นคำถามถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของโครงการนี้

หาญณรงค์มองว่า ประเด็นไม่ใช่ว่าเขื่อนภูมิพลมีน้ำไม่เพียงพอแต่การจัดการน้ำต้องดูทั้งลุ่มน้ำ ไม่ใช่แค่การนำน้ำมาเติมอย่างเดียว โครงการนี้คำนวณความคุ้มค่าโดยนำน้ำจากโครงการอื่นมารวมด้วย เอาตัวเลขพื้นที่มาใส่ให้เห็นถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจซึ่งไปซ้ำซ้อนกับพื้นที่ชลประทานอื่นๆ ซึ่งเป็นการคิดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจที่ไม่ถูกต้อง และการนำน้ำจากลุ่มน้ำหนึ่งมาเติมให้กับอีกลุ่มน้ำหนึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศซึ่งยังไม่มีการคิดคำนวณถึงความเสียหายจากผลกระทบ

“การสูบน้ำยวมขึ้นถังพักต้องใช้ค่าไฟมหาศาลเท่ากับการใช้ไฟถึง 2 อำเภอ  สิ่งที่น่าสังเกตก็คือการสูบน้ำปีละ 1,800 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนน้ำยวมจุน้ำได้ 65 ล้านลูกบาศก์เมตร จะต้องสูบน้ำจนหมดอ่างถึง 30 ครั้ง ซึ่ง EIA ระบุว่าสูบตั้งแต่เดือนมิถุนายนจนถึงเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นการลงทุนค่าใช้จ่ายน้ำต่อหน่วยที่สูงมาก”

    เพียรพร ดีเทศน์ ผู้ประสานงานการรณรงค์ประเทศไทย องค์การแม่น้ำนานาชาติ (International Rivers) ตั้งคำถามถึงการผันน้ำข้ามลุ่มน้ำว่า เหตุใดไม่เคยมีการพูดถึงสาเหตุซึ่งปริมาณน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาลดลง สาเหตุจากการทำลายป่าต้นน้ำ ความต้องการใช้น้ำที่มากขึ้นทั้งภาคเกษตรและอุตสาหกรรม แม่น้ำยวม แม่น้ำเงาและแม่น้ำเมย ไหลลงสู่แม่น้ำสาละวิน แต่ละแม่น้ำมีระบบนิเวศที่แตกต่างกัน ซึ่งไม่สามารถจะนำมาเทรวมกันได้

“โครงการนี้ผ่านพื้นที่ป่าอนุรักษ์ 5 แห่งและอุทยานแห่งชาติ 1 แห่งที่จะได้รับผลกระทบ คือ ป่าสงวนแห่งชาติท่าสองยาง ป่าสงวนแห่งชาติแม่ยวมฝั่งซ้าย ป่าสงวนแห่งชาติแม่ยวมฝั่งขวา ป่าสงวนแห่งชาติอมก๋อย ป่าสงวนแห่งชาติแม่แจ่มและแม่ตื่น และเขตพื้นที่เตรียมประกาศอุทยานแห่งชาติแม่เงา ขนาดของอุโมงค์ที่จะผ่านพื้นที่ 3 อำเภอ 2 จังหวัดใหญ่มาก จะต้องขุดและนำดินมาทิ้งข้างบนหกถึงเจ็ดแห่งในป่าอนุรักษ์ อีกทั้งมีข้อกังวลเกี่ยวกับแรงสะเทือนของการระเบิด ผลกระทบต่อแหล่งน้ำใต้ดิน บทเรียนจากลำตะคองซึ่งพบว่าหลังการก่อสร้างมีชาวบ้านเสียชีวิตจากโรคมะเร็งหลายราย จากการระเบิดและการดาดคอนกรีตพื้นผิว โครงการนี้อุโมงค์ส่งน้ำมีความยาวถึง 61 กิโลเมตรผลกระทบจึงน่าจะมากกว่าโครงการลำตะคองแบบสูบกลับ” เพียรพรมองถึงผลกระทบที่อาจจะส่วผลอย่างกว้างขวางตามมา

