โดย ชัยรัตน์ จิโรจน์มนตรี

ข้าวเปลือกและข้าวสารกว่า 2 ตัน พร้อมเกลือจำนวนหนึ่งถูกเตรียมไว้พร้อมแล้ว แม้เพิ่งได้รับข่าวว่าผู้บริหารกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ห้ามนำข้าวและอาหารที่เครือข่ายช่วยกันระดมเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านกะเหรี่ยงบางกลอย ผ่านด่านอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี จนมีการเจรจาคลี่คลายสามารถนำข้าวไปมอบแก่ชาวบ้าน เพื่อให้ทันการประกอบพิธีกรรม “เรียกขวัญข้าว” ในเย็นวันที่ 6 ก.พ. ที่ผ่านมา

นับตั้งแต่ปี 2539 ชาวบ้านกะเหรี่ยงถูกบังคับให้อพยพออกมาจากชุมชนดั้งเดิมกลางป่าแก่งกระจาน “บ้านบางกลอย-ใจแผ่นดิน” มาอยู่รวมที่ชุมชนบ้านโป่งลึก และเรียกชื่อใหม่ว่า “บ้านโป่งลึก-บางกลอย” ชาวบ้านบางกลอยได้รับการจัดสรรที่ดินทำกินอย่างจำกัด ไม่พอทำกิน และสภาพดินผืนดินไม่เหมาะต่อการทำเกษตร ต้องใช้ชีวิตอย่างลำบาก

เมื่อไม่สามารถเก็บเกี่ยวได้ ย่อมไม่มีข้าวเปลือก ทำให้กว่า 20 ปีมานี้ ชุมชนห่างหายการประกอบพิธี “เรียกขวัญข้าว” หรือ “มาบุบึ” ที่เป็นการทำพิธีกรรมร่วมกันของชุมชน จะมีเพียงปี 2559 ที่มีการจัดพิธีกรรมนี้ของ 2 ครอบครัว ที่สามารถเก็บเกี่ยวข้าวได้ ปีนี้จึงเป็นปีแรกที่ชุมชนกลับมาทำพิธีกรรมนี้ร่วมกันอีกครั้ง

ทันทีที่รถกระบะมาถึงหมู่บ้าน ชาวบ้านช่วยกันขนข้าวเปลือกมากองเสมือนเจดีย์ จัดเตรียมเครื่องบูชาเพื่อทำพิธีเรียกขวัญข้าวในช่วงเย็น

นายอภิสิทธิ์ เจริญสุข ชาวบ้านบางกลอย กล่าวว่า เมื่อก่อนที่อยู่ที่ใจแผ่นดิน ทุกครอบครัวจะทำไร่หมุนเวียน เมื่อเสร็จฤดูเก็บเกี่ยวทุกบ้านจะทำพิธีเรียกขวัญข้าว เพื่อเอาข้าวใหม่ขึ้นยุ้ง ชาวบ้านจะไปช่วยกันหมุนเวียนไปแต่ละบ้าน ถือเป็นงานสำคัญที่สุดของคนกะเหรี่ยง เพราะมีความเชื่อว่าข้าวไร่ที่เก็บเกี่ยวได้แต่ละปี จะช่วยหล่อเลี้ยงทุกชีวิต ทั้ง คน นก มด หรือสัตว์อื่นๆ ก็จะได้กินข้าวด้วยกัน แต่ตอนนี้คนรุ่นใหม่ที่เติบโตที่โป่งลึกไม่เคยทำไร่หมุนเวียน จะไม่เคยทำพิธีกรรม จึงอยากให้พวกเขาได้รู้จักวิถีชีวิตที่เคารพธรรมชาติ

ตะวันสาดแสงห้วงท้ายของวัน ฉาบทาลงบนกองข้าวเปลือก เจดีย์ข้าวเปล่งประกายแสงทอง รอยยิ้มของชาวบ้านที่ร่วมล้อมวงเปี่ยมไปด้วยความสุขและความหวัง ผู้นำพิธีกรรมทั้งชายหญิงทำการบูชาพระแม่โพสพ จากนั้นจึงตักข้าวใส่กระบุ้งแบกข้าวขึ้นไปเทยัง “กะล่อม” หรือ “ยุ้งข้าว” เมื่อครบ 3 รอบ ชาวบ้านทุกวันจะเข้ามาช่วยกันตักและแบกข้าวขึ้นยุ้ง ร้องรำพร้อมเอาไม้ไผ่เคาะที่ที่ยุ้งและเปล่งเสียง บรึ้อ….  บรรยากาศครื้นเครงกันถ้วนหน้า จนกระทั่งข้าวถูกนำขึ้นยุ้งจนหมด

