โดย รัศมิ์ลภัส กวีวัจน์

ในช่วงมีนาคมที่ผ่านมามีแรงงานข้ามชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวเมียนมา ลาว กัมพูชา แห่แหนเดินทางกลับบ้านเนื่องจากถูกเลิกจ้างงานจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 จากสถิติสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองพบว่า มีจำนวนแรงงานขาออกของ 3 ประเทศนับแสนคน และยังเหลือทำงานอยู่ในประเทศไทยอีกนับล้านคน สะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยยังต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติในการพัฒนาประเทศและยังคงสถานะเป็นประเทศปลายทางของเหล่าแรงงานข้ามชาติอยู่แม้ว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจะมีหลายบริษัทย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทยและมีแนวโน้มว่าแรงงานข้ามชาติรุ่นใหม่จะหันหน้าไปเป็นแรงงานในประเทศที่ได้รับค่าตอบแทนมากกว่าไทยอย่างเกาหลี ญี่ปุ่น หรือมาเลเซีย 

ถึงรัฐบาลจะมีมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ออกมา แต่เห็นได้ชัดว่าการบริหารจัดการและความจริงใจของภาครัฐนั้น ไม่สามารถเยียวยาประชาชนในประเทศได้อย่างทั่วถึง รวดเร็ว หรือเป็นธรรมนัก กับแรงงานในระบบยังเข้าไม่ถึงสวัสดิการและการเยียวยาใด ดังนั้นแรงงานนอกระบบยิ่งไร้หวัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่น่าจะเป็นกลุ่มรั้งท้ายของมาตรการการเยียวยา

เมื่อช่องว่างการเข้าถึงมาตรการเยียวยายิ่งถ่างกว้าง การเคลื่อนไหวของภาคประชาชนและภาคประชาสังคมจึงเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากเพื่อถมเติมและโอบอุ้มผู้ตกหล่นระหว่างช่องว่างนั้น

‘มือถึงมือ’ เป็นโครงการช่วยเหลือปฏิบัติการด้านมนุษยธรรม (Hand to Hand: LPN Humanitarian Operations) โดยมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) ร่วมกับภาคีเครือข่ายเป็นอีกหนึ่งความตั้งใจที่ยื่นมือเข้ามาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประสบปัญหาจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยเฉพาะกับกลุ่มเปราะบางอย่างแรงงานข้ามชาติ 

‘มือถึงมือ’ เป็นโครงการเฉพาะกิจที่เคยมีมาตั้งแต่สมัยเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 เพื่อมาช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติที่เข้าไม่ถึงถุงยังชีพ ซึ่งในปีนี้ที่เกิดโรคระบาดก็เป็นคอนเซ็ปต์เดียวกัน โดยครั้งนี้ LPN ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางคอยรับเคสจากเครือข่ายพี่น้องแรงงานที่แจ้งเข้ามาซึ่งจะรู้ว่าพื้นที่ไหนประสบปัญหา มีแรงงานถูกเลิกจ้าง หรือมีใครลำบากอยู่ และทำหน้าที่รับของบริจาคโดยส่วนมากมาจากความร่วมกับเครือข่ายหลัก ๆ อย่างมูลนิธิกระจกเงา ซึ่งมีจุดแข็งในเรื่องของการระดมของบริจาค ก่อนที่จะกระจายต่อถึงมือพี่น้องแรงงานข้ามชาติในบริเวณกรุงเทพฯ ปริมณฑล และเขตจังหวัดใกล้เคียงซึ่งมีแรงงานข้ามชาติอยู่เป็นจำนวนมาก 

ปฏิมา ตั้งปรัชญากูล ผู้จัดการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) เล่าถึงโครงการ ‘มือถึงมือ’ ว่าเป็นการทำงานตามปัญหาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นก่อน แต่ความเดือดร้อนครั้งนี้ไม่แบ่งพรมแดนและชนชาติ เมื่อลงพื้นที่จริงจึงเกิดคำถามจากคนไทยผู้ติดหล่มช่องว่างที่เข้าไม่ถึงการเยียวยาจากภาครัฐว่าทำไมเขาไม่ได้รับของยังชีพบ้าง 