เสียงของเราจะไปถึงใคร ? คำถามจากสุดชายขอบประเทศไทย

    “จะเอาไม่เอาพูดได้ไม่เต็มปาก คนที่มาทำมีอำนาจ แต่ถ้าทำจริงก็ยังไม่รู้จะไปหากินที่ไหน เราพูดคนเดียวเสียงของเราจะไปถึงใคร” สมชาย ทะนงเชิดชู ชาวบ้านเชื้อสายกะเหรี่ยงบ้านห้วยไชยยงค์ ม.8 ต.สบเมย อ.สบเมย สะท้อนความรู้สึกต่อคำถามว่าคิดอย่างไรกับโครงการสร้างเขื่อนกั้นน้ำยวม ซึ่งอาจส่งผลให้หมู่บ้านของเขาและพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งตั้งอยู่ห่างเขื่อนน้ำยวมประมาณ 10 กิโลเมตรต้องถูกน้ำท่วม

    การปิดกั้นเสียงสะท้อนความกังวลของชาวบ้าน อาจเป็นเพราะไม่ต้องการให้เกิดผลกระทบต่อโครงการ ซึ่งอีกด้านหนึ่งคือการเพิกเฉยผลกระทบต่อชีวิตของผู้คน

    ศักดิ์ชัย เยมู ชาวบ้านแม่งูด ต.นาคอเรือ อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีที่ดินทำกินเพียง 3 ไร่ และที่ดินของเขาเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่ 77 ไร่ ในบ้านแม่งูด ที่กำหนดไว้เป็นจุดกองวัสดุจากการขุดเจาะอุโมงค์ส่งน้ำ นั่นคือเหตุผลที่เขาไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้ เพราะผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตเขาในภายหน้านั้นหนักหนาสาหัสอย่างยิ่ง

    “จะชดเชยอย่างไรก็ยังไม่มีความชัดเจน แต่ถึงแม้จ่ายค่าชดเชยมามันจะคุ้มกับสิ่งที่เราสูญเสียหรือไม่ อาจได้เงินมาสัก 4-5 แสนบาท แต่เงินเท่านี้จะใช้ไปได้นานเท่าไหร่ ไม่ถึงปีก็หมดแล้ว แต่ถ้าเรามีที่ดิน ก็ทำกินได้ชั่วลูกชั่วหลาน” ศักดิ์ชัยกล่าว

    เช่นเดียวกับ ยอดชาย พรพงไพร รองนายก อบต.แม่สวด อ.สบเมย ซึ่งเคยร่วมประชุมกับ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการบริหารจัดการลุ่มน้ำทั้งระบบ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเดินทางลงพื้นที่อ.สบเมย เล่าว่า กรรมาธิการคนหนึ่งตอบคำถามเรื่องการชดเชยแก่ผู้ได้รับผลบกระทบว่า โครงการนี้มีงบประมาณสูงถึง 7 หมื่นล้านบาท ผู้รับเหมารายใดได้งานนี้ไปก็จะจ่ายให้ชาวบ้านครัวเรือนละ 1 ล้านบาท ซึ่งเขาคิดว่าคำตอบนี้เป็นการดูถูกชาวบ้านอย่างยิ่ง โดยเฉพาะชาวบ้านในพื้นที่ลุ่มน้ำเงาซึ่งเป็นผู้ดูแลป่าต้นน้ำมาโดยตลอด

“ชาวบ้านต้องใช้เวลา 10-20 ปี กว่าจะสร้างบ้านเสร็จ ต้องสะสมซื้อวัสดุก่อสร้างกันทุกๆ ปีกว่าบ้านจะเสร็จสมบูรณ์ แต่จ่ายค่าชดเชยแค่ล้านเดียวเหมือนดูถูกชาวบ้าน เงินแค่นี้ซื้อที่ดินใหม่ยังไม่ได้เลย เงินบ้านหนึ่งมันน้อยมาก แต่วันนี้ในที่ของเรา บ้านของเรา เราหากิน หาปลาเราอยู่แบบสบายได้ไม่เดือดร้อน”