ครูเจริญ รักจงเจริญ ชาวบ้านบางกลอย กล่าวว่า พิธีเรียกขวัญข้าวของชาวบ้านกะเหรี่ยงบางกลอย นอกจากเป็นพิธีกรรมตามความเชื่อแล้ว ยังถือเป็นงานรื่นเริงของชุมชน เพราะเมื่อก่อนเรามีชุมชนบริเวณใจแผ่นดิน ทำไร่หมุนเวียน บางคนปลูกบ้านไว้อยู่ที่ไร่ เราฝากชีวิตทั้งหมดไว้ในไร่ มีข้าว พริก ผัก อาหารทุกอย่างอยู่ในไร่ ไม่ใช่วิถีการเกษตรแบบที่คนข้างนอกต้องการให้เราทำ เราเดินเตะข้าวในไร่ก็ต้องทำการเรียกขวัญข้าวแล้ว ดังนั้นพิธีเรียกขวัญข้าวของเราจึงเป็นวัฒนธรรมที่ยังมีชีวิต เชื่อมโยงวิถีชีวิตของคนกะเหรี่ยง ไม่ใช่พิธีกรรมที่ตายแล้ว

ย้อนไปเมื่อต้นเดือนมกราคม ชาวบ้านบางกลอยกว่า 70 คน ตัดสินใจเดินเท้ากลับไปยังหมู่บ้านบางกลอย-ใจแผ่นดิน เพื่อกลับไปทำไร่หมุนเวียนยังพื้นที่เดิม เพราะต้องทนทุกข์จากการไม่มีที่ดินทำกินมานาน ทำให้ทางการพยายามกดดันให้ชาวบ้านกลับออกมา

ชาวบ้านคนหนึ่งหยิบใบปลิวมายื่นให้ และบอกว่า เมื่อ 2 วันก่อน เจ้าหน้าที่อุทยานนำใบปลิวแจกจ่ายให้ทุกบ้าน โดยเป็นข้อความและภาพแจ้งกับชาวบ้านว่าหากมีการบุกรุกเข้าในในพื้นที่ป่าจะมีการดำเนินคดีตามกฏหมายกับชาวบ้าน โดยชาวบ้าน กล่าวว่า ชาวบ้านที่ถูกอพยพลงมาเกือบทั้งหมดเห็นด้วยกับการกลับไปอยู่ที่ใจแผ่นดิน เพราะเกือบ 25 ปี ที่ชาวบ้านพยายามต่อสู้เพื่อให้ได้กลับไปอยู่ที่เดิม เหมือนเอาชาวบ้านมาทิ้งไว้ที่นี่ เป็นความชอบธรรมที่เราต้องการกลับไปยังผืนดินของบรรพบุรุษ ผืนดินที่เราเกิดและเติบโตขึ้นมา ชาวบ้านอยู่มาก่อนเป็นอุทยานฯ เมื่อถูกบังคับลงมารัฐก็ไม่ได้ทำตามสัญญาคือจัดสรรที่ดินทำกินให้ เราอยู่ข้างล่างไม่มีที่ทำกินต้องออกไปรับจ้างเพื่อหาเงินมาซื้อข้าวสาร แม้แต่น้ำผึ้งหรือขี้ผึ้งที่เราจะเอามาทำเทียนเพื่อทำพิธีกรรมก็หาไม่ได้ เพราะผิดกฏหมายอุทยาน แต่เราอยู่ข้างบนไม่ต้องใช้เงินก็มีข้าวกิน

นอกจากนี้สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิท-19 ได้ซ้ำเติมชาวบ้าน โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้าชาวบ้านอยู่ที่บางกลอย-ใจแผ่นดิน จะไม่เป็นปัญหา เพราะมีข้าวเราก็อยู่ได้ แต่ที่นี่เราต้องลงไปรับจ้างหาเงิน ยิ่งตอนนี้ข้างล่างไม่มีงาน คนหนุ่มสาวต้องกลับมาหมู่บ้าน ที่ทำกินก็ไม่มี ก็อาศัยเซ็นชื่อติดเงินร้านค้าไว้เพื่อเอาข้าวสารมากินก่อน หวังว่าถ้าสถานการณ์ดีขึ้นก็คงลงไปรับจ้างหาเงินไปจ่ายค่าข้าวสารที่ค้างไว้ คิดดูแล้วเราจะทนอยู่อย่างนี้ได้นานแค่ไหน อยู่เพื่อไปทำงานหาเงินจ่ายหนี้ค่าข้าวสารอย่างนั้นหรือ

เรามีโอกาสเดินสำรวจชุมชน พูดคุยกับชาวบ้านหลายรายเพื่อเก็บข้อมูล นางดุวามึ อายุ 78 ปี ชื่อของเธอเป็นภาษากะเหรี่ยงมีความหมายว่า “เจดีย์สีขาว”  บอกว่า เธอกับครอบครัวอพยพมาจากบ้านห้วยสามแพรกที่อยู่บริเวณใจแผ่นดิน ตั้งแต่ปี 2539 แต่ไม่ได้รับการจัดสรรที่ดินเช่นเดียวกันชาวบ้านอีกหลายราย จึงต้องลงไปทำงานรับจ้างในไร่มะนาว 5 ปี เพื่อเลี้ยงดูครอบครัว

