เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2563  ที่กระทรวงแรงงาน นางสาวสุรินทร์ พิมพา ประธานสหภาพแรงงานกิจการสิ่งทอนครหลวง นำตัวแทนกลุ่มผู้ใช้แรงงาน แรงงานข้ามชาติ และผู้ประกันตนในระบบประกันสังคม ของบริษัทนครหลวงถุงเท้าไนล่อน จำกัด และเครือข่ายแรงงานกลุ่มสหภาพแรงงานอ้อมน้อย-อ้อมใหญ่ จ.นครปฐม เพื่อยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อ นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) ขอความเป็นธรรม กรณีลูกจ้างกว่า 180 ชีวิตถูกนายจ้างลอยแพนานกว่า 2 เดือน โดยนายจ้างอ้างผลกระทบจากโรคระบาดโควิด-19 จึงไม่ยอมจ่ายเงินค่าจ้าง อีกทั้งบริษัทหักเงินเดือนแต่กลับไม่นำส่งเงินประกันสังคมให้ลูกจ้าง ทำให้ลูกจ้างเสียสิทธิช่วยเหลือรักษาพยาบาล 

ภายหลังการยื่นหนังสือ บรรดาลูกจ้างได้นั่งล้อมวงกินข้าวเปล่าคลุกน้ำปลา เพื่อแสดงออกเป็นสัญลักษณ์ว่า กำลังอดตาย

นางสาวสุรินทร์ กล่าวว่า เนื่องด้วยบริษัท นครหลวงถุงเท้าไนล่อน จำกัด มีพนักงานทั้งแรงงานไทยและแรงงานชาวพม่า กว่า 180 คน สถานการณ์ปัญหาของบริษัทฯ มีปัญหามาต่อเนื่องและยาวนาน โดยบริษัทฯ อ้างว่าไม่มีเงินทุนมาซื้อวัตถุดิบเพื่อผลิตสินค้า และได้มีการขายเครื่องจักรไปเป็นจำนวนมาก เมื่อเกิดสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ยิ่งส่งผลทำให้บริษัทฯ ประสบปัญหามากยิ่งขึ้น ทั้งการไม่มีคำสั่งหรือออเดอร์สินค้าเข้ามา บริษัทฯ มีนโยบายบังคับใช้มาตรา 75 และการยุบการทำงานในบางแผนกลง ซึ่งบริษัทแจ้งพนักงานด้วยวาจาแต่ไม่มีเอกสารเป็นลายลักษณ์อักษร

นางสาวสุรินทร์ กล่าวว่า ตอนนี้พนักงานเดือดร้อนอย่างมาก ซึ่งการใช้นโยบายและการปฏิบัติการของบริษัทฯ ได้ส่งผลต่อพนักงานทั้งแรงงานไทยและแรงงานพม่า ดังนี้ 1.เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินค่าจ้างให้กับพนักงานไม่ตรงตามวันที่กำหนดไว้ โดยกำหนดจ่ายวันที่ 8 และ 23 ของทุกเดือนแต่บริษัทฯ ได้เลื่อนการจ่ายเงินออกไป โดยจ่ายเพียงคนละกว่า 2,000 บาท/คน จากค่าแรงที่ต้องได้รับจริง 4,000 กว่าบาท/คน  2.บริษัทฯ สั่งพนักงานให้หยุดงานด้วยวาจาในหลายแผนก ไม่ได้บอกกล่าวล่วงหน้า ไม่มีการติดประกาศให้พนักงานทราบ โดยให้พนักงานสลับกันมาทำงาน 

นางสาวสุรินทร์กล่าวว่า 3. บริษัทฯ ไม่มีมาตรการจ่ายเงินชดเชยที่ชัดเจน และบริษัทฯ ไม่ชี้แจงเหตุผลให้พนักงานทราบ 4.บริษัทฯ ไม่นำส่งเงินประกันสังคมให้แก่ลูกจ้าง เงินสมทบประกันสังคมนายจ้างเก็บจากลูกจ้างเป็นประจำทุกเดือนแต่ไม่ได้นำส่งสำนักงานประกันสังคม(สปส.)ตามระเบียบ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2562 – เดือนกุมภาพันธ์ 2563 จำนวน 7 เดือน ส่งผลทำให้ผู้ประกันตนไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ที่ลูกจ้างพึงได้รับ และนำไปสู่การขาดสิทธิในการรับเงินเยียวยาจากสปส. ตามมาตรา 33 กรณีว่างงานด้วยเหตุสุดวิสัย ตามมาตรการบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 5.นายจ้างไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ประเด็นเงินสะสมของลูกจ้าง และเงินชดเชยเกษียณอายุของลูกจ้าง