ยอดชายตั้งคำถามว่า ในอดีตการสร้างเขื่อนภูมิพลก็เพราะคิดว่าตอบโจทย์ได้ แต่ปัจจุบันนี้ไม่ใช่ก็ต้องคิดโครงการผันน้ำยวมเพื่อตอบโจทย์ปัจจุบัน ดังนั้นในอนาคตหากโครงการนี้ไม่ตอบโจทย์อีกก็คงจะมีโครงการผันน้ำสาละวินเกิดขึ้นอีก 

ในมุมมองของชาวบ้านนั้น ภาครัฐที่จะมาทำโครงการเพียงแค่เข้ามาบอกว่าจะทำอะไร แต่ไม่เคยถามเลยว่าพวกเขาอยู่กันอย่างไร ความไม่เข้าใจวิถีชีวิตของพวกเขาอาจทำให้ภาครัฐละเลยต่อการรับฟังเสียงท้วงติงคัดค้าน รวมทั้งความรู้สึกกังวลใจจากผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ประจวบ ทองวลิต ผู้อาวุโสบ้านแม่เงาบอกว่า วิถีชีวิตชาวบ้านอยู่กับป่า อยู่กับแม่น้ำเงา หาเงินมาได้ก็ใช้เพียง 3 อย่าง คือซื้อข้าว ส่งลูกเรียน ที่เหลือเก็บสะสมไว้สร้างบ้าน เป็นอยู่เช่นนี้มาตลอด ผัก ปลาต่างๆ หาเอาได้ในป่าในแม่น้ำไม่ต้องซื้อ แต่หากโครงการเกิดผลกระทบ ต้องย้ายไปอยู่ที่ใหม่จะให้หากินกันอย่างไร

“ไม่ใช่เพียงแต่มาบอกโครงการของพวกท่าน แต่มาถามเราบ้างว่าเราอยู่กันอย่างไร” พะตีประจวบสะท้อนความในใจ

สิ่งที่ชาวบ้านสื่อสารออกมาทั้งหมดคือการอธิบายเหตุผลเพื่อสร้างความเข้าใจ 

ทำไมเสียงของพวกเขาจึงสำคัญ ?

ที่ดินเพียงเล็กน้อยอาจไม่มีค่ามากนัก แต่สำหรับพวกเขานอกจากจะเป็นทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่แล้ว ยังเป็นอนาคต  อนาคตที่เขามั่นใจได้ว่าลูกหลานจะมีที่อยู่ และสามารถหากินเลี้ยงชีพได้บนแผ่นดินผืนนี้ เหมือนดังเช่นบรรพบุรุษที่ผ่านมาแล้วหลายชั่วคน

การลงทุนที่มีมูลค่าสูงถึง 7 หมื่นบ้านบาท ไม่รวมถึงงบประมาณสูบน้ำอีกปีละเกือบ 3 พันล้านบาท เป็นสิ่งที่จะต้องทบทวนอย่างรอบคอบ ทั้งด้านความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์และผลกระทบทุกด้าน

การปิดกั้นเสียงคัดค้านจึงเป็นการสร้างความไม่เป็นธรรม ซึ่งจะยิ่งทำให้กระแสต้านให้มากขึ้น

สายน้ำนั้นมิได้ไหลออกนอกประเทศไปอย่างสูญเปล่าอย่างที่ยกอ้างขึ้นมาเป็นเหตุผลในการสร้างเขื่อน แต่ตลอดสายน้ำนั้นคือที่อยู่อาศัย แหล่งอาหาร ที่ประกอบอาชีพทำมาหากิน เส้นทางสัญจรและสายสัมพันธ์ระหว่างชุมชน ทั้งหมดนี้คือวิถีชีวิต และการเปลี่ยนแปลงสายน้ำนั้นนอกจากระบบนิเวศที่จะเสียหายไปแล้ว ยังมีผลกระทบที่สำคัญที่สุดที่จะต้องคำนึงถึงนั่นคือการเปลี่ยนชีวิตของผู้คน

*****************************************************

หมายเหตุ-งานเขียนชิ้นนี้ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.