เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ มีการจัดเสวนาออนไลน์เรื่อง สิ้นสิทธิในไร่หมุนเวียน ฤาจะสิ้นวิถีกะเหรี่ยง โดยมีตัวแทนเครือข่ายกะเหรี่ยง นักวิชาการ เครือข่ายคนทำงานด้านชุมชนชาติพันธุ์ ร่วมกันแลกเปลี่ยน สะท้อนมุมมองต่อปัญหากรณีที่ชาวบ้านกะเหรี่ยงอพยพกลับชุมชนดั่งเดิม “บางกลอย-ใจแผ่นดิน” อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี โดยมี น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย เป็นผู้ดำเนินรายการ

ในช่วงแรกมีผู้ดำเนินรายการได้โทรศัพท์สัมภาษณ์นายจอแบ้ะ ชาวบ้านกะเหรี่ยงบางกลอย ถึงสถานการณ์ล่าสุดในพื้นที่ โดยนายจอแบ้ะกล่าวว่า เหตุผลสำคัญที่ทำให้ชาวบ้านจำนวนประมาณ 70-80 คน ซึ่งมีคนท้อง 8 เดือนด้วย ตัดสินใจอพยพกลับไปที่บ้านบางกลอย-ใจแผ่นดินตั้งแต่วันที่ 9 ม.ค. เนื่องจากเหตุผลหลักคือไม่อาจทนต่อความลำบากไม่มีกิน เมื่อก่อนชาวบ้านเคยทำไร่หมุนเวียน หาผัก หาปลา แต่ตอนนี้ไม่สามารถดำเนินชีวิตเช่นเดิมได้ พื้นที่ข้างบนที่บางกลอย-ใจแผ่นดินอุดมสมบูรณ์กว่า สามารถทำไร่หมุนเวียน ไม่มีการเกษตรเชิงเดี่ยว เมื่อชาวบ้านเคยอยู่ที่นั่นมานานตั้งแต่บรรพบุรุษ การกลับเข้าไปคือกลับไปทำไร่ซากเก่าที่พ่อแม่บรรพบุรุษเคยทำมาก่อน ไม่ได้ไปเปิดพื้นที่ป่าใหม่

เจ้าหน้าที่รัฐสนธิกำลังเข้าตรวจสอบหมู่บ้านบางกลอย ทำให้ชาวบ้านรู้สึกกดดันและเป็นกังวลใจสถานการณ์

นายจอแบ๊ะกล่าวต่อว่า ตอนนี้อยู่กันสบายดี กังวลอย่างเดียวว่าเจ้าหน้าที่จะมาคุกคามหรือไม่ ส่วนเจ้าหน้าที่เข้าไปพบชาวบ้านได้ขอให้ชาวบ้านลงมาเจรจากันก่อน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นตลอด 20 กว่าปี ทำให้ชาวบ้านหมดความเชื่อในเจ้าหน้าที่แล้ว ต้องการผู้หลักผู้ใหญ่ขึ้นมาเจรจากันมากกว่า อยากให้รัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรฯ รองนายก ภาคประชาชน พีมูฟ สภาทนายความร่วมกันแก้ปัญหา

“การที่เขากลับขึ้นไปเกี่ยวกับปากท้องที่อยู่ไม่ได้จริงๆ แค่ต้องการทำไร่หมุนเวียนมีข้าวให้ลูกกินอิ่มครบ 3 มื้อ ทำไร่แบบวิถีเดิมที่เคยทำ และจะกลับตายที่เดิมที่เคยอยู่ ชาวบ้านเชื่อว่าถ้าไม่มีไร่หมุนเวียน จะไม่มีข้าวให้ลูกหลานกิน วิถีกะเหรี่ยงทุกอย่างอยู่ในไร่ทั้งหมด ไม่ว่าความเชื่อ ความสามัคคี ความสัมพันธ์ พี่น้องถ้าไม่ได้ทำไร่ วิถีอัตลักษณ์จะสูญสลายไปเรื่อยๆ สำหรับผมเองตอนเด็ก ป.2-3 แม่ถูกอพยพลงมาอยู่ข้างล่าง ตอนป่วยหนักได้ขอให้พี่ๆ พากลับไปอยู่ใจแผ่นดิน ไม่นานแม่ผมกลับไปก็ตาย จึงเป็นความผูกพันธ์ที่อยากกลับไปอยู่ที่นั่น” นายจอแบ๊ะ กล่าว