“ที่มหาชัยจะมีถุงกาชาดให้สำหรับกลุ่มแรงงานที่หยุดงานหรือกำลังจะถูกเลิกจ้าง พอเราเอาไปให้เฉพาะกลุ่มแรงงาน คนไทยก็จะเกิดคำถามว่าทำไมเขาไม่ได้ ซึ่งเราจะต้องส่งต่อเคสคนไทยให้กับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่จะเข้ามาเยียวยาเขา เพราะเป็นคนละกลุ่มเป้าหมายด้วย ซึ่งถุงยังชีพนี้มีแค่สมุทรสาคร แต่ว่าผู้ประสบปัญหามีทั้งในกรุงเทพ นครปฐม ชลบุรี นนทบุรี ปทุมธานี ฯลฯ เราจะเอาถุงกาชาดนี้ไปบริจาคไม่ได้ เราก็ต้องไประดมจากมูลนิธิกระจกเงาหรือจากคนที่บริจาคเข้ามาให้เขาแทน” ปฏิมาสะท้อนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ โดยเธอเน้นย้ำว่าเป้าหมายไม่ใช่การแจกข้าวของแต่สิ่งสำคัญหลังจากนี้คือการผลักดันในเรื่องของนโยบายเพื่อเรียกร้องสิทธิให้คนกลุ่มนี้  

ทั้งนี้ระยะเวลาที่เกิดโรคระบาดกว่า 2 เดือน ทาง LPN ได้ทำการช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติไปแล้วเบื้องต้นประมาณ 2,299 คน  โดย 2 เดือนที่ผ่านมามีการทยอยเลิกจ้างเป็นจำนวนมาก

“ 2 เดือนต่อจากนี้คงมีผู้ได้รับความเดือดร้อน ไม่มีกินมากกว่านี้ ทั้งกลุ่มแรงงานที่อยู่ในระบบตาม MOU กลุ่มแรงงานนอกระบบที่ไม่มีเอกสาร กลุ่มผู้ติดตาม และกลุ่มของเด็กและเยาวชน” ปฏิมาให้ความเห็นตามประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่กับแรงงานข้ามชาติมายาวนาน 

LPN อยากผลักดันเรื่องการเยียวยาแรงงานข้ามชาติให้เหมือนการเยียวยาคนไทย ไม่ใช่ถุงยังชีพหรือเงินเยียวยาอย่างเดียว อาจจะเป็นในเรื่องของการ free ค่าธรรมเนียมการขึ้นทะเบียนแรงงานซึ่งมันเป็นรอยต่อที่เอกสารแรงงานจะหมดอายุ การอยู่แบบถูกกฎหมายนั้นรัฐบาลไทยกับรัฐบาลต้นทางต้องลดค่าธรรมเนียมหรือการผ่อนผันต่าง ๆ เพื่อให้เขาสามารถทำงานต่อได้ หรือการที่นายจ้างเองต้องแบกรับต้นทุนค่าลงทะเบียน 

“ในมุมของผู้ประกอบการ เราก็เข้าใจเขานะ ไม่ใช่ว่าเราทำเพื่อแรงงานจนสถานประกอบการอยู่ไม่ได้ แต่ปัญหามันอยู่ที่รัฐบาลสองฝั่งด้วย อย่างการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแล้วเงินเหล่านั้นที่เรียกเก็บไปไม่ได้กลับมาบริการให้คนงานหรือนายจ้าง พอถึงเวลาจริง ๆ อย่างตอนนี้ทำไมคุณไม่เอามาเยียวยาเขาล่ะ ซึ่งในเชิงนโยบายอาจต้องคุยกันเพื่อหาทางออก”

“สมมติถ้าเราซื้อบ้านสวย ๆ สักหลัง อยากอยู่บ้านแบบมีคุณภาพชีวิตที่ดี คนสร้างบ้านให้เราก็น่าจะเข้าถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดีเหมือนกัน อย่างได้รับค่าแรงครบอย่างเป็นธรรม ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ลูกได้เข้าเรียน แล้วเราก็คิดในเรื่องของความเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นชาติไหน ก็ควรเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานได้เหมือนกัน” ปฏิมากล่าวทิ้งท้าย

////////////////////////////

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.