เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2564 นายจงคล้าย วรพงศธร ผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) พร้อมด้วยคณะข้าราชการ ทส. นายณัฐวุฒิ เพ็ชรพรหมศร รองผู้ว่ราชการจังหวัดเพชรบุรี ได้เดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ตรวจพื้นที่ป่าใจแผ่นดิน อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เพื่อสำรวจพื้นที่ภายหลังจากที่ชาวบ้านบางกลอยอพยพกลับไปอยู่ในหมู่บ้านดั้งเดิมตั้งแต่ต้นเดือนมกราคม หลังจากนั้นทั้งหมดได้เดินทางมายังหมู่บ้านโป่งลึก-บางกลอย โดยได้ประชุมร่วมกับชาวบ้านประมาณ 150 คน และนายประยงค์ ดอกลำไย ผู้แทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม(พีมูฟ)

ชาวบ้านบางกลอยที่อพยพขึ้นไปอยู่พื้นที่ดั้งเดิม

นายจงคล้ายชี้แจงกับชาวบ้านว่า ตนได้รับโจทย์มาว่าให้ช่วยเหลือแก้ปัญหาของพี่น้องอย่างไร ดูฐานข้อมูลเดิมก็ต้องยอมรับว่าหน่วยงานไม่ได้ทอดทิ้งพวกเรา สังเกตว่ามีการพัฒนาเรื่อยๆ ปัญหาของบางกลอยบนนั้น มีปัญหาอะไรก็แล้วแต่ ตนจะไม่พูดถึงแล้ว เรามาเริ่มต้นนับกันใหม่ตรงนี้ ในอดีตพอพวกเรามาอยู่ ราชการอาจจะกล้าๆ กลัวๆ อาจจะไม่มีวิธีการที่แน่นอนทำให้พวกเราไม่มั่นคง แต่ปี 2562 เริ่มมีแนวทางชัดเจนขึ้นแล้ว ไม่ได้ใช้แก้ปัญหาพวกเราที่นี่เท่านั้น แต่ใช้ทั่วประเทศมีคนที่อยู่แบบเรากว่า 4 ล้าน ซึ่งต่อไปนี้ทั้งหมดจะได้รับการแก้ไขทั้งหมด

นายจงคล้ายกล่าวว่า สำหรับชาวบ้านบางกลอย 39 คน หรือกว่า 40 คนที่ไปอยู่ข้างบน เรื่องที่เกิดก่อนหน้านี้เราพยายามไม่พูดถึง แต่อยากให้ลงมาพูดคุยทำความเข้าใจกันว่าเดือดร้อน ขัดข้อง มีปัญหาอะไร อยากให้ช่วยเหลืออะไร เท่าที่รู้คือบางคนมีอาชีพรับจ้าง เมื่อเจอสถานการณ์โควิดจึงกลับเข้ามาและไม่มีเงิน ตอนนี้มีทางออกให้ หลายคนไปทำงานกับอุทยานก็เริ่มผ่อนคลายลง

“ผมอยากคัดแยกคนเหล่านี้ ถ้าเป็นคนบางกลอยเดิม หากยังไม่มีอาชีพเป็นเรื่องเป็นราว กลัวว่าจะไม่มีรายได้ เดี๋ยวมาคุยกัน ตอนนี้คนที่ยังมีปัญหาอยู่ มาลงชื่อ แล้วผมจะไล่เช็กทีละคนว่าจะให้ช่วยอะไร และผมก็มีแนวทางเสนอให้ ว่าจะอยู่ด้วยกันอย่างไร จะมีความสุขอย่างไร แต่รับรองได้ว่ามีอะไรให้ทำ ตอนนี้ใครที่เป็นญาติพี่น้องกับคนที่อยู่ข้างบน ให้ไปตามมา แล้วมาคุยกัน จะช่วยแก้ให้ อะไรที่มันไม่เกินเลยจากข้อกฎหมาย จากสิ่งที่พวกผมทำให้ได้ จะทำให้ แต่อาจไม่ตรงใจร้อยเปอร์เซ็น แต่คงพอมีอะไรทำ”นายจงคล้าย กล่าว

