เมื่อวันนี้ 9 มิถุนายน 2563 ได้มีการประชุมสหประชาชาติผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ในหัวข้อ Present and Future of National Action Plans in Asia through the Eyes of Four Business and Human Rights Champions โดยในการประชุมครั้งนี้คณะทำงานติดตามการลงทุนและความรับผิดชอบข้ามพรมแดน (ETOs Watch) ทำจดหมายเปิดผนึกถึงคณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNBHR) เพื่อ 1.เรียกร้องการมีส่วนร่วมของชุมชนชายขอบที่เสี่ยงภัย 2.กระตุ้นให้มีความใส่ใจเป็นพิเศษต่อพันธกรณีข้ามพรมแดนของนักลงทุน รวมทั้งนักลงทุนไทยในประเทศเพื่อนบ้านและ 3.การปฏิบัติตามหลักพันธกรณีตามหลักการเคารพสิทธิมนุษยชน

ทั้งนี้เนื้อหาในจดหมายระบุถึง ปัญหาการลงทุนข้ามพรมแดนของภาคเอกชนของไทยในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งพบว่าการลงทุนและการดำเนินธุรกิจมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนของชุมชนและสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน รวมถึงประชาชนในประเทศไทยหลายกรณี เช่น กรณีของโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย โครงการสร้างถนนเชื่อมจากทวาย เหมืองถ่านหินบานชองในพม่า เขื่อนไซยะบุรี ในลาว และการปลูกอ้อยในกัมพูชา ซึ่งที่ผ่านมา คณะทำงานฯ ตัวแทนองค์กรเอกชนและชาวบ้านจากประเทศเพื่อนบ้าน ได้ร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐในประเทศไทย และบริษัทเจ้าของโครงการและการยื่นฟ้องต่อศาลในประเทศไทย เพื่อให้เกิดการรับผิดชอบและเยียวยาด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมต่อคนท้องถิ่น

คณะทำงานฯ ระบุข้อเรียกร้องสำคัญว่า การมีส่วนร่วมมากขึ้นของชุมชนชายขอบเพื่อให้เข้าถึงสิทธิที่จะได้รับการชดเชยและการเยียวยาอย่างเป็นธรรมและยุติธรรม สนับสนุนบทบาทที่เข้มแข็งของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในการสอบสวนการลงทุนข้ามพรมแดน รวมทั้งการลงทุนของไทยในประเทศเพื่อนบ้าน ผลักดันให้มีภาคธุรกิจและนักลงทุนปฏิบัติตามหลักการด้านสิทธิมนุษยชนและการตรวจสอบที่เหมาะสม มีส่วนร่วมจากภาคประชาสังคมและชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง รวมถึงเรียกร้องเปิดช่องทางการสนับสนุนการฟ้องคดีแบบกลุ่มและการฟ้องคดีข้ามพรมแดน เพื่อเป็นกลไกที่จะเข้าถึงการเยียวยาอย่างเป็นผล

ทั้งนี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติประกาศใช้แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (แผน NAP) โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ระยะที่ 1 ช่วงระหว่างปี 2562-2565 เพื่อดูแลแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจ อันเป็นประเด็นที่ซับซ้อน แผน NAP จึงมุ่งเน้น 4 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านแรงงาน (2) ด้านชุมชน ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม (3) ด้านนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และ (4) ด้านการลงทุนระหว่างประเทศ และบรรษัทข้ามชาติ เป็นหลัก

นางนารีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผู้แทนกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวในเวทีเสวนาว่า ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียที่มีการประกาศใช้แผนปฏิบัติระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ในฐานะหน่วยงานหลักในการผลักดันและนำแผนดังกล่าวไปผลักดันเพื่อให้หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม เพื่อให้เกิดปฏิบัติการอย่างจริงจังมากขึ้นทั้งในระดับชาติและระดับจังหวัด

นางสาว ส.รัตนมณี พลกล้า ตัวแทนคณะทำงานฯ กล่าวว่า แผนปฏิบัติการดังกล่าวยังเป็นลักษณะการสมัครใจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและธุรกิจจึงยังไม่แน่ใจจะนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงหรือไม่ โดยเฉพาะที่ผ่านมา ภาคธุรกิจยังใช้กระบวน SLAPP ด้วยการฟ้องร้องคดีกับชุมชนและนักปกป้องสิทธิมากกว่า 20 คดี ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอยู่ การผลักดันให้บังคับใช้กฎหมายการคุ้มครองสิทธิและการทำธุรกิจไปพร้อมกัน ยังเห็นว่าการคุ้มครองสิทธิกับการทำธุรกิจที่ผ่านมาไม่ได้คำนึงถึงการปกป้องสิทธิของประชาชนที่แท้จริง สุดท้าย กระบวนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียเป็นกุญแจสำคัญที่จะผลักดันให้แผนปฏิบัติการว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนให้เกิดการคุ้มครองและเคารพต่อสิทธิมนุษยชนได้แท้จริง

อนึ่ง คณะทำงานติดตามการลงทุนไทยและความรับผิดชอบข้ามพรมแดน เป็นการรวมตัวขององค์กรภาคประชาสังคมและองค์กรพัฒนาเอกชน ที่ทำงานเพื่อติดตามสถานการณ์การพัฒนาและสิ่งแวดล้อมในประเทศเพื่อนบ้านของไทย ทั้งในกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม โดยเฉพาะสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนและการต่อสู้เพื่อแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ อันเป็นผลมาจากการลงทุนทางตรงของหน่วยงานของรัฐหรือของเอกชน

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.