นายสุวิชาน พัฒนาไพรวัลย์ ตัวแทนเครือข่ายกะเหรี่ยงภาคเหนือ กล่าวว่า ระบบการทำไร่หมุนเวียนของคนกะเหรี่ยงถือเป็นระบบการเกษตรที่เป็นคานงัดกับระบบเกษตรเชิงเดี่ยว โดยมีการเก็บข้อมูลเปรียบเทียบพื้นที่ ต.แม่วะหลวง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก เป็นไร่หมุนเวียน 100 เปอร์เซ็นต์ทำให้ไม่มีดอยหัวโล้นถาวร ขณะที่พื้นที่ ต.ขะเนจื้อ อ.แม่ระมาด จ.ตาก เป็นไร่ข้าวโพด 80 เปอร์เซ็นต์ มีสภาพเป็นดอยหัวโล้นถาวร เนื่องจากวิถีการทำไร่หมุนเวียนใช้พื้นที่ระยะสั้น พักฟื้นยาว ดินจึงมีชีวิต ทั้งคน ป่า และสรรพชีวิต มีการถูกใช้ประโยชน์แล้วหยุดพัก จึงเรียกเป็นไร่เกษตรสุนทรียะ ทุกขั้นตอนจะมีพิธีกรรม เรื่องการกิน ดื่ม ร่วมกับสรรพชีวิตให้กับต้นไม้ ธรรมชาติ

“การใช้สั้นพักยาวจะทำให้เกิดพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เรามีหลักฐานของหมู่บ้านที่เก็บข้อมูลรายปี ว่าการไร่หมุนเวียนทำให้เกิดพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นอย่างไร ในอนาคตก็จะยังหมุนเวียนเช่นนี้ วิถีเกษตรที่ใช้ที่ดินสั้นพักยาว ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติยืนยาว” นายสุวิชาน กล่าว

นายสุวิชาน กล่าวต่อว่า กรณีบ้านแม่ปอคี อ.ท่าสองยาง หรือกรณีกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย-ใจแผ่นดิน  เดิมมีวิถีการไร่หมุนเวียน พอมีการประกาศเขตป่าสงวน ชาวบ้านต้องปรับตัวและยอมถอยหลายครั้ง จากเคยทำไร่หมุนเวียนรอบ 10 ปี ลดลงเหลือ 7 ปี และลดลงเหลือ 5 ปี ถ้าลดวงรอบอีกเหลือ 3 ปี ชาวบ้านบอกว่าคงต้องใช้ยาฆ่าหญ้า ต้องกลายเป็นเกษตรเคมี ดังนั้นชาวบ้านจึงยอมถอยไปกว่านี้ไม่ได้แล้ว

นายสุวิชาน กล่าวอีกว่า ถ้าต้องการให้วิถีการทำไร่หมุนเวียนยังอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีชาติพันธุ์ ต้องประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 3 ข้อ คือสิทธิในฐานทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิฐานวัฒนธรรม สิทธิเรื่องปากท้อง เศรษฐกิจ ต้องมีการหมุนเวียนพื้นที่ทำกินสั้น พักฟื้นยาว พักป่าพักดิน พักสรรพชีวิต เพื่อให้เกิดความสมดุลทำให้ชีวิตไปต่อ คิดว่าไร่หมุนเวียนจะไม่สิ้นถ้าไม่ถูกกฎหหมายและนโยบายรัฐขับไล่ไร่หมุนเวียน ไล่อย่างถาวร ก็จบวิถีไร่หมุนเวียน

