เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 นายสนิท แซชั่ว ชาวเลชุมชนราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต เปิดเผยว่า เช้าวันนี้ได้ชักชวนเพื่อนชาวเลในชุมชนออกเรือ 6 ลำไปจับปลาในทะเลเพื่อส่งไปช่วยเหลือพี่น้องชาวกะเหรี่ยงบางกลอย อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เพราะรู้สึกเข้าใจและเห็นใจที่ชาวบ้านถูกไล่ออกจากถิ่นฐานดั้งเดิมในป่าใหญ่ ซึ่งลักษณะปัญหาคล้ายกับชาวเลที่มักถูกขับไล่ออกจากพื้นที่จนไม่สามารถยืนอยู่ได้ตามวิถีชีวิตแบบเดิม โดยเฉพาะภายหลังเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ต้องประสบความยากลำบากมาก

นายสนิทกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้หาปลาไว้บางส่วนแล้วโดยนำมาตากแห้ง ทั้งปลาเก๋า ปลากล้วยเขียว ปลากล้วยเหลือง แต่ยังได้ไม่เยอะ จึงได้ชักชวนเพื่อนๆ ออกไปหาปลาอีก โดยตั้งเป้าจะหาปลาสดให้ได้สัก 1 ตัน เมื่อนำมาตากแห้งให้ได้ประมาณ 500 กิโลกรัม

ผู้สื่อข่าวถามว่าปลาเก๋าเป็นปลาที่มูลค่าสูง ทำไมถึงนำมาตากแห้ง นายสนิทกล่าวว่า “เราไม่ได้สนใจเรื่องมูลค่า เราอยากหาปลาให้ได้เยอะๆ เพราะต้องการเอาไปช่วยเหลือชาวบางกลอย เรื่องอื่นๆ เราไม่ได้สนใจ ผมเห็นชาวบ้านบางกลอยกินข้าวกับผักและน้ำพริกเท่านั้น ก็เลยอยากส่งปลาแห้งไปเป็นกับข้าวเพิ่มเติมให้พวกเขา”

นายสนิทกล่าวว่า ยังไม่แน่ใจว่าจะส่งปลาไปให้ชาวบางกลอยด้วยวิธีใด แต่ใจจริงๆ แล้วอยากขับรถขนไปให้ถึงหมู่บ้านบางกลอย แต่ไม่แน่ใจว่าจะได้รับอนุญาตจากอุทยานฯ ให้เข้าไปหรือไม่

ในวันเดียวกันที่บริเวณหมู่บ้านใจแผ่นดินจำลอง สะพานชมัยมรุเชฐ หน้าทำเนียบรัฐบาล นายพงศ์บุณย์ ปองทอง รองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) และคณะได้เดินทางมาพบกับชาวบ้านบางกลอยและเครือข่ายเพื่อหารือถึงแนวการแก้ไขปัญหา โดยชาวบ้านได้มีข้อเรียกร้องดังนี้

1.ให้ชาวบ้านสามารถกลับไปทำไร่หมุนเวียนและดำรงวิถีชีวิตวัฒนธรรมดั้งเดิมอยู่ที่บ้านบางกลอยบน-ใจแผ่นดิน และสามารถกลับไปอยู่อาศัยทำกิน ดำเนินชีวิตตามวิถีดั้งเดิมของบรรพบุรุษได้โดยการรับรองสิทธิ์ในการอยู่อาศัยและทำเขตพื้นที่ชุมชนดั้งเดิม

2.ยุติการใช้กำลังเจ้าหน้าที่เข้าไปตั้งจุดตรวจและลาดตระเวนในหมู่บ้านบางกลอยล่าง รวมทั้งยุติการข่มขู่ คุกคาม หรือให้ใช้ความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นกับชาวบ้าน 36 ครอบครัวที่กลับไปอยู่อาศัยและความจริงอยู่ที่บ้านกลางตอนบน-ใจแผ่นดิน

3.ยุติการขัดขวางการขนส่ง ข้าว ยา อาหารและสิ่งของจำเป็นขึ้นไปให้กับชาวบ้านบางกลอย

4.ให้รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2553 ว่าด้วยแนวนโยบายและหลักปฏิบัติในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวบ้านกะเหรี่ยงโดยเร่งด่วน โดยเฉพาะมาตรการด้านการจับกุมดำเนินคดีและคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรมในรูปแบบไร่หมุนเวียน

5.กรณีที่ชาวบ้านบางกลอยครอบครัวใดประสงค์จะอยู่ที่บ้านบางกลอยล่าง ให้รัฐดำเนินการจัดสรรที่ดินทั้งที่อยู่อาศัย และที่ดินทำกินให้เพียงพอต่อการดำรงชีพเพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคง

6.ดำเนินการดูแลความปลอดภัยให้กับชาวบ้านบางกลอยและมีมาตรการในการคุ้มครองสวัสดิภาพและความปลอดภัยของสมาชิกชุมชนทุกคน

ทั้งนี้นายพงศ์บุณย์ได้รับหนังสือฯ เพื่อนำไปส่งต่อให้กับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องพิจารณา โดยชาวบ้านบางกลอยจะยังปักหลักชุมนุมอยู่ต่อจนกว่าจะได้รับการลงนามจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากเมื่อวานนี้ ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รองประธานคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของขบวนการประชาชนเพื่อ สังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) หรือ พีมูฟ ได้ลงมารับหนังสือของกลุ่มผู้แทนชาวบ้านบางกลอย และ ภาคี #SAVEบางกลอย รับปากจะดําเนินการตามข้อเรียกร้องเร่งด่วน 3 เรื่อง ได้แก่ 1. จะถอนกําลังเจ้าหน้าที่ออกจากชุมชนบ้านบางกลอยทันที 2. ให้หยุดการสกัดเส้นทางการขนส่งเสบียงไปช่วยเหลือพี่น้องที่บางกลอยบน-ใจแผ่นดิน 3. ให้ยุติคดีของสมาชิกภาคี #SAVEบางกลอย จํานวน 10 คน ที่เข้ายื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวง

อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านบางกลอย และกลุ่มภาคี #SAVEบางกลอย ยังไม่วางใจในความจริงใจของรัฐบาลเพราะเป็นปัญหาที่เรื้อรังมากว่า 25 ปีนี้ จึงจัดทําบันทึกข้อตกลงขึ้นเพื่อให้รัฐบาล ร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่ และ ผู้แทนภาคี #SAVEบางกลอย ลงนาม อันประกอบด้วย 1. ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะรองประธาน คณะกรรมการแก้ไขปัญหาของพีมูฟ 2. นายวราวุธศิลปอาชารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 3. นายจตุพรบุรุษพัฒน์ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม4. ผู้แทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม 5. ผู้แทนภาคี#SAVEบางกลอย 6. ผู้แทนชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอยจังหวัดเพชรบุรี

Comments are closed, but trackbacks and pingbacks are open.