ส่วน นายปลุ จีโบ้ง  อายุ 39 ปี ลูกชายของดุวามึ กล่าวว่า แม้จะมีหน่วยงานเข้ามาแนะนำหรือสนับสนุนให้ปลูกกล้วย ปลูกมะนาว แต่ก็ต้องหาเงินมาซื้อปุ๋ย ซื้อยา ชาวบ้านไม่ได้มีวิถีทำเกษตรเชิงเดี่ยว เพราะไม่ใช่วิถีชีวิตคนกะเหรี่ยง เพราะเราจะทำไร่หมุนเวียนที่ไม่ต้องใช้ปุ๋ย ใช้ยา ไม่มีศัตรูพืช ข้างราชการไม่เข้าใจชาวบ้านเพราะเขามีเงินเดือน อยากถามกลับว่าชาวบ้านถ้าไม่มีเงินเดือน ไม่มีที่ทำกิน จะเอาข้าวที่ไหนกิน

จากการสำรวจพื้นที่ทำการเกษตรของชาวบ้าน ทั้งหมดเป็นการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ไร่กล้วย ไร่มะนาว อาจมีปลูกสลับกับพืชผลอย่างอื่นบ้างเล็กน้อย ระบบน้ำจะมีการสูบจากแม่น้ำเพชรขึ้นไปเก็บยังบ่อพักน้ำ ก่อนปล่อยไปตามท่อถึงยังที่ทำกินแต่ละแปลง ชาวบ้านหลายรายสะท้อนว่า ผืนดินที่นี่เป็นปนหินมากกว่าดิน ทำให้ไม่สามารถดูดซับน้ำไว้ได้ ทำให้พืชผลไม่งอกงาม จะมีเพียงบางแปลงที่อยู่ใกล้บ่อพักน้ำเท่านั้นที่พอจะปลูกพืชได้ผล นอกจากนี้การขนส่งยังเป็นอุปสรรคสำคัญ เพราะช่วงที่ราคาผลผลิตตกต่ำก็จะไม่คุ้มกับแรงกายและค่ารถที่นำผลิตไปส่ง

ชาวบ้านอีกราย บอกว่าปีที่ผ่านมามีชาวบ้านที่ปลูกข้าวได้เพียง 2 ครอบครัวเท่านั้น โดยต้องยืมที่ดินของญาติมาปลูกรวมกัน เพื่อให้ได้ข้าวพอกินตลอดปีสำหรับครอบครัวเดียว ดังนั้นที่ดินที่ได้รับจัดสรรเพียงครอบครัวละ 7 ไร่ จึงไม่เพียงพอ

ด้าน นาย นอ แอะ อายุ 59 ปี ลูกชายปู่คออี้ กล่าวว่า แม่จะพิการเดินไม่ได้ก็ยังอยากกลับไปอยู่บ้านหลังเก่าของพ่อที่ตนเองเติบโตมา อยู่บริเวณใกล้ใจแผ่นดิน เมื่อถามว่าเดินไม่ได้จะไปอย่างไร นอแอะตอบว่า หลานๆ จะช่วยกันแบกเข้าไป ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้าก็อยู่ได้ ขอแค่เราทำไร่หมุนเวียนก็มีข้าวกิน

เราสังเกตุว่าบ้านของนอแอะ หลังเดียวกันที่ปู่คออี้เคยอยู่ สภาพหลังคาผุพัง ไม่สามารถกันแดดกันฝนได้แล้ว นอแอะบอกว่าคงไม่ซ่อมแล้ว เพราะตั้งใจจะกลับไปอยู่ที่บ้านเดิมใจในป่า

ในค่ำคืนหลังเสร็จสิ้น “พิธีเรียกขวัญข้าว” เรามีกิจกรรมเล็กๆ จาก “น้ำ คีตาญชลี” และ “แก้วใส สามัญชน” ซึ่งร่วมกันนำข้าวเดินทางมามอบให้ ได้เล่นดนตรี ร้องเพลง “กลอยใจ” และ “ปกาเกอญอ” ซึ่งทั้งสองคนช่วยกันแต่งเนื้อและทำนอง เพื่อให้กำลังใจกับชาวบ้านด้วย

ในเสียงเพลงนี้… เราได้ยินเสียงเพรียกเรียกลูกหลานบางกลอยกลับบ้าน “ใจแผ่นดิน”

///ฟังบทเพลง
กลอยใจ

ปกาเกอญอ

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.