ในช่วงท้ายชาวบ้านบางกลอย ร่วมเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เขตงานตะนาวศรี และพีมูฟได้ร่วมกันยื่นหนังสือโดยระบุว่าคณะได้ลงพื้นที่และรับฟังคำชี้แจงจากหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน (นายมานะ เพิ่มพูล) เจ้าหน้าที่และอาสาสมัครของมูลนิธิปิดทองหลังพระ และชาวบ้านบางกลอยที่ได้รับผลกระทบ โดยพบข้อเท็จจริงเบื้องต้นดังต่อไปนี้
.

ไร่หมุนเวียนดั้งเดิมที่ชาวบ้านกลับขึ้นไปแผ้วถางเพื่อปลูกข้าวนำมาใช้ในพิธีส่งดวงวิญญาณปู่คออี้


1.ชุมชนกะเหรี่ยงใจแผ่นดินเป็นชุมชนดั้งเดิมที่มีหลักฐานการก่อตั้งชุมชนไม่ต่ำกว่าปี 2455 ปรากฏหลักฐานตามแผนที่ของกรมแผนที่ทหารบก นอกจากนั้นยังพบหลักฐานตามบัตรประชาชนของปู่คออี้ นายโคอี้ มีมิ ผู้นำจิตวิญญาณของชุมชนบ้านใจแผ่นดิน ที่เกิดในปี 2454 หรือ 30 ปีก่อนมีกฎหมายป่าไม้ฉบับแรก และ 50 ปีก่อนการมีกฎหมายอุทยานฉบับแรก รวมทั้งยังมีหลักฐานอื่นๆ อีกจำนวนมากที่ยืนยันได้ว่าชุมชนกะเหรี่ยงบางกลอยและใจแผ่นดินเป็นชุมชนท้องถิ่นด้วยเดิมที่ตั้งถิ่นฐานมาเป็นเวลานาน
.
2.หลังการอพยพตั้งแต่ปี 2539 เป็นต้นมา มีชาวบ้านส่วนหนึ่งได้รับการจัดสรรที่ดิน ส่วนหนึ่งสามารถปรับตัวอยู่กับวิถีชีวิตใหม่ได้ แต่ก็ยังมีชาวบ้านอีกส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถปรับตัวและดำรงวิถีชีวิตในพื้นที่ใหม่ได้ นอกจากนั้น ยังมีชาวบ้านอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยให้ตั้งแต่การอพยพในช่วงปี 2539-2541 และ 2553-2554 ซึ่งข้อมูลจากการสัมภาษณ์ 30 ครอบครัว พบว่ามีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย 3 ครอบครัว รวมประมาณ 20 ไร่เศษ อีก 27 ครอบครัวไม่มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยเลย คนกลุ่มนี้พยายามปรับตัวด้วยการรับจ้างแรงงานทั้งในและนอกชุมชน แต่มีรายได้ที่ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ
.
3.มีชาวบ้านบางกลอยล่างที่กลับขึ้นไปยังบ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน ประมาณ 62 ราย ในจำนวนนั้นเป็นเด็ก 20 คน และผู้หญิง 15 คน หนึ่งในนั้นตั้งครรภ์ 8 เดือน

