ย่ำเมืองทวาย ย่ำเขตเศรษฐกิจพิเศษ (2)

ชุมชนประมงท้องถิ่นยังไม่ยอมย้ายออกแม้การก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกมาจ่อหน้าประตูบ้าน
ชุมชนประมงท้องถิ่นยังไม่ยอมย้ายออกแม้การก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกมาจ่อหน้าประตูบ้าน

 

สนามบินเมืองทวายปรับปรุงใหม่ตกแต่งด้วยสีสันสดใสจนพวกเราแทบจำไม่ได้ มันช่างแตกต่างจากเมื่อปีก่อนที่เรามาเยือนมาก ห้องน้ำมาตรฐานถูกสร้างขึ้นแทนห้องสีเหลี่ยมเล็กๆซึ่งไร้เพดาน ขณะที่ระบบให้บริการดูเข้าที่เข้าทางมากขึ้นกว่าเดิมเพราะใช้เทคโนโลยีแทนแรงงานคนมากขึ้น

 

บรรยากาศโดยทั่วไปสำหรับคนแปลกหน้าดูผ่อนคลายกว่าปีที่แล้วมาก สาเหตุหลักมาจากสถานการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนไป ยิ่งคณะของพวกเราส่วนใหญ่เป็นสื่อมวลชนที่เดินทางข้ามแดนมาค้นหาความจริงในหลากมุมของโครงการพัฒนาเศรษฐกิจทวาย ความรู้สึกในการเหยียบแผ่นดินพม่าของปีนี้กับปีที่แล้วยิ่งต่างกันมาก

 

ครั้งก่อนแม้ว่าพวกเราจะเลือกเดินทางเข้ามาเจาะข่าวในช่วงจังหวะที่มีการเลือกตั้งครั้งสำคัญซึ่งนางอองซานซูจีและพลพรรคเอ็นแอลดีพากันยกขบวนกันเข้าสภา แต่สายตาสับปะรดของรัฐบาลพม่าที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ทำให้พวกเราต้องระแวดระวังเป็นพิเศษ ถึงกระนั้นก็ยังหลบไม่พ้น พวกเราได้รับแจ้งจากชาวบ้านทวายบางพื้นที่ว่า ภายหลังจากที่พวกเราเดินทางออกมา ได้มีหน่วยข่าวของทางการเข้าไปสะกดรอยถามถึงสิ่งที่พวกเราเข้าไปพูดคุยกับชาวบ้าน แต่ในปีนี้เท่าที่สังเกตแทบไม่หลงเหลือสายตาหน่วยข่าวสับปะรดสองส่องหรือสะกดรอยให้กังวลใจ ขณะที่ชาวทวายต่างกล้าที่จะพูดถึงปัญหาและความเดือดร้อนของตัวเองมากขึ้น

 

ท่าเรือเล็กสำหรับลำเลียงอุปกรณ์ก่อสร้าง
ท่าเรือเล็กสำหรับลำเลียงอุปกรณ์ก่อสร้าง

“เราขอวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลพม่า เขากดชาวบ้านอยู่ภายใต้ระบบเผด็จการมานานหลายสิบปี ทำให้ต้องอยู่กันอย่างลำบาก นักธุรกิจไทยฉวยโอกาสลงนามกับรัฐบาลทหารพม่าก่อนการเลือกตั้ง รัฐบาลไทยก็ฉวยโอกาสที่พวกเรายังอ่อนแอดำเนินโครงการนี้โดยไม่มีความโปร่งใส ที่ผ่านมารัฐบาลทั้ง 2 ประเทศยังไม่เคยบอกข้อมูลเพื่อแสดงความโปร่งใสเลย ” นายทุนจอหม่อง ผู้แทนกลุ่มสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นอดีตนักศึกษาปี “88” สะท้อนภาพโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจทวายได้อย่างคมชัด ระหว่างการหารือแลกเปลี่ยนของภาคประชาคมทวายกับสื่อมวลชนไทย

 