ดร.สมศักดิ์ สุขวงศ์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า กล่าวว่า ไร่หมุนเวียนคือวนเกษตร ที่มีการผสมผสานกันของพืชหลายชนิด ทั้งพืชไร่กับต้นไม้ ถ้าสิ้นวิถีการทำไร่หมุนเวียนคือสิ้นชีวิตมุนษย์ที่อยู่ในป่า เพราะปัจจัยสำคัญของมนุษย์ในการดำรงชีวิตในป่าคือคาร์โบไฮเดรต มนุษย์กลุ่มใดอยู่ในป่าแล้วสร้างคาร์โบไฮเดรตได้ก็อยู่ได้ โดยมนุษย์มีสองกลุ่ม คนในแผ่นดินต้องอาศัยกินข้าว คนบนเกาะอาศัยกินเผือกหรือแป้งสาคูอย่างในเกาะฮาวาย หรือเกาะบอร์เนียว การทำไร่หมุนเวียนจึงเหมาะกับวิถีชีวิตมนุษย์ในป่า ดังนั้นถ้าอยากฆ่าเขาให้ตายก็แค่อย่าให้มีข้าวหรือคาร์โบไฮเดรต อย่างคนในกรุงเทพก็เหมือนกัน ไม่มีข้าวก็ตายเช่นกัน

ดร.สมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ในโลกมีรูปแบบการจัดการพื้นที่อนุรักษ์ 2 แบบ คือ 1.โมเดลอุทยานแห่งชาติเยลโล่สโตนของอเมริกา มีรูปแบบการอนุรักษ์คือป่าต้องไม่มีมนุษย์อาศัยอยู่ มีการขับไล่อินเดียแดง เกิดสงครามกับชนเผ่าพื้นเมืองอินเดียนแดง ซึ่งไทยตอนร่าง พรบ.อุทยานแห่งชาติ ได้ให้อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติของอเมริกาสมัยนั้นมาช่วยร่างกฎหมายประเทศไทยจึงใช้การจัดการพื้นที่อนุรักษ์ในแบบนี้

ดร.สมศักดิ์ กล่าวต่อว่า แบบที่ 2 คือ พื้นที่อนุรักษ์แบบยุโรป หรือ อุทยานแห่งชาติในญี่ปุ่น ชนเผ่าพื้นเมืองสามารถอาศัยอยู่ในป่ามาอย่างช้านาน ให้ความสำคัญกับสิทธิของชุมชน โดยมีการจัดโซนนิ่งให้คนอยู่กับป่าได้ แม้กระทั่งในพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติบางแห่ง คนพื้นเมืองสามารถอาศัยอยู่ได้ ดังนั้นเมื่อถอดบทเรียนจากโมเดลยุโรป คือข้อหนึ่ง หากมีการจัดโซนนิ่งให้ดี เกิดการใช้ประโยชน์เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง ชุมชนกับพื้นที่อนุรักษ์ก็อยู่ร่วมกันได้ ข้อสอง ต้องมีแผนกมอนิเตอร์หน้าที่ของแต่ละโซน ข้อสาม ต้องมีแผนกจัดการมีส่วนร่วมกับประชาชน ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมจัดการป่าร่วมกัน ข้อสี่ คือการจัดการท่องเที่ยวที่เหมาะสม

ดร.กฤษฎา บุญชัย สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา กล่าวว่า ระบบเกษตรไร่หมุนเวียนหรือวนเกษตร เป็นระบบนิเวศป่าเขตร้อนชื้น ความอุดมเกิดจากการหมุนเวียน คนละแบบกับป่าเขตอบอุ่นหรือหนาว ดังนั้นชุมชนพื้นเมืองในเอเชียจะมีระบบไร่หมุนเวียน ไม่ใช่แค่กะเหรี่ยงในไทย เพราะเหมาะสมกับสภาพพื้นที่น้ำน้อย นับตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคมที่เข้ามา ทำให้เกิดการแบ่งแยกระหว่างพื้นที่ป่ากับพื้นที่เกษตร อดีตในไทยพื้นที่ป่ากับพื้นที่เกษตรไม่ได้แบ่งแยกกัน หลังจากมีการทำสัมปทานป่าไม้กระตุ้นให้เกิดการทำเกษตรเข้มข้น ส่งผลต่อวิถีการทำไร่หมุนเวียน เพราะไปขัดกับวิถีคิดการเกษตรแบบเข้มข้น ภาครัฐไม่ได้มองว่าวิถีไร่หมุนเวียนเป็นระบบการทำเกษตรจึงไม่มีการสนับสนุน