4.เหตุผลที่ชาวบ้านบางกลอยล่างเดินทางกลับขึ้นไปยังบ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดินเพราะต้องการทำพิธีกรรมส่งดวงวิญญาณปู่คออี้กลับไปยังใจแผ่นดิน ส่วนสำคัญคือลูกหลานต้องปลูกข้าวไร่ด้วยตนเอง เพื่อใช้ในพิธีกรรมและเลี้ยงผู้มาร่วมงาน พิธีกรรมจึงจะสมบูรณ์ ดวงวิญญาณของปู่คออี้จึงจะไปสู่สุคติตามความเชื่อของชาวปกาเกอะญอ ขณะที่ชาวบ้านส่วนหนึ่งที่อพยพลงมาตั้งแต่ปี 2539 เป็นต้นมา ยืนยันว่าไม่ได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยมาเป็นเวลานานกว่า 20 ปี พวกเขามีฐานะยากจน เนื่องจากมีรายได้จากการรับจ้างแรงงานเพียงเล็กน้อย ซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต และยิ่งเลวร้ายลงเมื่อเผชิญสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จึงตัดสินใจกลับไปยังบ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน เพื่อทำไร่หมุนเวียนในพื้นที่ไร่ซากเดิม
.
5.การพัฒนาคุณภาพชีวิตและการส่งเสริมอาชีพ พบว่า กลุ่มที่กลับไปยังบ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน เป็นกลุ่มคนที่เข้าไม่ถึงความช่วยเหลือจากหน่วยงาน โดยเฉพาะการพัฒนาอาชีพด้านเกษตรกรรม เนื่องจากไม่มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง โดยมีรายได้จากการรับจ้างเพียง 20,000-30,000 บาทต่อปีโดยประมาณ

6.เหตุผลที่กลุ่มผู้ถูกอพยพลงมาตั้งแต่ปี 2539 เป็นต้นมา ชาวบ้านส่วนใหญ่ในขณะนั้นยังไม่ได้รับสัญชาติไทย แล้วมาได้รับสัญชาติภายหลัง กลุ่มเหล่านั้นจึงตกหล่นและไม่สามารถเข้าถึงการจัดสรรที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย เนื่องจากไม่กล้าแสดงตนเพื่อรับความช่วยเหลือ จากการมีปัญหาด้านสัญชาติ

ในหนังสือยังระบุว่า คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง มีข้อคิดเห็นและข้อเสนอ เพื่อเยียวยาและคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้ชาวบางกลอย ดังต่อไปนี้ 1.ผ่อนปรนให้ชาวบ้าน ที่เดือดร้อนและประสงค์กลับไปทำไร่หมุนเวียนตามวิถีวัฒนธรรม ในพื้นที่บรรพบุรุษ บริเวณบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน สามารถทำได้ ดังเหตุผลที่กล่าวไว้ข้างต้นจนกว่าการแก้ไขปัญหาจะได้ข้อยุติร่วมกัน โดยรัฐต้องไม่ดำเนินการใดๆ ที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชาวบ้านกลุ่มดังกล่าว
.
2.เร่งรัดดำเนินการ จัดหาที่ดินเพื่อนำมาจัดสรรให้กับชาวบ้านที่เดือดร้อนจากการไม่มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยและประสงค์จะดำรงชีวิตอยู่ในชุมชนบางกลอยล่าง โดยเร่งด่วนที่สุด โดยมีเป้าหมาย กระบวนการและระยะเวลาที่ชัดเจนแน่นอน 3.ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งรัดดำเนินการ ลงรายการสัญชาติไทย แก่ราษฎร ในหมู่บ้านบางกลอย 4.ให้มีการจัดตั้งกลไกเพื่อรวบรวมข้อมูล ข้อเท็จจริงชาวบ้านผู้เดือดร้อนที่ไม่มีที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย โดยมีส่วนร่วมจากฝ่ายต่างๆ ได้แก่ กรมอุทยานฯ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และชาวบ้านบางกลอย
.
5.ให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมอย่างเป็นทางการ เพื่อทำหน้าที่ กำกับ ติดตาม เร่งรัด การดำเนินการตามข้อ 1 – 4 โดยมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้ ปลัดหรือรองปลัดกระทรวงที่ได้รับมอบหมายเป็นประธาน อธิบดีกรมอุทยานฯ กรมการปกครอง เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เขตงานตะนาวศรี ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (พีมูฟ) และผู้แทนชาวบ้านบางกลอย ผู้เดือดร้อน

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.