การจัดวงพูดคุยในครั้งนี้เป็นไปอย่างคึกคักและและเป็นเวทีเปิดมากขึ้น โดยมีภาคประชาชนของทวายซึ่งรวมตัวกันเป็นเครือข่ายต่างๆมาร่วมถ่ายทอดข้อเท็จจริงและบอกเล่าความรู้สึก ที่น่าสนใจคือพวกเขากล้าที่จะตั้งคำถามกับรัฐบาลของตัวเอง ซึ่งหากเป็นเมื่อปีก่อน เขาคงไม่กล้าพูด หรือพูดก็ไม่กล้าให้เปิดเผยชื่อเหมือนวันนี้

 

“แต่เรื่องนี้ก็มีผลดีอยู่บ้างคือทำให้พวกเราทุกภาคส่วนในทวายกล้าลุกขึ้นสู้ เราอยากบอกรัฐบาลไทยว่า ประชาชนทวายยังไม่พร้อม ทำไมรัฐบาลไทยถึงไม่เอาข้อมูลมาให้เราร่วมพิจารณาก่อนว่าจะพัฒนาแบบไหน เพื่อดูว่าทวายจะเดินไปในทิศทางใด เราจะได้ตัดสินใจถูกว่าควรเดินตามแบบคุณหรือไม่ คุณควรเคารพเราในฐานะเจ้าของบ้านด้วย”นายทุนจอหม่องวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลพม่าพร้อมตั้งคำถามกับรัฐบาลไทยไว้อย่างเข้มข้น

 

จนถึงวันนี้แม้โครงการพัฒนาเศรษฐกิจทวายให้เป็นท่าเรือน้ำลึกและนิคมอุตสาหกรรมจะเพิ่งเริ่มต้น แต่คลื่นยักษ์ลูกนี้ได้ก่อให้เกิดผลสะเทือนในเมืองทวายแล้วหลายประการ จนชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนและออกมาร้องเรียนหน่วยงานต่างๆ ซึ่งปัจจุบันสถานการณ์ยิ่งซับซ้อนมากขึ้น เมื่อรัฐบาลไทยเข้ามาเป็นคู่สัญญาแทนบริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเม้นต์ จำกัด หรือ ITD และผลักภาระเรื่องการเวนคืนที่ดินให้เป็นของรัฐบาลพม่า ทำให้หน่วยงานราชการพม่าพากันไล่บี้ประชาชนหนักขึ้นไปอีก

 

นางเปเตหล่อ สตรีชาวกะเหรี่ยง และนางมาร์ลาร์ ผู้แทนสหภาพสตรีทวายกล่าวว่า ตั้งแต่เริ่มมีการก่อสร้างโครงการเขตเศรษฐกิจและมีการเปิดด่านข้ามกันไป-มา ระหว่างไทยกับพม่า ได้เกิดปัญหายาเสพติดตามมา เห็นได้ชัดว่าเยาวชนติดยาเสพติดกันมากขึ้น ขณะเดียวกันที่ดินตามแนวสร้างถนนระหว่างเมืองกาญจนบุรีและทวาย ซึ่งเดิมทีเป็นของชาวบ้านซึ่งมีกองกำลังสหภาพกะเหรี่ยงคอยให้ความคุ้มครองอยู่ ปรากฏว่าเมื่อมีการเข้าถึงพื้นที่ได้ง่าย นักธุรกิจพากันเข้าไปกว่านซื้อที่ดินโดยคนเหล่านี้ได้ติดต่อโดยตรงกับรัฐบาลกลางโดยไม่สนใจว่าชาวบ้านอยู่มาก่อน ทำให้ขณะนี้ชาวบ้านจำนวนมากต้องสูญเสียที่ดินที่เคยทำกินมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ

 

หมู่บ้านที่ต้องอพยพจากเขื่อนเพื่อส่งน้ำไปยังเขตเศรษฐกิจพิเศษยืนยันไม่ย้ายออกจากพื้นที่
หมู่บ้านที่ต้องอพยพจากเขื่อนเพื่อส่งน้ำไปยังเขตเศรษฐกิจพิเศษยืนยันไม่ย้ายออกจากพื้นที่