ประธานสหภาพแรงงานกิจการสิ่งทอฯ กล่าวด้วยว่า ต้องการเรียกร้องความเป็นธรรมต่อกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน(กสร.) และมีข้อเสนอ ดังนี้ 1.ต้องเป็นตัวกลางในการเจรจากับนายจ้างในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วนเพื่อเยียวยาปัญหาที่เกิดขึ้น 2.บริษัทฯ ต้องแจ้งให้พนักงานให้ทราบล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วันอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรหากจะให้พนักงานหยุดงาน และจะต้องมีมาตรการที่ชัดเจนเกี่ยวกับการจ่ายเงินชดเชยให้แก่พนักงานตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นตามมาตรา 75 แห่งพ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 3.บริษัทฯ จะต้องนำส่งประกันสังคมย้อนหลัง เพื่อรักษาสถานภาพผู้ประกันตนให้แก่พนักงาน เพื่อสิทธิประโยชน์ของพนักงานที่ควรจะได้รับ 4.บริษัทฯ ต้องเร่งจ่ายเงินออมสะสม และเงินเกษียณอายุให้แก่พนักงานโดยเร็ว เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบในช่วงภาวะวิกฤต 5. หากบริษัทฯไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้ บริษัทฯ ต้องจ่ายค่าชดเชยให้กับพนักงานทุกคนตามกฎหมาย 

   

ขณะที่ นางวา(นามสมมุติ) ลูกจ้างชาวพม่าซึ่งท้อง 4 เดือน กล่าวว่า ตอนนี้สามีได้กลับประเทศและยังไม่สามารถเดินทางกลับมาได้เนื่องจากมาตรการระงับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด ทำให้ตนและเพื่อนๆแรงงานข้ามชาติกำลังลำบากเพราะต้องตกงานและไม่มีรายได้ แถมยังไม่มีประกันสังคม ถ้าเป็นไปได้อยากให้รัฐบาลช่วยเปิดช่องทางให้แรงงานข้ามชาติได้กลับประเทศ

ขณะที่นายอภิญญา สุจริตตานันท์ อธิบดี กสร.กล่าวว่า่ ลูกจ้างมาร้องเรียนเรื่องการจ่ายค่าจ้างไม่ตรงตามเวลา และมีการหยุดกิจการด้วย ซึ่งลูกจ้างคาดหวังว่าจะได้รับเงินตามมาตรา 75 ของ พรบ.คุ้มครองแรงงาน แต่นายจ้างโต้แย้งจะให้ไปใช้สิทธิจากประกันสังคมในกรณีเหตุสุดวิสัยของไวรัสโควิด นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่นายจ้างไม่จ่ายเงินสมทบของลูกจ้างทำให้ขาดสิทธิ ซึ่งหลังจากได้รับหนังสือร้องเรียนแล้วจะสั่งการไปยัง กสร.นครปฐมเพื่อให้เข้าไปตรวจสอบ เพื่อให้ลูกจ้างได้รับสิทธิตามกฎหมาย โดยเจ้าหน้าที่จะมีหนังสือเชิญให้นายจ้างมาหารือ

นายอภิญญากล่าวว่า กรณีที่เป็นลูกจ้างแรงงานข้ามชาตินั้น ถือว่าการบังคับใช้กฎหมายก็เช่นเดียวกับลูกจ้างคนไทย

นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานโฆษกกระทรวงแรงงานกล่าวว่า ได้ประสานไปยังทูตแรงงานพม่าประจำประเทศไทย กรณีของนางวา แรงงานที่ท้อง 4 เดือนจากมัณฑะเลย์ซึ่งเคยทำงานอยู่ในย่านอ้อมน้อยและต้องการเดินทางกลับไปอยู่กับครอบครัว โดยทางทูตแรงงานพม่าบอกว่ายินดีที่จะรับนางวากลับไปส่งถิ่นฐานให้ ดังนั้นจึงได้สั่งการไปยังจัดหางานจังหวัดนครปฐมเพื่อจัดรถตู้ไปรับนางวาไปส่งที่ด่านแม่สอด จ.ตาก และประสานกับตำรวจตรวจคนเข้าเมืองเพื่อขอให้ช่วยอำนวยความสะดวก แต่นางวาต้องถูกกักตัวตามระเบียบของพม่าก่อน หลังจากนั้นทางการพม่าจะช่วยเหลือพากลับไปส่งที่บ้านในมัณฑะเลย์

ตอนนี้ยังแพ้ท้องอยู่ไม่แน่ใจว่าจะนั่งรถไหวหรือไม่ เพราะหากข้ามจากแม่สอดและนั่งรถไปมัณฑะเลย์ต้องใช้เวลาประมาณ 2 วัน ซึ่งตอนขามาได้นั่งเครื่องบินจากมัณฑะเลย์มาลงที่ดอนเมือง ดังนั้นตอนนี้ขอเวลาตัดสินใจก่อน หากอยู่ต่อก็อยากให้ช่วยเหลือเรื่องค่าใช้จ่ายเพราะตอนนี้ตกงานและไม่มีรายได้ใดๆ แถมยังไม่สามารถเบิกประกันสังคมได้เพราะนายจ้างไม่ได้ส่งให้ อย่างไรก็ตามต้องขอขอบคุณกระทรวงแรงงานและทุกฝ่ายที่ช่วยประสาน

////////////////////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.