“ไร่หมุนเวียนคือการหมุนเวียนเปลี่ยนถ่ายระหว่างมมุษย์กับธรรมชาติ เชื่อมโยงชีวิตและสิทธิส่วนรวม ระบบเกษตรสมัยใหม่ไม่เข้าใจ เพราะที่ดินมีโฉนดของใครของมัน แต่กะเหรี่ยงมีอุดมการณ์การผลิต ไม่ได้เพื่อค้ากำไร สะสมทุนให้เกิดการมั่งคั่ง ผลิตเพื่อการดำรงชีพ มีข้าวเป็นศูนย์กลางของการผลิต ชาวบ้านไม่ครอบครองที่ดินเพราะเป็นส่วนร่วม ไม่ต้องการแสวงประโยชน์ส่วนตน สิ่งที่เป็นมายาคติที่ทำให้รัฐหรือสังคมเข้าใจคลาดเคลื่อน คือการทำไร่ มักนึกถึงการทำไร่ข้าวโพดหรือมันแบบพืชเชิงเดี่ยว เป็นจิตนาการทำไร่เป็นแถว แต่ไร่ของกะเหรี่ยงคือวนเกษตรชนิดหนึ่งที่ทำในป่า” ดร.กฤษฎา กล่าว

ดร.กฤษฎา กล่าวว่า การนำวิถีการทำไร่เกษตรเชิงเดี่ยวมาโจมตีการทำไร่หมุนเวียนของชาวบ้าน ไม่ใช่ข้อเท็จจริง อย่างกรณีชาวบ้านบางกลอยเกิดการให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน บอกว่าชาวบ้านมีรายได้เป็นแสน แต่จริงๆ มีเพียงไม่กี่ครอบครัว และเป็นชาวบ้านจากข้างนอก ไม่ใช่ชาวบ้านที่ถูกอพยพลงมา นอกจากนี้หากมองถึงห่วงโซ่ของอาหาร ไร่ข้าวโพดพืชเชิงเดี่ยวปลายทางการบริโภคคือคนในเมืองที่เป็นผู้ทำลายป่า ดังนั้นการโจมตีว่าวิถีการทำไร่หมุนเวียนจึงเป็นการผลักภาระให้คนชายขอบ ทั้งที่ในระดับโลกยืนยันว่าคนพื้นเมืองเหล่านี้มีบทบาทอนุรักษ์พื้นที่ป่าได้ไม่น้อยไปกว่าพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่มีอยู่เลย

“มรดกโลกมีทั้งทางธรรมชาติและวัฒนธรรม ป่าแก่งกระจานน่าจะประสานทั้งสองเข้าหากัน เพราะโลกปัจจุบันไม่แบ่งแยกแล้ว สามารถเป็นได้ทั้งสองอย่างด้วยกัน หลายกรณีในต่างประเทศจึงเห็นมรดกโลกที่รวมทั้งสองอย่างไว้ กะเหรี่ยงบางกลอยไม่ได้ขัดขวางการเป็นมรดกโลก เพียงแต่ต้องอยู่บนพื้นฐานการรับรองสิทธิวัฒนธรรม” ดร.กฤษฎา กล่าว

นายประเสริฐ ตระการศุภกร ผู้อำนวยการสมาคมปกาเกอะญอเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน กล่าวว่า การทำไร่หมุนเวียนไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาอยู่ที่วาทกรรมที่เป็นอคติซึ่งถูกสร้างขึ้นมาโดยรัฐ เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องรื้อถอนวาทกรรมนี้ เพราะจริงๆ แล้ว ไร่หมุนเวียนเป็นระบบที่สร้างสรรระบบนิเวศของป่า พิสูจน์แล้วที่ผืนป่าตะวันตกที่ผืนป่าล้วนมีไร่หมุนเวียน มีชนเผ่าพื้นเมืองอาศัยอยู่ตลอดเวลา บางกลอย-ใจแผ่นดินมีคนกะเหรี่ยงอาศัยอยู่มาเป็นร้อยปีทำไมยังมีป่าที่สมบูรณ์ เพราะวิถีการทำไร่หมุนเวียนสร้างความหลากหลายให้กับป่า เป็นคุณูปการคุณค่าให้กับประเทศ

พลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง อดีตประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในที่อยู่อาศัย ที่ทำกินและพื้นที่ทางจิตวิญญาณของชนเผ่ากะเหรี่ยงและชาวเล สำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คนกะเหรี่ยงอยู่มาก่อนตั้งสมัยกรุงสุโขทัย ในสมัย ร.5 เสด็จประพาสยุโรปได้บอกกับชาวโลกว่ามีประเทศสยาม คนสยามในวันนั้นยืนเท้าเย็นหรือไม่ อยู่โดยชอบหรือไม่ สมัยนั้นยังไม่มีกฎหมายที่ดิน ไม่มีกฎหมายป่าสงวน คนกะเหรี่ยงอยู่ตั้งแต่เชียงรายถึงประจวบฯ ชาวเลอยู่ใน 5 จังหวัดฝั่งอันดามัน กฎหมายไทยจึงร่างขึ้นเพราะรู้ว่ามีคนในป่า ในกฎหมายจึงบอกว่าไม่มีผลย้อนหลังไปทำลายสิทธิที่มีอยู่เดิม การทำไร่หมุนเวียนจึงเป็นสิทธิของชุมชนกะเหรี่ยง แต่การทำไร่ซ้ำทุกปี ต้นไม้ตาย ดินจะถล่ม หญ้าขึ้น แมลงมา ปุ๋ยไม่มี เมื่อเป็นพื้นที่ภูเขาจึงต้องทำไร่เว้นรอบ 7 ปี แล้วกลับมาทำที่เดิม ถือเป็นการทำประโยชน์ที่ดินต่อเนื่อง เหมือนกับการจัดกีฬาโอลิมปิค 4 ปีครั้ง

“ในหลวง ร.9 เห็นความชอกช้ำของชาวบ้านที่ถูกข้าราชการรังแก ได้ตรัสไว้เมื่อ 27 มิ.ย. ปี 2516 ว่าการนำกฎหมายพื้นราบไปใช้บนภูเขานั้นไม่เป็นไปตามความจริง และคนกะเหรี่ยงบ้านเราทำไร่หมุนเวียน ทำให้ไทยสามารถให้สัมปทานทำไม้ได้ถึง 3 รอบ ถ้าไม่มีไร่หมุนเวียนจะทำไม้ได้เพียงรอบเดียว กฏหมายได้ให้สิทธิอยู่แล้ว แต่ข้าราชการไม่ยอมกันพื้นที่ออก เพราะเมื่อกันที่ออกจะทำให้ทำให้ตัวเลขพื้นที่ป่าไม้ลดลง ทำให้งบประมาณในการจัดการดูแลบริหารพื้นที่ลดน้อยลงไปด้วย เป็นการไม่ซื่อของข้าราชการ” พลเอกสุรินทร์ กล่าว

พลเอกสุรินทร์ กล่าวอีกว่า ถ้าไม่มีกะเหรี่ยงประเทศไทยจะเหลือพื้นที่แคบลง เมื่อคนกะเหรี่ยงอยู่มาก่อนจึงมีสิทธิ ผมเป็นคนเพชรบุรี รู้จักใจแผ่นดินมาก่อนเพราะกะเหรี่ยงเดินเท้ามาสองวันเพื่อลงมาขายพริกที่เมืองเพชรบุรี ปู่คออี้ตายอายุ 107 ปี อยู่มาก่อนกฎหมายที่ดินจึงมีสิทธิ ตนศึกษาเรื่องนี้มา 30 กว่าปี อยากเสนอเอาทุกฝ่ายมานั่งคุยกัน อัยการสูงสุด กฤษฎีกา สภาทนายความ หน่วยงานที่มีที่ดินทั้งหลาย กรมที่ดิน กรมธนารักษ์ กรมอุทยานฯ มาพร้อมกัน

“เคยเชิญทุกฝ่ายมาถกเห็นตรงกันว่าชาวบ้านมีสิทธิ แต่ข้าราชการปกปิดข้อเสนอบางส่วน เสนอกฎหมายปล้นสิทธิของคนกะเหรี่ยง จากชายแดนภาคเหนือถึงตะวันตกมีภูเขาอะไรที่เป็นภาษาไทย มีแต่ชื่อกะเหรี่ยง เพิ่งแปลเป็นไทยไม่กี่ปี เหมือนกับกรณีชาวเล” พลเอกสุรินทร์ กล่าว

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.