“เพื่อนบางคนเข้าไปทำงานอยู่ในITDเล่าให้ฟังว่า เขาเตรียมที่จะระเบิดเขาในพื้นที่ที่เป็นแนวสร้างทางและเขตเศรษฐกิจทั้งหมด เขาเตรียมระเบิดไดนาไมท์ไว้จำนวนมาก เพื่อระเบิดภูเขาและเอาหินมาป้อนโรงโม่ พวกเรารู้สึกเป็นห่วงมากกับการทำลายสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะบริเวณนี้เป็นแหล่งต้นน้ำ เดิมทีชาวบ้านยังคิดว่าจะได้ประโยชน์จากโครงการนี้อยู่บ้าง แต่สุดท้ายแทบไม่ได้อะไรเลย แม้แต่ข้าวหรือน้ำ เขาก็เอามาเองหมด” น้ำเสียงจริงจังของผู้แทนสตรีชาวกะเหรี่ยงบ่งบอกถึงแรงกดดันที่กดทับชาวบ้านในพื้นที่

 

“ขนาดการก่อสร้างโครงการเพียงแค่เริ่มต้น แต่ก็ส่งผลพวงมาถึงชาวบ้านแล้ว อย่างกรณีของชุมชนชายฝั่งทะเล ซึ่งมีการก่อสร้างอยู่และเสียงดังทำให้กุ้งหอยปูปลาหายไปจำนวนมาก ขณะที่คนภายนอกที่เข้ามามักดูถูกผู้หญิงท้องถิ่น เรากลัวว่าหากมีการก่อสร้างเต็มรูปแบบจะมีอุตสาหกรรมทางเพศเกิดขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบทางสังคมอย่างต่อเนื่อง”

 

เสียงเล็กเสียงน้อยที่ดังขึ้นในวงของภาคประชาคมทวายเป็นบทสรุปหนึ่งที่ทำให้เข้าใจถึงความรู้สึกของคนท้องถิ่นมากขึ้นเกี่ยวกับโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษแห่งนี้ที่รัฐบาลไทยและทุนไทยพยายามชี้นำให้คนไทยรู้สึกร่วมว่าเป็นยุทธศาสตร์ชาติ แต่วิธีการและการจัดการในพื้นที่กลับล้าหลังและไร้ซึ่งหลักธรรมาภิบาล ที่น่ากังวลใจคือมิตรภาพที่ดีที่ชาวทวายมีให้สังคมไทยมานานกำลังถูกแปรเปลี่ยนเพราะการแสวงหาผลประโยชน์แบบฉาบฉวย

 

การเดินทางมาเจาะข่าวทวายรอบนี้ พวกเรายังได้มีโอกาสกลับไปหมู่บ้านกาลนท่าอีกครั้ง หลังจากเมื่อปีก่อนได้เคยมาลงพื้นที่แล้ว เพราะต้องการทราบสถานการณ์ล่าสุด

หมู่บ้านแห่งนิ้อยู่ในแผนที่ต้องถูกอพยพเนื่องจากITDต้องการรสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำตาไลน์ยาร์ (Talineyar)เพื่อนำน้ำไปใช้ในเขตนิคมอุตสาหกรรม

 

“มันก็ไม่มีอะไรคืบหน้าสักเท่าไหร่หรอก ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา แทบไม่มีวี่แววของITD เข้ามาในหมู่บ้านเลย หลังจากชาวบ้านกว่า 900 คน รวมตัวกันต่อต้านและทำหนังสือถึงประธานาธิบดีเพื่อให้ยุติโครงการ”หลวงพ่อเปียวยาโวสะ เจ้าอาวาสวัดกาลนท่า เล่าถึงสถานการณ์

 

ทุกวันนี้หลวงพ่อและวัดเป็นศูนย์รวมของคนในหมู่บ้านที่ออกคัดค้านการสร้างเขื่อนในพื้นที่ใกล้หมู่บ้าน แต่เรื่องนี้ยังไม่ทันได้ข้อสรุปก็มีปัญหาใหม่เกิดขึ้น เมื่อITD ได้ขยับแนวถนนที่ตัดเชื่อมระหว่างชายแดนไทยกับเขตเศรษฐกิจทวายมาอยู่ใกล้หมู่บ้านมากขึ้น ทำให้ที่ดินทำกินกับตัวชุมชนถูกผ่ากลาง เมื่อชาวบ้านไม่ยอม ทางITDได้พาตำรวจมาจับชาวบ้าน แต่หลวงพ่อได้ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยจนเหตุการณ์ได้ข้อยุติและไม่มีชาวบ้านคนใดถูกดำเนินคดี

 

“ข้อพิพาทระหว่างITD และชาวบ้านยังมีอยู่ ทางบริษัทพยามยามใช้เล่ห์กลอ้างข้อมูลเป็นเท็จ และสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในชุมชน แต่ชาวบ้านส่วนใหญ่ยังคงคัดค้านและยืนยันไม่ย้ายไปอยู่ที่อื่น นอกจากกดดันชาวบ้านแล้ว ยังมีความพยายามฟ้องร้องไปยังคณะกรรมการสงฆ์ทวาย โดยอ้างว่าอาตมามีประพฤติไม่เหมาะสม แต่ทางคณะกรรมการเข้าใจดี เลยไม่มีการเอาเรื่องใดๆ อาตมาก็แค่ทำหน้าที่ส่วนหนึ่งของชุมชน เราอยากให้ชาวบ้านเขาหวงแหนบ้าน และพื้นที่ทำกินของเขาเอง หากมีใครมาปล้น มาแย่ง พวกเราก็ต้องออกมาปกป้อง” หลวงพ่อเปียวยายืนยันภารกิจสงฆ์พม่าที่ต้องเป็นที่พึ่งของชุมชน

 

ทุกวันนี้หมู่บ้านกาลนท่ายังคงร่มรื่น บ้านเรือนแต่ละหลังปลูกอยู่กลางต้นหมากและสวนผลไม้ ความอุดมสมบูรณ์ที่มีอยู่ตีเป็นมูลค่าไม่ได้ เพราะฉะนั้นความพยายามที่จะเปลี่ยนวิถีของชุมชนจึงเป็นเรื่องที่ควรหลีกเลี่ยงมากกว่า

 

เช่นเดียวกับหมู่บ้านปิดัท (Pidut) และหมู่บ้านชาคาม(Chakam) ซึ่งเป็นชุมชนประมงริมทะเล และอยู่ในแผนที่โยกย้ายหเพราะITD ต้องการใช้พื้นที่ตัดถนนสร้างท่าเรือน้ำลึก แต่ชาวบ้านต่างออกมาคัดค้านการเพราะทุกวันนี้พวกเขาอยู่กันอย่างปกติสุข มีกุ้งหอยปูปลาในทะเลมากมายคอยค้ำจุนความมั่งคงในชีวิต ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่อ่อนไหวมาก หากจู่จะไปบอกให้พวกเขาย้ายไปอยู่ในแปลงอพยพที่ไร้ซึ่งความอุดมสมบูรณ์และตัดขาดวิถีชีวิตดั้งเดิม

 

เสียงของคนเล็กคนน้อยที่รั้วบ้านติดกันกำลังดังเซ็งแซ่ เพราะถูกเอาเปรียบจากคนในบ้านเรา แถมหัวหน้าครอบครัวยังเป็นตัวการใหญ่ ทำหน้าที่เป็นนักฉกฉวย

บางทีสังคมไทยต้องช่วยกันตีมือบ้าง มิฉะนั้นอาจทำให้คนทั้งครอบครัวถูกเหมารวมว่าเป็นนักฉวยโอกาสไปด้วย

 ==========================

โดย โลมาอิรวดี

  .

 

 

 

 

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.